ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกัน

ดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกันดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

เมื่อวิทยาศาสตร์กลายเป็นภาษาใหม่ของการทูตโลก

เมื่อวิทยาศาสตร์กลายเป็นภาษาใหม่ของการทูตโลก
ความสนใจ|ความรู้จากผู้เชี่ยวชาญ

วิทยาศาสตร์การทูตคืออะไร และทำไมจึงกำลังขยับขึ้นมาเป็นด่านหน้า

วิทยาศาสตร์การทูต คือการใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และความร่วมมือวิจัยระหว่างประเทศเป็นเครื่องมือสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ เชื่อมต่อผลประโยชน์ และคลี่คลายความตึงเครียดระหว่างรัฐ โดยเปลี่ยนจากการแข่งขันเชิงอำนาจแข็งไปสู่การสร้างหุ้นส่วนทางวิทยาศาสตร์ที่ร่วมกันแสวงหาคำตอบต่อปัญหาโลก ทั้งด้านสุขภาพ สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจบนฐานข้อมูลและหลักฐานเชิงประจักษ์ ไม่ใช่เพียงการต่อรองทางการเมืองล้วนๆ ในยุคโลกแบ่งขั้วทางภูมิรัฐศาสตร์ การที่ผู้นำด้านสาธารณสุขเสนอให้ประชาคมโลกนำบทเรียนโควิด-19มาสู่งานระบบเฝ้าระวัง การแบ่งปันข้อมูลเชื้อ และการวิจัยร่วมเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงวัคซีน ยา และชุดตรวจอย่างเป็นธรรม สะท้อนชัดว่าวิทยาศาสตร์การทูตเริ่มถูกใช้เพื่อทำให้ความมั่นคงสุขภาพโลกเป็นวาระร่วม ไม่ใช่เรื่องของประเทศใดประเทศหนึ่ง

เมื่อวิทยาศาสตร์กลายเป็นภาษาใหม่ของการทูตโลก

จากแล็บสู่ล็อบบี้: นักวิทยาศาสตร์ขึ้นเวทีการทูตระดับสูง

เมื่อรัฐมนตรีด้านสาธารณสุขขึ้นกล่าวถ้อยแถลงในนามประเทศในการประชุมระดับสูงของสมัชชาสหประชาชาติว่าด้วยการป้องกันและตอบสนองต่อการระบาดใหญ่ เขาไม่ได้พูดในฐานะนักการเมืองอย่างเดียว แต่พูดในฐานะตัวแทนชุมชนนักวิทยาศาสตร์และระบบสุขภาพทั้งหมดที่ต้องการผลักดันระบบเฝ้าระวังโรคและห้องปฏิบัติการให้พร้อมตั้งแต่ภาวะปกติ ขณะเดียวกัน รองนายกรัฐมนตรีซึ่งถือพอร์ตการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมไปขึ้นเวทีปาฐกถาพิเศษเรื่องบทบาทของ Science Diplomacy ก็แสดงให้เห็นว่าเสียงของนักวิจัยและผู้กำหนดนโยบายวิทยาศาสตร์ถูกผลักขึ้นมาหน้าฉากการเมืองระหว่างประเทศแล้ว ประโยคอย่าง “คนนำในการทูตเรื่องนี้ มหาวิทยาลัยเหมาะสมมาก เพราะเวลาพูดคุยกับรัฐบาล รัฐบาลจะกลับมาที่ Innovator ซึ่งก็คือมหาวิทยาลัย” เป็นคำประกาศจุดยืนที่ชัดเจนว่างานวิจัยไม่ได้อยู่แค่ในบทความวิชาการ แต่กลายเป็นภาษาที่ใช้ต่อรองและสร้างความน่าเชื่อถือบนโต๊ะเจรจา

มหาวิทยาลัยและศูนย์วิจัย: เสาหลักใหม่ของนโยบายต่างประเทศ

ถ้ามองเกมโลกแบบเดิม กระทรวงการต่างประเทศและกองทัพเคยเป็นแกนหลักของนโยบายต่างประเทศ แต่ในยุควิทยาศาสตร์การทูต มหาวิทยาลัยและศูนย์วิจัยกำลังถูกผลักให้เป็นตัวเดินหมากสำคัญ รองนายกรัฐมนตรีด้านวิทยาศาสตร์ระบุชัดว่าคนนำในการทูตทางวิทยาศาสตร์ควรเป็นมหาวิทยาลัย เพราะรัฐบาลสุดท้ายต้องหันกลับมาหา Innovator ที่สร้างองค์ความรู้และเทคโนโลยี ในสนามจริง นี่แปลว่าความร่วมมือวิจัยระหว่างประเทศไม่ใช่โครงการเสริมภาพลักษณ์ แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานของการเจรจาต่อรอง ไม่ว่าจะเป็นการแลกเปลี่ยนหลักสูตร นักศึกษา หรือการทำงานวิจัยร่วมที่แข็งแรง ล้วนสร้างทุนทางปัญญาที่ต่อรองได้บนเวทีโลก ยิ่งเมื่อวิจัยเหล่านี้ถูกต่อยอดเป็น Startup และ Spin-off ในรั้วมหาวิทยาลัย ผ่านศูนย์บ่มเพาะและโมเดลธุรกิจใหม่ ผลงานวิจัยก็กลายเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจที่เชื่อมต่อห่วงโซ่มูลค่าในและนอกภูมิภาค กลายเป็นอำนาจต่อรองรูปแบบใหม่ของนโยบายต่างประเทศ

หุ้นส่วนทางวิทยาศาสตร์: สะพานเชื่อมความมั่นคงสุขภาพ เทคโนโลยี และภูมิรัฐศาสตร์

การสร้างหุ้นส่วนทางวิทยาศาสตร์ไม่ใช่การผูกสัมพันธ์แบบโรแมนติกระหว่างนักวิจัย แต่เป็นยุทธศาสตร์แข็งเพื่อรับมือปัญหาโลกที่ไม่มีพรมแดน ทั้งโรคระบาด ภูมิอากาศ และเทคโนโลยีข้อมูล รัฐมนตรีด้านสาธารณสุขเสนอทางยกระดับความร่วมมือสู่ภูมิภาคและประชาคมโลกผ่านการเฝ้าระวังและประเมินความเสี่ยงร่วมกัน การประสานงานข้ามพรมแดน และแนวทางสุขภาพหนึ่งเดียว One Health เพื่อลดภาระซ้ำซ้อนและทำให้การเตือนภัยรวดเร็วขึ้น ด้านรองนายกรัฐมนตรีด้านวิทยาศาสตร์พูดชัดว่า Science Diplomacy คือเครื่องมือวางตำแหน่งประเทศในโลก เพื่อสร้างเม็ดเงินใหม่จากสินค้าไฮเทคที่ต้องขายทั้งโลก และต้องยืนได้บนมาตรฐานที่ตลาดใหญ่ยอมรับ แนวคิดเรื่องการรักษาเอกราชทางข้อมูล เช่นข้อมูลเกษตร ดิน และจีโนมมนุษย์ การมีทรัพย์สินทางปัญญานานาชาติ และการใช้เงินลูกครึ่งจากต่างชาติใน Value Chain ใหม่ ทำให้คู่ค้าต่างประเทศต้องคุยกับเราในฐานะหุ้นส่วนทางวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่แค่ผู้รับเทคโนโลยี

จากบทเรียนโควิดสู่อนาคตการต่างประเทศที่ขับเคลื่อนด้วยวิทยาศาสตร์

บทเรียนโควิด-19 ทำให้โลกเห็นพร้อมกันว่าถ้าไม่มีระบบสุขภาพที่เข้มแข็ง เครือข่ายห้องปฏิบัติการ และนักระบาดวิทยา ผลทางการเมืองและเศรษฐกิจจะลุกลามจนหยุดไม่อยู่ รัฐมนตรีด้านสาธารณสุขจึงเสนอสามทางหลักในการสร้างความพร้อมต่อการระบาดใหญ่ ตั้งแต่การเสริมบริการปฐมภูมิและเครือข่ายชุมชน อสม. กว่าล้านคน ไปจนถึงการผลักดันการเข้าถึงวัคซีนและยาอย่างเป็นธรรม และการยกระดับความร่วมมือข้ามพรมแดนและภูมิภาค ถ้าเชื่อมกับวิสัยทัศน์ด้าน Science Diplomacy ที่เน้นสร้าง Growth Engine ใหม่จากเกษตรมูลค่าสูง อุตสาหกรรมและบริการไฮเทค ผ่านการใช้ AI เพิ่มผลิตภาพและการสร้าง Startup จากงานวิจัย ภาพอนาคตของนโยบายต่างประเทศจึงชัดขึ้น เรากำลังก้าวจากยุคที่การทูตคือการต่อรองผลประโยชน์ระยะสั้น ไปสู่ยุคที่การทูตต้องออกแบบระบบความรู้ โครงสร้างข้อมูล และห่วงโซ่อุตสาหกรรมร่วมกัน หากปล่อยให้การเมืองระยะสั้นบดบังการลงทุนระยะยาวในวิทยาศาสตร์การทูต ก็เท่ากับยอมลดบทบาทตัวเองในเกมโลกที่กำลังกำหนดโดยข้อมูล นวัตกรรม และความร่วมมือวิจัยระหว่างประเทศ

ZestBuy ได้รับค่าคอมมิชชั่นเมื่อคุณช้อปผ่านลิงก์ของเรา โดยคุณไม่ต้องจ่ายเพิ่ม บทความนี้สร้างขึ้นด้วย AI จากแหล่งข้อมูลที่เผยแพร่และข้อมูลสินค้า

You May Also Like

Comments
พูดอะไรบางอย่าง...
ยังไม่มีความคิดเห็น มาเป็นคนแรกที่แบ่งปันความคิดเห็นของคุณ!