Scale Up to Global 2026 คืออะไร และทำไมจึงเป็นจุดหักเหของสตาร์ตอัปไทย
Scale Up to Global 2026 คือโครงการระยะยาวที่ออกแบบเพื่อสร้างเส้นทางให้สตาร์ตอัปไทยขยายจากตลาดภายในสู่ตลาดต่างประเทศ ผ่านการเตรียมความพร้อมด้านกลยุทธ์ การเชื่อมต่อเครือข่ายนานาชาติ และการทดลองตลาดจริง โดยผสานบทบาทรัฐ นักลงทุน และพันธมิตรท้องถิ่นเข้าด้วยกัน เพื่อให้ธุรกิจนวัตกรรมไทยสามารถเติบโตเชิงพาณิชย์ในระดับสากลอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เพียงไปออกงานต่างประเทศแล้วกลับมาเหมือนเดิม ในเชิงยุทธศาสตร์ โครงการนี้สะท้อนการยอมรับว่า การสร้างสตาร์ตอัปเก่งในประเทศยังไม่พอ หากไม่สร้างระบบรองรับการ Go Global แบบครบวงจร การเดินทางเพื่อดูงานไม่เคยเพียงพอ สิ่งที่ขาดมาตลอดคือการเข้าถึงตลาดจริง ลูกค้าจริง และข้อตกลงธุรกิจที่เป็นรูปธรรม สตาร์ตอัปไทยขยายตลาดโลก จึงต้องอาศัยโครงสร้างสนับสนุนมากกว่าความกล้าและไอเดีย

หกตลาดเป้าหมายและ DEMO DAY: จากการเข้าถึงตลาดสู่การปิดดีลจริง
สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติเดินหน้าโครงการ Scale Up to Global 2026 ด้วยการพาสตาร์ตอัปไทยออกเปิดตลาดในหกประเทศเป้าหมาย ได้แก่ ฮ่องกง ญี่ปุ่น สิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ พร้อมตั้งโจทย์ชัดว่าจะต้องเกิดโอกาสทางธุรกิจ ไม่ใช่ทริปสำรวจตลาดเพื่อประสบการณ์เท่านั้น โครงการนี้ดึงผู้ประกอบการเข้าร่วมมากกว่า 30 บริษัท และเกิดการเชื่อมโยงเจรจาธุรกิจมากกว่า 100 คู่ ถือเป็นตัวเลขที่แสดงว่าโมเดล Global Connector เริ่มทำงานจริง ไฮไลต์สำคัญคืองาน DEMO DAY: Scale Up to Global 2026 ที่เปิดเวทีให้ 25 สตาร์ตอัปที่ผ่านการขยายตลาดต่างประเทศ กลับมาพบ VC, CVC และองค์กรธุรกิจเพื่อต่อยอดโอกาสและจับคู่เจรจา สะท้อนว่าการขยายตลาดไม่ได้จบตอนเครื่องบินกลับถึงบ้าน แต่เริ่มเข้มข้นขึ้นเมื่อเครือข่ายนานาชาติถูกดึงเข้ามาเชื่อมกับทุนและลูกค้าในประเทศต้นทาง

NIA ในบทบาท Global Connector: จาก Global Access ไปสู่ Global Growth
จุดที่น่าสนใจคือ NIA ยอมรับตรงไปตรงมาว่าแค่สร้างผลิตภัณฑ์ดีไม่พอ เพราะการบุกตลาดใหม่ต้องเข้าใจระบบนิเวศ พฤติกรรมตลาด และมีเครือข่ายในพื้นที่จริง NIA จึงวางตัวเป็น Global Connector เชื่อมสตาร์ตอัปกับตลาด แหล่งทุน และพันธมิตรต่างประเทศ เพื่อลดเวลาและลดอุปสรรคในการเข้าสู่ตลาดใหม่ ในระดับปฏิบัติ NIA ปรับรูปแบบสนับสนุนให้สอดคล้องกับแต่ละตลาด เช่น ทำงานร่วมกับ e27 ในอาเซียน เชื่อมกับองค์กรอย่าง JETRO และพันธมิตรญี่ปุ่นเพื่อเรื่อง Startup Visa และ POC รวมถึงเครือข่ายในฮ่องกงอย่าง HKTDC และ HKSTP เพื่อเปิดทางสู่ระบบนิเวศนักลงทุนและการจัดตั้งธุรกิจ วิสัยทัศน์ในระยะต่อไปชัดเจนว่า จะยกระดับจาก Global Access ไปสู่ Global Growth ผ่านการต่อยอด POC สู่เชิงพาณิชย์และการเชื่อมต่อแหล่งทุนระดับโลก ซึ่งเป็นแนวทางที่ตอบโจทย์ นวัตกรรมไทยสู่ระดับสากล อย่างเป็นระบบ

EXIM BANK นวัตกรรมและสะพานใหม่สู่แคนาดา
ในอีกฟากหนึ่งของโลก EXIM BANK แสดงให้เห็นว่าบทบาทของธนาคารพัฒนาไม่ควรหยุดอยู่ที่การปล่อยสินเชื่อ เมื่อคณะผู้บริหารเดินทางไปยัง MaRS Discovery District ที่โทรอนโต เพื่อขยายความร่วมมือด้านนวัตกรรมและพัฒนาระบบนิเวศผู้ประกอบการร่วมกัน การเข้าถึง Innovation Hub ที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในอเมริกาเหนือ ช่วยเปิดโลกให้สตาร์ตอัปและสเกลอัปไทยเห็นมาตรฐานการแข่งขันในเทคโนโลยีอย่าง Climate Technology AI Infrastructure AgriTech HealthTech และ Longevity ซึ่งเป็นสาขาที่โลกกำลังให้ความสำคัญ การลงนาม MOU ระหว่าง EXIM BANK และ MaRS DD ไม่ได้เป็นแค่พิธีการ แต่คือการตั้งโครงใหม่ให้ผู้ประกอบการและนักลงทุนจากทั้งสองประเทศเชื่อมต่อโอกาสธุรกิจและการลงทุนได้โดยตรง ความร่วมมือนี้สะท้อนว่า EXIM BANK นวัตกรรม กำลังก้าวจากสถาบันการเงินสู่พันธมิตรเชิงกลยุทธ์ ที่เชื่อมองค์ความรู้ เทคโนโลยี เงินทุน และเครือข่ายธุรกิจระดับโลกเข้าหากัน
ภาพใหญ่: โครงสร้างรัฐ การเงิน และฮับนวัตกรรมกำลังสร้างทางด่วนใหม่สู่ตลาดโลก
เมื่อมองภาพรวม จะเห็นว่าการผลักดัน สตาร์ตอัปไทยขยายตลาดโลก ไม่ได้อาศัยเพียงโครงการเดียว แต่คือการวางโครงสร้างร่วมระหว่างหน่วยงานรัฐด้านนวัตกรรม สถาบันการเงินเพื่อการพัฒนา และฮับนวัตกรรมระดับนานาชาติ NIA ช่วยเปิดประตูตลาดในเอเชียตะวันออกและอาเซียนเชื่อมกับนักลงทุนและพันธมิตรในพื้นที่ ขณะที่ EXIM BANK เชื่อมสะพานไปสู่อเมริกาเหนือผ่าน MaRS DD เพื่อเสริมทั้งองค์ความรู้และเครือข่ายการลงทุน หากเดินต่ออย่างมีวินัย โมเดลนี้จะกลายเป็นทางด่วนให้ ธุรกิจไทยเจาะตลาดนอก โดยมีระบบนิเวศรองรับตั้งแต่การเตรียมตัว การทดลองตลาด ไปจนถึงการระดมทุนข้ามประเทศ ไม่ใช่ทุกสตาร์ตอัปจะสำเร็จ แต่การมีเส้นทางที่ชัดและยั่งยืน คือเงื่อนไขขั้นต่ำที่ประเทศต้องวาง หากหวังจะเห็น นวัตกรรมไทยสู่ระดับสากล อย่างไม่หลุดจากเกม

