ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกัน

ดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกันดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

จากโครงการนำร่องสู่ของจริง เมื่อ AI เข้าไปอยู่ในทุกวันของโรงพยาบาล

จากโครงการนำร่องสู่ของจริง เมื่อ AI เข้าไปอยู่ในทุกวันของโรงพยาบาล
ความสนใจ|สำรวจการใช้งาน AI

AI การวินิจฉัยโรคไม่ใช่ของเล่นทดลองอีกต่อไป

AI การวินิจฉัยโรค คือการใช้ปัญญาประดิษฐ์วิเคราะห์ข้อมูลทางการแพทย์ เช่น ภาพเอกซเรย์ ผลแลบ หรือเวชระเบียน เพื่อช่วยแพทย์ค้นหาความผิดปกติ ประเมินความเสี่ยง และคัดกรองผู้ป่วยอย่างเป็นระบบ โดยไม่แทนที่การตัดสินใจของแพทย์ แต่ทำให้การดูแลผู้ป่วยแม่นยำ รวดเร็ว และครอบคลุมมากขึ้นในบริบทที่บุคลากรสาธารณสุขมีจำกัด

ประเด็นสำคัญวันนี้คือโรงพยาบาลจำนวนมากเริ่มใช้ AI ในการแพทย์แบบใช้งานจริง ไม่ใช่เฉพาะโครงการนำร่องในสไลด์นำเสนอ สตาร์ทอัพอย่างบริษัท เพอเซ็ปทรา จำกัดประกาศก้าวสู่ตลาดต่างประเทศอย่างเป็นทางการ ผ่านการเข้าร่วมประชุม The 24th Asian Oceanian Congress of Radiology AOCR 2026 แสดงให้เห็นว่าเทคโนโลยีที่ผ่านสนามจริงในห้องเอ็กซเรย์กำลังถูกผลักออกสู่ระดับภูมิภาค

ท่าทีนี้สะท้อนว่า ถ้าโรงพยาบาลยังมอง AI เป็นแค่ของทดลอง ก็เท่ากับยอมรับว่าระบบสาธารณสุขจะติดอยู่กับปัญหาเดิม ทั้งคิวที่ยาว บุคลากรไม่พอ และการตรวจพบโรคในระยะสายเกินไป

จากโครงการนำร่องสู่ของจริง เมื่อ AI เข้าไปอยู่ในทุกวันของโรงพยาบาล

Inspectra CXR และ MMG ตัวอย่าง AI ที่เดินเข้าสู่สิทธิประโยชน์สุขภาพ

ตัวอย่างคมชัดที่สุดของ AI การวินิจฉัยโรค คือ Inspectra CXR และ Inspectra MMG ของเพอเซ็ปทรา Inspectra CXR เป็นระบบ AI ที่ช่วยวิเคราะห์ภาพถ่ายรังสีทรวงอก และถูกบรรจุในสิทธิประโยชน์ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ทำให้ผู้ป่วยภายใต้บัตรทอง 30 บาทเข้าถึงเทคโนโลยีได้โดยไม่ต้องจ่ายเพิ่ม นี่คือหลักฐานว่ารัฐเองก็มองว่า AI ไม่ใช่ของเล่นทดลอง แต่เป็นส่วนหนึ่งของระบบสาธารณสุขดิจิทัล

ปัจจุบัน Inspectra CXR ถูกใช้งานแล้วมากกว่า 630 โรงพยาบาลทั่วประเทศ ประโยคนี้น่าหยิบมาอ้างว่า “AI ในการแพทย์จะมีความหมาย ก็ต่อเมื่อมันถูกใช้ในหลายร้อยโรงพยาบาล ไม่ใช่แค่ในงานสาธิตไม่กี่แห่ง” ส่วน Inspectra MMG ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยแพทย์ตรวจจับสัญญาณมะเร็งเต้านมจากภาพแมมโมแกรม โดยเน้นเต้านมของคนเอเชียที่มีลักษณะเนื้อเยื่อแตกต่างจากฐานข้อมูลตะวันตก

ทิศทางนี้ชัดเจนว่าโรงพยาบาลที่กล้าเปลี่ยน เอา AI เข้ากระบวนการคัดกรองอย่างจริงจัง จะยกระดับความแม่นยำในการตรวจและเพิ่มจำนวนผู้ป่วยที่คัดกรองได้ โดยไม่ต้องเพิ่มจำนวนรังสีแพทย์ตามอัตราเติบโตของผู้ป่วย

จากห้องเอ็กซเรย์สู่ระบบโรงพยาบาลอัจฉริยะ

AI การวินิจฉัยโรคคือจุดเริ่ม แต่เป้าหมายปลายทางคือระบบโรงพยาบาลอัจฉริยะ ที่ข้อมูลจากห้องแลบ ภาพถ่ายทางการแพทย์ เวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์ และระบบบริหารจัดการไหลเวียนถึงกันอย่างไร้รอยต่อ ผู้ให้บริการเทคโนโลยีข้อมูลอย่าง InterSystems ซึ่งบริหารจัดการข้อมูลสุขภาพมากกว่าหนึ่งพันล้านระเบียนทั่วโลก กำลังผลักดันภาพนี้ผ่านงานประชุม InterSystems Asia READY 2026 ที่จัดในกรุงเทพฯ

ในงานดังกล่าว ผู้บริหารของบริษัทเน้น 3 เสาหลักของระบบสาธารณสุขดิจิทัล คือข้อมูลที่เชื่อถือได้ การเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างระบบ และการใช้ Practical AI เพื่อแก้ปัญหาจริงใน Workflow ข้อความหนึ่งที่ควรจำคือ “การนำ AI มาใช้ใน Healthcare ไม่ควรเริ่มจากการเลือกเทคโนโลยีที่ซับซ้อนที่สุด แต่ต้องเริ่มจากการทำให้ข้อมูลมีคุณภาพ เชื่อมโยงกัน และพร้อมนำไปใช้ใน Workflow จริง”

พูดง่ายคือ ถ้าโรงพยาบาลยังปล่อยให้ข้อมูลกระจัดกระจายอยู่ในหลายระบบ หรือ Data Silos บุคลากรต้องเสียเวลาค้นหาข้อมูลและกรอกซ้ำต่อเนื่อง ต่อให้มี AI ขั้นสูงเพียงใด ก็จะเป็นแค่โปรแกรมสวยหรูที่แทรกเข้าไปในงานประจำวันไม่ได้

จากโครงการนำร่องสู่ของจริง เมื่อ AI เข้าไปอยู่ในทุกวันของโรงพยาบาล

เมื่อโครงสร้างประชากรเปลี่ยน AI กลายเป็นการลงทุนจำเป็น

แรงกดดันให้โรงพยาบาลเปลี่ยนสู่ระบบสาธารณสุขดิจิทัลมาจากโครงสร้างประชากรที่กำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย ประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไปมีสัดส่วนประมาณ 15-16% ขณะที่ประชากรอายุต่ำกว่า 15 ปีอยู่ที่ประมาณ 12-13% สะท้อนการเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสูง พร้อมภาระโรคเรื้อรังและผู้ป่วยที่ต้องได้รับการรักษาต่อเนื่อง

ในขณะเดียวกัน ระบบยังเจอปัญหา Data Silos เมื่อข้อมูลกระจายอยู่ในหลายระบบ ทั้ง EHR ห้องปฏิบัติการ และภาพถ่ายทางการแพทย์ โรงพยาบาลจึงใช้บุคลากรที่มีจำกัดไปกับการค้นหาและป้อนข้อมูลซ้ำ แทนที่จะใช้เวลาอยู่กับผู้ป่วย InterSystems มองว่าแนวทาง Practical AI ต้องเริ่มจากการจัดการข้อมูลให้เป็น Trusted Data และสร้าง Interoperability เพื่อให้ระบบต่างๆ “พูดภาษาเดียวกัน” ก่อน แล้วจึงนำ AI ไปช่วยงาน เช่น ค้นหาข้อมูลผู้ป่วย สรุปเวชระเบียน หรือบันทึกข้อมูลแบบอัตโนมัติ

ถ้าโรงพยาบาลยังผลักภาระทั้งหมดให้บุคลากรโดยไม่ลงทุนในโครงสร้างข้อมูล การรับมือกับสังคมสูงวัยจะกลายเป็นงานที่สิ้นเปลืองทั้งเวลาและกำลังคนมากกว่าที่จำเป็น

จากโครงการนำร่องสู่ของจริง เมื่อ AI เข้าไปอยู่ในทุกวันของโรงพยาบาล

ความร่วมมือใหม่ ระหว่างสตาร์ทอัพ ระบบประกัน และเครือข่ายโรงพยาบาล

AI ในการแพทย์จะไปไกลกว่าโครงการทดลองได้ ก็ต่อเมื่อมีพันธมิตรจับมือกันทั้งฝั่งผู้ให้บริการสาธารณสุขและผู้พัฒนาเทคโนโลยี เพอเซ็ปทราไม่ได้หยุดอยู่แค่ในโรงพยาบาลเดี่ยว แต่ทำงานร่วมกับพันธมิตรต่างชาติอย่าง Google ในโครงการคัดกรองภาวะเบาหวานขึ้นจอประสาทตาให้ประชาชนกลุ่มที่เข้าถึงบริการได้ยากในชุมชนทั่วประเทศ ประมาณ 1 ล้านคน แสดงว่าการขยายผลของ AI ต้องอาศัยเครือข่ายภาคสนาม ไม่ใช่แค่ขายระบบให้โรงพยาบาลใหญ่ไม่กี่แห่ง

อีกด้านหนึ่ง InterSystems และ DataOne ประกาศความร่วมมือเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2569 เพื่อพัฒนาโครงสร้างเชื่อมโยงข้อมูลที่พร้อมสำหรับ AI ระหว่างโรงพยาบาลและบริษัทประกันภัย สนับสนุนการเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพและระบบการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนทางอิเล็กทรอนิกส์แบบอัตโนมัติ กรณีนี้ชี้ชัดว่าระบบโรงพยาบาลอัจฉริยะไม่ได้จบในกำแพงโรงพยาบาล แต่ซึมไปถึงกระบวนการเบิกจ่ายที่ประชาชนต้องเจอทุกครั้งที่เจ็บป่วย

สำหรับโรงพยาบาล การจับมือกับผู้เล่นเทคโนโลยีรูปแบบนี้คือทางลัดในการเปลี่ยนจากโครงการนำร่องเป็นระบบปฏิบัติการจริง หากยังทำทุกอย่างคนเดียว ก็จะติดอยู่กับ AI แบบทดลองที่ไม่เคยก้าวพ้นห้องประชุม

บทสรุป โรงพยาบาลที่ชนะคือโรงพยาบาลที่จัดการข้อมูลได้ดี

ภาพรวมจาก Inspectra CXR ที่ใช้งานในมากกว่า 630 โรงพยาบาล และงาน InterSystems Asia READY 2026 บอกเราอย่างตรงไปตรงมาว่า การย้าย AI จากห้องทดลองไปสู่การใช้งานประจำวันไม่ใช่เรื่องของการซื้อเทคโนโลยีแพงที่สุด แต่คือการลงทุนในข้อมูลและ Workflow ที่ถูกออกแบบร่วมกันระหว่างแพทย์และทีมเทคโนโลยี

โรงพยาบาลที่อยากเห็นผลลัพธ์จับต้องได้ ต้องเริ่มจากคำถามง่ายแต่ตรงจุด เช่น จะใช้ AI การวินิจฉัยโรคเพื่อลดเวลารอผลเอกซเรย์ได้เท่าไร จะใช้ระบบโรงพยาบาลอัจฉริยะเพื่อลดงานเอกสารซ้ำซ้อนแค่ไหน และจะทำอย่างไรให้ทุกระบบคุยกันได้โดยไม่เพิ่มภาระให้บุคลากร เมื่อคำตอบเหล่านี้ชัด การลงทุนใน AI ในการแพทย์และระบบสาธารณสุขดิจิทัลก็จะไม่ใช่แฟชั่น แต่กลายเป็นยุทธศาสตร์ระยะยาวที่ช่วยให้โรงพยาบาลรับมือกับผู้ป่วยยุคใหม่ได้อย่างมีศักดิ์ศรีทั้งต่อแพทย์และคนไข้

ZestBuy ได้รับค่าคอมมิชชั่นเมื่อคุณช้อปผ่านลิงก์ของเรา โดยคุณไม่ต้องจ่ายเพิ่ม บทความนี้สร้างขึ้นด้วย AI จากแหล่งข้อมูลที่เผยแพร่และข้อมูลสินค้า

You May Also Like

Comments
พูดอะไรบางอย่าง...
ยังไม่มีความคิดเห็น มาเป็นคนแรกที่แบ่งปันความคิดเห็นของคุณ!