เมื่อพรีเซนเตอร์เซเลบริตี้กลายเป็นหัวใจของกลยุทธ์การตลาดความงาม
พรีเซนเตอร์เซเลบริตี้ในตลาดความงามคือการใช้คนดังที่มีอิทธิพลทางวัฒนธรรมและบนโซเชียลมีเดียมาช่วยสร้างภาพลักษณ์ เพิ่มความน่าเชื่อถือ และเร่งการเข้าถึงผู้บริโภคใหม่ในเวลาอันสั้น โดยอาศัยพลังของแฟนคลับ ความไว้วางใจต่อบุคคล และการเล่าเรื่องชีวิตที่เชื่อมโยงกับปัญหาผิวและความงามของผู้ใช้ จนทำให้แบรนด์ไม่ใช่แค่สินค้าบนชั้นวาง แต่เป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์และตัวตนของผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายในทุกแพลตฟอร์มออนไลน์และออฟไลน์
ปรากฏการณ์ที่เห็นชัดคือแบรนด์ความงามไทยเริ่มขยับจากการสื่อสารแบบแมส ไปสู่การผูกพันทางอารมณ์ผ่านตัวบุคคลมากขึ้น การเลือกพรีเซนเตอร์จึงไม่ใช่แค่เรื่องหน้าตา แต่เป็นการคัดเลือกสตอรี่ บุคลิก และฐานแฟนที่สามารถขับเคลื่อนยอดขายและการเติบโตตลาดความงามให้เร็วกว่าเดิม อย่างไรก็ตาม การพึ่งพาเซเลบริตี้มากเกินไปก็มีความเสี่ยง ทั้งด้านภาพลักษณ์และต้นทุนการตลาด จึงต้องมองให้ลึกว่าพรีเซนเตอร์อยู่ในกลยุทธ์ระยะยาว ไม่ใช่เพียงสร้างกระแสชั่วคราว
ศรีจันทร์ IN-SKIN กับการตีความสกินแคร์ไทยผ่านแบมแบม
กรณีศึกษาที่น่าสนใจที่สุดคือการที่ศรีจันทร์เปิดตัว “แบมแบม-กันต์พิมุกต์ ภูวกุล” เป็นพรีเซนเตอร์กลุ่มสกินแคร์ SRICHAND IN-SKIN เพื่อผลักดันภาพลักษณ์สกินแคร์ไทยให้ก้าวข้ามมาตรฐานเดิมและเชื่อมต่อกับผู้บริโภครุ่นใหม่ที่ติดตามศิลปินผ่านโซเชียลอย่างเหนียวแน่น แบมแบมไม่ได้เป็นเพียงใบหน้าสวยของแคมเปญ แต่เป็นตัวแทนความมุ่งมั่น ทำตามความฝันจนไปสู่ระดับโลก ซึ่งสะท้อนความตั้งใจของแบรนด์ที่ต้องการยืนหยัดและยกระดับผลิตภัณฑ์ไทยให้ทัดเทียมระดับสากล
การรุกตลาดสกินแคร์ของศรีจันทร์เกิดขึ้นในจังหวะที่กระแส Health & Beauty มาแรง และกลุ่มสกินแคร์เติบโตสูงถึง 44% ทำให้แบรนด์เลือกขยายจากเมคอัพสู่สกินแคร์เต็มสูบ ผลิตภัณฑ์อย่าง Skin Moisture Burst Gel Cream ขึ้นแท่นยอดขายอันดับหนึ่งในหมวด Moisture และเติบโตถึง 123% เทียบกับตลาดสกินแคร์โดยรวมที่โตเพียงประมาณ 15% เท่านั้น ข้อเท็จจริงนี้ตอกย้ำว่า พรีเซนเตอร์เซเลบริตี้เมื่อจับคู่กับนวัตกรรมที่เข้าใจผิวคนไทยอย่างแท้จริง สามารถสร้างความเชื่อมั่นและเร่งการเติบโตได้อย่างเห็นผล ไม่ใช่แค่กระแสชั่วคราว

ผู้กองแคทและ CATIQUE: ใช้คนดังเล่าเรื่องความมั่นใจในผิว
ฝั่งแบรนด์น้องใหม่อย่าง CATIQUE ของผู้กองแคท แสดงให้เห็นอีกมุมหนึ่งของการใช้พรีเซนเตอร์เซเลบริตี้ในธุรกิจความงาม ผู้กองแคทซึ่งผ่านทั้งวงการบันเทิงและนางงาม เลือกเปิดตัวโทนอัพผิวกายพร้อมดึง จีน่า วิรายา และ เบนซ์ พริกไทย มานั่งแท่นพรีเซนเตอร์ เพื่อถ่ายทอดภาพลักษณ์ของผู้หญิงยุคใหม่ที่มั่นใจในสไตล์และการดูแลตัวเอง การจับคู่สองคาแรกเตอร์นี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่ตั้งใจสะท้อนทั้งสายแฟชั่นและคุณแม่ที่ยังดูสดใส เพื่อบอกผู้บริโภคว่าความมั่นใจในผิวสามารถเป็นของทุกคน ไม่จำกัดวัยหรือบทบาทชีวิต
จุดแข็งของ CATIQUE คือการใช้ประสบการณ์จริงของผู้กองแคทกับการใช้โทนอัพผิวในงานบันเทิงและบนเวทีนางงาม มาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์การใช้งานจริง โดยตั้งใจให้ผู้หญิงและกลุ่ม LGBTQ+ รู้สึกมั่นใจมากขึ้นเมื่อเผยผิว เมื่อภาพลักษณ์แบรนด์ผูกเข้ากับเรื่องราวการเสริมพลังและการยอมรับความหลากหลาย การเลือกพรีเซนเตอร์ที่เข้าใจประเด็นนี้จึงมีความสำคัญกว่าการเลือกแค่คนดังที่มีชื่อเสียง เพราะผู้บริโภคยุคใหม่มองหาแบรนด์ที่มีท่าทีชัดเจนด้านคุณค่า ไม่ใช่แค่คุณสมบัติสินค้า
DDD และ Fandom Marketing: จากฟันคลับสู่ฟันขาวและไลฟ์สไตล์
ในระดับบริษัทที่ถือครองหลายแบรนด์ ดู เดย์ ดรีมเลือกใช้ Fandom Marketing เป็นหัวใจของกลยุทธ์การตลาดเพื่อดันแบรนด์เรือธงอย่าง SPARKLE, LESASHA และ OXE’CURE ขึ้นแท่นแชมป์ยอดจำหน่าย พร้อมเจาะฐานลูกค้าใหม่อย่างต่อเนื่อง กลยุทธ์นี้อาศัยความผูกพันระหว่างแฟนคลับและศิลปินมาสร้างการมีส่วนร่วมกับแบรนด์ จนเกิดการพูดถึงอย่างกว้างขวางบนโซเชียล และช่วยให้ทั้งสามแบรนด์มีโอกาสเติบโตอีกกว่า 30% ภายในปี 2568 ตามเป้าหมายของบริษัท
สิ่งที่น่าสังเกตคือ DDD ไม่หยุดแค่การใช้พรีเซนเตอร์ แต่ผูกกลยุทธ์นี้เข้ากับแนวคิด Innovate for a Better Future และเทรนด์ใหญ่สามด้าน ได้แก่ การขยับจาก Beauty สู่ Holistic Living ที่มองคุณภาพชีวิตรวม การขยับจาก Mass สู่ Personalization และจาก Functional สู่ Emotional เพื่อให้แบรนด์เชื่อมโยงกับความรู้สึกและไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคมากขึ้น ผลลัพธ์คือยอดขายรวมทะลุ 1,500 ล้านบาทในปี 2567 ซึ่งสะท้อนว่าการใช้แฟนด้อมไม่ใช่แค่เทรนด์ แต่เป็นกลยุทธ์ที่สามารถสร้างฐานรายได้ระยะยาวได้เมื่อจับคู่กับนวัตกรรมที่ตอบโจทย์จริง

บทสรุป: แบรนด์ความงามไทยจะไปต่ออย่างไรในยุคแฟนด้อมและอีคอมเมิร์ซ
จากตัวอย่างของศรีจันทร์ CATIQUE และ DDD จะเห็นชัดว่า พรีเซนเตอร์เซเลบริตี้และ Fandom Marketing ไม่ใช่เพียงการจ้างคนดังมาถ่ายโฆษณา แต่เป็นการออกแบบกลยุทธ์การตลาดให้สอดคล้องกับความคาดหวังใหม่ของผู้บริโภค ที่ต้องการทั้งผลิตภัณฑ์คุณภาพ ภาพลักษณ์ที่เชื่อมโยงกับตัวตน และการสื่อสารที่มีส่วนร่วมบนทุกช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ การเติบโตตลาดความงามในยุคที่อีคอมเมิร์ซหนุนให้ผู้บริโภคค้นหาข้อมูลและรีวิวได้เอง ทำให้แบรนด์ต้องใช้พรีเซนเตอร์เป็นจุดเริ่มต้นของความไว้วางใจ แต่ต้องตามด้วยประสบการณ์ใช้จริงที่ดี
ในมุมมองเชิงกลยุทธ์ แบรนด์ความงามไทยที่ต้องการเติบโตระยะยาวควรใช้พรีเซนเตอร์เซเลบริตี้เป็นสะพานเชื่อมอารมณ์และเรื่องราว ไม่ใช่เป็นเสาหลักเพียงอย่างเดียว การลงทุนกับการวิจัยส่วนผสมที่เหมาะกับผิวและไลฟ์สไตล์ การปรับผลิตภัณฑ์ให้เป็น Personalization และการขยายช่องทางจัดจำหน่ายทั้งในและต่างประเทศด้วยเทคโนโลยีข้อมูลที่แม่นยำ คือสิ่งที่จะทำให้แบรนด์ยืนระยะอยู่เหนือกระแสแฟนด้อมที่เปลี่ยนเร็ว เมื่อพรีเซนเตอร์ เซเลบริตี้ และคุณภาพผลิตภัณฑ์เดินไปในทิศทางเดียวกัน สกินแคร์ไทยและแบรนด์ความงามไทยจึงมีโอกาสขึ้นเวทีโลกอย่างมีน้ำหนัก








