สุวรรณภูมิ Air Cargo คือหัวใจของระบบส่งออกและโลจิสติกส์
สุวรรณภูมิ Air Cargo หมายถึงระบบขนส่งสินค้าทางอากาศครบวงจรที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ครอบคลุมคลังสินค้า การจัดการเที่ยวบินคาร์โก การตรวจสอบความปลอดภัย การลำเลียงและเชื่อมต่อห่วงโซ่อุปทานกับศูนย์กลางโลจิสติกส์ในภูมิภาค ระบบนี้รองรับสินค้าค่าสูงและเร่งด่วน เช่น อิเล็กทรอนิกส์ อาหารสด และเวชภัณฑ์ จึงมีบทบาทกำหนดความตรงเวลา ความเชื่อมั่นของคู่ค้า และความสามารถแข่งขันของภาคส่งออกโดยตรง สถานการณ์ล่าสุดกำลังส่งสัญญาณชัดว่าหัวใจดวงนี้เริ่มทำงานติดขัด ฝนตกหนักและน้ำท่วมไม่ได้เป็นเพียงเหตุสุดวิสัย แต่กลายเป็นตัวทดสอบความแข็งแกร่งของโครงสร้างพื้นฐานและการบริหารสนามบิน เมื่อเที่ยวบินล่าช้า ยกเลิก ผู้โดยสารตกค้าง และสัมภาระล่าช้า ปัญหาสนามบินไทยจึงกลายเป็นประเด็นความเชื่อมั่นของทั้งนักท่องเที่ยวและนักธุรกิจ หอการค้าไทยจึงเลือกโจมตีที่จุดอ่อนสำคัญคือระบบขนส่งสินค้าทางอากาศ ซึ่งหากปล่อยให้สะสมต่อไป ไม่ใช่แค่ภาพลักษณ์เสียหาย แต่ห่วงโซ่อุปทานส่งออกอาจสั่นสะเทือนในช่วงฤดูกาลพีกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
โครงสร้าง Air Cargo ที่กระจุกตัว ทำให้ความเสี่ยงสูงเกินยอมรับ
ข้อเท็จจริงที่มักถูกมองข้ามคือ ระบบขนส่งสินค้าทางอากาศของไทยกระจุกตัวแทบทั้งหมดอยู่ในท่าอากาศยานหลักเดียว ข้อมูล กพท ระบุว่า 99.8% ของการขนส่งทางอากาศผ่านท่าอากาศยานที่บริหารโดย ทอท โดยสนามบินสุวรรณภูมิรับภาระสูงถึง 92.3% ขณะที่ผู้ประกอบการ Air Cargo ทั้งระบบมี 155 ราย แต่เส้นทางขนส่งส่วนใหญ่ต้องพึ่งสุวรรณภูมิเป็นหลัก เมื่อโครงสร้างเช่นนี้ถูกน้ำท่วม รถติด พนักงานเดินทางเข้าออกไม่ได้ หรือระบบภาคพื้นติดขัด ผลกระทบจึงลามทั้งเครือข่ายทันที ที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือความสำคัญของเส้นทางระหว่างประเทศที่เชื่อมกับจีน ฮ่องกง ไต้หวัน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และสิงคโปร์ ซึ่งทำหน้าที่เป็นฮับกระจายสินค้าเทคโนโลยี หากสุวรรณภูมิ Air Cargo มีคอขวดต่อเนื่อง สินค้าจากไทยต้องเผชิญความเสี่ยงจากการตกเที่ยวบิน การถ่ายลำล่าช้า และการเสียโอกาสในตลาดที่อ่อนไหวต่อเวลา โครงสร้างที่พึ่งพาฮับเดียวเช่นนี้จึงไม่ใช่เพียงเรื่องความสะดวก แต่คือความเสี่ยงเชิงระบบที่รัฐบาลไม่ควรนิ่งดูดาย
สัญญาณเตือนจากตัวเลข ส่งออกหนึ่งในสามผูกชีวิตกับ Air Cargo
ตัวเลขการค้าผ่านระบบขนส่งสินค้าทางอากาศกำลังตะโกนเตือนเสียงดัง ภาคธุรกิจอาจยังเดินหน้าได้ แต่โครงสร้างรองรับเริ่มตึงตัวเกินไป ข้อมูลช่วงมกราคมถึงกรกฎาคมระบุว่า มูลค่าการค้าผ่านทางอากาศอยู่ที่ 5.53 ล้านล้านบาท โดยเป็นมูลค่าการส่งออก 2.42 ล้านล้านบาท หรือประมาณหนึ่งในสามของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด สินค้าสำคัญคือกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์กว่า 1.32 ล้านล้านบาท และสินค้าเกษตรและอาหารประมาณ 380,000 ล้านบาท แปลว่า หากระบบ Air Cargo สะดุดแม้เพียงไม่กี่วัน ผู้ประกอบการจำนวนมหาศาลจะถูกบีบด้วยความเสี่ยงด้านเวลาและคุณภาพสินค้า ขณะเดียวกัน ปริมาณขนส่งสินค้าทางอากาศห้าเดือนแรกปี 69 อยู่ที่ 699,093 ตัน เพิ่มขึ้น 6.1% สอดคล้องกับจำนวนเที่ยวบินและผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้น เมื่อการเติบโตเกิดขึ้นบนโครงสร้างคลังสินค้าเดิมที่มีข้อจำกัดด้านพื้นที่ กำลังคน และอุปกรณ์ เหตุการณ์ที่คลังสินค้า TG ต้องขอหยุดรับ Charter Flight ชั่วคราว จึงไม่ใช่เรื่องผิดปกติ แต่เป็นสัญญาณว่าระบบใกล้เพดานรองรับแล้ว และการผลักภาระต่อไปข้างหน้าจะยิ่งเพิ่มโอกาสเกิดความล้มเหลวเชิงระบบ
หอการค้าไทยกดดันรัฐ เปลี่ยนวิธีคิดจากแก้เหตุการณ์สู่ปรับโครงสร้าง
สิ่งที่ทำให้สถานการณ์ครั้งนี้แตกต่างจากปัญหาสนามบินไทยในอดีต คือการที่ภาคเอกชนโดยหอการค้าไทยประกาศชัดว่าจะไม่ยอมให้เรื่องนี้จบด้วยการตั้งกรรมการสอบและมาตรการเฉพาะกิจอีกต่อไป นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ระบุว่า ปัญหาไม่ได้เกิดจากปริมาณสินค้าอย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องกับพื้นที่ กำลังคน อุปกรณ์ ขั้นตอนการทำงาน และโครงสร้างพื้นฐานตรวจสอบความปลอดภัย เมื่อหลายข้อจำกัดเกิดพร้อมกันจึงทำให้การขนส่งติดขัดทั้งระบบ คณะกรรมการ Logistics & Supply Chain ของหอการค้าเตรียมเสนอมาตรการระยะเร่งด่วน กลาง และยาว ต่อรัฐมนตรีคมนาคม แนวทางที่ภาคธุรกิจเรียกร้องไม่ใช่การเพิ่มคนทำโอทีหรือปรับตารางบินเล็กน้อย แต่คือการยกเครื่องโครงสร้างทั้งคลังสินค้า ระบบไอที การจัดสรรเที่ยวบินคาร์โก และการออกแบบกระบวนการตรวจสอบความปลอดภัยให้ทันกับมาตรฐานศูนย์กลางการบินระดับโลก หากรัฐบาลยังมองสุวรรณภูมิเป็นแค่ท่าอากาศยาน ไม่ใช่โครงสร้างรองรับห่วงโซ่อุปทานส่งออก ความเสียหายด้านความเชื่อมั่นจะตามมาเร็วกว่าที่คิด
ถ้าไม่เปลี่ยนวันนี้ ฤดูกาลพีกส่งออกอาจกลายเป็นฤดูกาลวิกฤต
เมื่อมองไปข้างหน้า ภาพไม่สวยงามนักหากระบบสุวรรณภูมิ Air Cargo ยังไม่ได้รับการยกเครื่องทันก่อนเข้าสู่ปลายปี ช่วงเดียวกันนี้ประเทศกำลังเตรียมเป็นเจ้าภาพการประชุม IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026 นักธุรกิจและนักลงทุนจากทั่วโลกจะเดินทางผ่านท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ หากพบเที่ยวบินล่าช้า ผู้โดยสารตกค้าง และสัมภาระไม่ตรงเวลา สิ่งที่ถูกจดจำจะไม่ใช่ศักยภาพโลจิสติกส์ แต่เป็นภาพสนามบินที่บริหารจัดการไม่ไหวในยามวิกฤต ในมุมส่งออก ฤดูกาลพีกคือช่วงที่คำสั่งซื้อสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ผลไม้ และอาหารสดพุ่งสูง การที่ระบบขนส่งสินค้าทางอากาศมีข้อจำกัดด้านคลัง กำลังคน และอุปกรณ์จะทำให้ผู้ประกอบการต้องแบกรับต้นทุนความเสี่ยงด้วยตนเอง บางรายอาจเลือกหันไปใช้ฮับอื่นในภูมิภาค เพราะไม่มั่นใจในความตรงเวลาของท่าอากาศยานแห่งนี้ สุดท้าย ถ้ารัฐไม่ได้ขยับอย่างจริงจังทันเวลา สุวรรณภูมิอาจสูญเสียโอกาสเป็น Global Aviation Hub และภาคส่งออกจะเป็นผู้รับผลกระทบเต็มๆ คำถามจึงไม่ใช่ว่าเราจะยกเครื่อง Air Cargo หรือไม่ แต่คือจะเริ่มลงมือเมื่อไร และกล้าพอที่จะเปลี่ยนวิธีคิดจากการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปสู่การสร้างระบบที่ยืดหยุ่นและทนต่อวิกฤตหรือไม่

