CENTRAL DOLCE ITALIA คืออะไร และทำไมห้างต้องกลายเป็นพื้นที่วัฒนธรรม
CENTRAL DOLCE ITALIA คือมหกรรมลักชัวรี่ไลฟ์สไตล์อีเวนต์ที่นำแฟชั่น ศิลปะ อาหาร ดนตรี และเวิร์กชอปงานฝีมือแบบอิตาลีมารวมไว้ในพื้นที่ห้างเซ็นทรัล เปลี่ยนการเดินห้างจากการช้อปสินค้าเป็นการดื่มด่ำวัฒนธรรมผ่านประสบการณ์หลายประสาทสัมผัส ตั้งแต่การชมอิตาลีแฟชั่นโชว์ ไปจนถึงการร่วมกิจกรรมสร้างสรรค์ที่เชื่อมโยงกับดีไซน์และวิถีชีวิตแบบ Made in Italy สิ่งที่ทำให้งานนี้น่าสนใจไม่ใช่แค่ความใหญ่โต แต่คือการประกาศชัดว่าห้างเซ็นทรัลไม่ได้อยากเป็นเพียงที่ซื้อของอีกต่อไป ห้างกำลังนิยามตัวเองใหม่ในฐานะ Curated Lifestyle Destination ที่คัดเลือกความเป็นเลิศจากแบรนด์อิตาลี่มาจัดวางในบริบทของสถาปัตยกรรมและดีไซน์ร่วมสมัย ลูกค้าจึงไม่ได้เดินผ่านชั้นสินค้า แต่เดินอยู่ใน Living Gallery ที่ทุกมุมเล่าเรื่องราวของอิตาลีผ่านรูปทรง สีสัน และงานฝีมือ

Architecture in Style เมื่อดีไซน์อิตาลีครอบคลุมทั้งแฟชั่นและพื้นที่ห้าง
ธีม Architecture in Style คือหัวใจเชิงแนวคิดของงาน CENTRAL DOLCE ITALIA ที่ทำให้ห้างเซ็นทรัลชิดลมถูกตีความใหม่เป็น A Living Gallery แทนที่จะจัดสินค้าเป็นชั้น ๆ แบบเดิม ทีมงานเลือกใช้ดีไซน์ซุ้มโค้ง ลวดลาย และมุมมองที่ได้รับแรงบันดาลใจจากสถาปัตยกรรมอิตาลีเพื่อเชื่อมทุกโซนเข้าด้วยกัน ผลคือประสบการณ์เดินห้างที่รู้สึกเหมือนเดินอยู่ในแกลเลอรีดีไซน์มากกว่าศูนย์การค้า จุดแข็งของแนวคิดนี้คือการทำให้แบรนด์อิตาลี่ไม่ถูกมองแยกส่วนเป็นแค่แฟชั่นหรือของแต่งบ้าน แต่เป็นองค์ประกอบของไลฟ์สไตล์เดียวกัน ตั้งแต่เสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า แว่นตา ไปจนถึงของใช้ในบ้านและเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็ก ลูกค้าจึงเห็นภาพชัดว่าดีไซน์ Made and Designed in Italy สามารถเข้าไปอยู่ในชีวิตประจำวันได้อย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ใช่แค่บนรันเวย์หรือในโฆษณา

อิตาลีแฟชั่นโชว์ ดนตรี และอาหาร เมื่อทุกประสาทสัมผัสถูกออกแบบให้ลักชัวรี่
หากพูดถึงอิตาลีแฟชั่นโชว์ งานนี้ไม่ได้หยุดอยู่ที่รันเวย์ แต่ขยายไปเป็น Italian Beauty & Fashion Trunk Show ที่จัดเต็มเสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า เครื่องประดับ และบิวตี้ลุคจากแบรนด์อิตาลีชั้นนำ ท่ามกลางบรรยากาศที่มีทั้งดนตรีสดจาก DJ STRAVIA N. & FIVERA และการตกแต่งโต๊ะยาวแบบ A Long Table Italian Feast นี่คือการออกแบบประสบการณ์ที่ทำให้การดูแฟชั่นกลายเป็นการใช้ชีวิตร่วมกับแฟชั่น อาหารและเครื่องดื่มก็ถูกยกระดับให้เป็นส่วนหนึ่งของเรื่องเล่าอิตาลี ไม่ว่าจะเป็นเมนูจาก Acqua Restaurant Bangkok หรือ Aperol Spritz Slushie จาก Ninja ที่ช่วยเติมกลิ่นอายอิตาเลียนให้กับงาน กิจกรรมเวิร์กชอป Leather Canvas และ Italian AI Photo Booth รวมถึง TikTok Challenge ท้าประลองการออกเสียงภาษาอิตาลี ยิ่งตอกย้ำว่าลักชัวรี่ไลฟ์สไตล์อีเวนต์ยุคนี้ต้องให้คนมีส่วนร่วม ไม่ใช่แค่ยืนดู

แบรนด์อิตาลี่และไฮเอนด์ดีไซนเนอร์ที่ยกมาไว้ในห้างเซ็นทรัล
จุดที่สะท้อนพลังของงานนี้ชัดที่สุดคือรายชื่อแบรนด์อิตาลี่ที่ถูกคัดสรรมา ทั้งสายไฮเอนด์ดีไซนเนอร์อย่าง BOTTEGA VENETA, BRUNELLO CUCINELLI, BVLGARI, FENDI, FERRAGAMO, GUCCI, MIU MIU, MOSCHINO, PRADA, TOD'S, VERSACE และอีกมากมาย ไปจนถึงแบรนด์ไลฟ์สไตล์อย่าง ALESSI, SMEG, BIALETTI, ILLY ที่ทำให้ภาพของดีไซน์อิตาลีครอบคลุมตั้งแต่แฟชั่น แว่นตา บิวตี้ ของใช้ในบ้าน และเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็ก ตามข้อมูลจากผู้จัดงาน CENTRAL DOLCE ITALIA เป็นมหกรรมอิตาเลียนไลฟ์สไตล์ครั้งใหญ่แห่งปีที่จัดต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 4 ภายใต้แนวคิด Architecture in Style และปีนี้ยังเปิดพื้นที่ให้ลูกค้าได้ค้นพบ 5 แบรนด์ไฮไลต์ใหม่ที่เข้ามาเติมความคึกคักให้กับห้างเซ็นทรัล ครอบคลุมตั้งแต่แว่นตา ชุดว่ายน้ำ กระเป๋า ไปจนถึงแฟชั่นเด็ก โดยหนึ่งในนั้นคือ OKKIA แบรนด์แว่นตาจาก Prato ที่โดดเด่นด้วยดีไซน์ร่วมสมัยและสีสันหลากหลาย
เซเลบ ลีน่า–ดัง และบทบาทใหม่ของห้างเซ็นทรัลในฐานะ Curated Lifestyle Destination
การดึง “ลีน่า–ลลินา ชูเอ็ทท์” และ “ดัง–ณัฎฐ์ฐชัย บุญประเสริฐ” มาร่วมเปิดงานไม่ใช่แค่การเพิ่มสีสัน แต่เป็นการใช้เซเลบเป็นตัวกลางเชื่อมโลกอิตาลีเข้ากับผู้บริโภคยุคใหม่ ทั้งคู่ปรากฏตัวในลุคที่ถ่ายทอดเสน่ห์แฟชั่น Made in Italy ได้อย่างลงตัว และร่วมอัปเดตไอเทมจากแบรนด์อิตาลีผ่าน Italian Beauty & Fashion Trunk Show ทำให้ภาพของงานดูจับต้องได้มากขึ้นสำหรับคนที่ติดตามแฟชั่นผ่านอินฟลูเอนเซอร์ สิ่งสำคัญกว่านั้นคือโครงสร้างความร่วมมือเบื้องหลัง ห้างเซ็นทรัลในเครือเซ็นทรัล รีเทลจับมือกับสถานเอกอัครราชทูตอิตาลีประจำประเทศไทยและสำนักงานพาณิชย์อิตาเลียนประจำประเทศไทย หรือ Italian Trade Agency ITA/ICE ในการจัดงานนี้ นี่คือสัญญาณชัดว่าห้างกำลังขยับจากผู้ขายสินค้าไปเป็นผู้จัดประสบการณ์วัฒนธรรมที่มีภาคการทูตและการค้าเข้ามาร่วมออกแบบ ทำให้ห้างเซ็นทรัล แอท เซ็นทรัลเวิลด์ ชิดลม เชียงใหม่ และภูเก็ตกลายเป็นพื้นที่ทดลองรูปแบบใหม่ของการใช้ชีวิตและการช้อปในช่วง 29 กันยายน–24 พฤศจิกายน รวม 57 วัน พร้อมโรดโชว์ในภูมิภาค






