ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกัน

ดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกันดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

วิธีแบรนด์ซอสใช้สูตรเชฟเป็นเครื่องมือการตลาดเชื่อมร้านอาหารและชุมชน

วิธีแบรนด์ซอสใช้สูตรเชฟเป็นเครื่องมือการตลาดเชื่อมร้านอาหารและชุมชน
ความสนใจ|การพูดคุยเกี่ยวกับสูตรอาหาร

การตลาดสูตรอาหารคืออะไร และทำไมซอสถึงต้องคิดใหม่

การตลาดสูตรอาหาร คือกลยุทธ์ที่ใช้สูตรเมนูจากเชฟหรือผู้เชี่ยวชาญเป็นศูนย์กลางในการสื่อสารแบรนด์ เชื่อมจากครัวเชฟไปสู่ร้านอาหารและครัวในบ้าน ทำให้สินค้าปรุงรสไม่ถูกพูดถึงแค่ในชั้นวาง แต่เข้าไปอยู่ในชื่อเมนู วิธีทำ และประสบการณ์กินของผู้บริโภค การตลาดสูตรอาหารจึงไม่ขายแค่สินค้า แต่อาศัยความน่าเชื่อถือของสูตรและเชฟเพื่อสร้างคุณค่าทางอารมณ์และเรื่องราวให้แบรนด์ปรากฏในบทสนทนาเกี่ยวกับอาหารอย่างเป็นธรรมชาติ หัวใจของเรื่องนี้เห็นได้ชัดจากแคมเปญ “ภูเขาทอง TASTE IT FORWARD สูตรนี้อร่อยระดับเชฟ” ของบริษัท ไทยเทพรส จำกัด (มหาชน) ที่ใช้สูตร “หมูก้อนทอดซอสภูเขาทอง” จากเชฟป้อม หม่อมหลวงขวัญทิพย์ เทวกุล เป็นตัวจุดกระแสให้คนทั้งฝั่งร้านอาหารและผู้บริโภคหยิบซอสขึ้นมาพูดถึงในฐานะส่วนหนึ่งของเมนู ไม่ใช่แค่ขวดเครื่องปรุงที่วางอยู่หลังครัว จุดตั้งต้นของกลยุทธ์นี้มาจากข้อเท็จจริงว่า ซอสเป็นสินค้าประเภทความเคยชินสูง คนหยิบใส่ตะกร้าโดยไม่คิด ใครใช้ยี่ห้อไหนก็มักใช้ตามบ้านนั้น ทำให้แบรนด์แทบไม่มีพื้นที่ในบทสนทนาบนโซเชียลเลย เมื่อไม่มีใครพูดถึงซอส แบรนด์จึงตัดสินใจพาซอสเข้าไปอยู่ในสิ่งที่คนพูดถึงอยู่แล้ว คือเมนูอาหารและชื่อเชฟ

วิธีแบรนด์ซอสใช้สูตรเชฟเป็นเครื่องมือการตลาดเชื่อมร้านอาหารและชุมชน

สูตรเชฟเป็นสื่อ: จากครัวเชฟสู่ร้านอาหาร 20 แห่งและมากกว่านั้น

สิ่งที่ทำให้การตลาดสูตรอาหารของภูเขาทองน่าสนใจ ไม่ใช่แค่การมีเชฟดัง แต่คือการมองสูตรเป็น “สื่อ” ที่เดินทางได้หลายชั้น แบรนด์เริ่มจากการให้เชฟป้อมคิดเมนูหมูก้อนทอดซอสภูเขาทอง พร้อมสูตรละเอียด แล้วส่งต่อให้ร้านอาหารทั่วประเทศนำไปใช้เป็นเมนูใหม่ประจำร้าน จากนั้นร้านอาหารทำหน้าที่ทั้งเป็นลูกค้า ผู้ใช้ซอสจริง และเป็นสื่อที่เล่าเรื่องเมนูบนโซเชียลของตัวเอง เมื่อเปิดตัวเมนูแรก ผลคือมีร้านอาหาร 20 แห่งในหลายจังหวัดเข้าร่วม นำเมนูไปต่อยอดขายจริงและสร้างสีสันผ่านช่องทางออนไลน์ให้ลูกค้าตามไปชิม การให้ร้านเป็นตัวกลางแบบนี้คือโครงสร้าง B2B2C ที่ซอสภูเขาทองใช้ได้คมมาก ร้าน 1 ร้านทำหน้าที่ 3 อย่างในเวลาเดียวกัน เป็นจุดให้คนจำนวนมากได้ลองรสชาติของซอสโดยไม่ต้องขอให้เขาซื้อขวด เป็นผู้ซื้อซอสเพิ่มเมื่อเมนูขายดี และเป็นสื่อที่เล่าต่อว่ามีเมนูระดับเชฟในร้านตัวเอง การเลือกใช้ชื่อเชฟที่คนรู้จักจากรายการทำอาหารชื่อดัง ทำให้ความน่าเชื่อถือของเชฟถูกถ่ายโอนมาสู่สูตร แล้วสูตรก็ผูกซอสเป็นวัตถุดิบหลักอย่างแนบเนียน นี่คือการเปลี่ยนจาก “ซอสของเราดี” มาเป็น “สูตรนี้อร่อยระดับเชฟ” ซึ่งจับต้องได้และน่าเชื่อถือกว่ามาก

วิธีแบรนด์ซอสใช้สูตรเชฟเป็นเครื่องมือการตลาดเชื่อมร้านอาหารและชุมชน

เซ็ต 299 บาท: ขายประสบการณ์เชฟในบ้าน ไม่ใช่แค่ซอส 6 ขวด

อีกชั้นของกลยุทธ์ที่แหลมคมคือการออกแบบเซ็ต “หมูก้อนทอดซอสภูเขาทอง” ให้ผู้บริโภคทำเมนูเดียวกันที่บ้าน เซ็ตนี้มีซอส 6 ขวดพร้อมอุปกรณ์ครบมือ มูลค่ารวม 508 บาท แต่จัดโปรเหลือเพียง 299 บาท เพื่อกระตุ้นให้คนลองสูตรเชฟได้ง่ายขึ้น สิ่งสำคัญไม่ใช่ส่วนลด แต่คือการออกแบบประสบการณ์ในเซ็ต ทั้งผ้ากันเปื้อนและหมวกลายผ้าขาวม้า จาน 9 นิ้ว และโบรชัวร์สูตรหมูก้อนทอด by เชฟป้อม ที่ทำให้คนซื้อรู้สึกว่าตัวเองได้เล่นบทเชฟในบ้าน มีชุด มีจาน มีสูตรครบชุด นั่นหมายความว่าแบรนด์ไม่ได้ขายแค่ซอส แต่ขายความภูมิใจที่ทำเมนูระดับเชฟสำเร็จด้วยมือของตัวเอง ประสบการณ์แบบนี้เป็นเนื้อหาที่ผู้บริโภคยินดีถ่ายรูปลงโซเชียล กลายเป็นการบอกต่อแบรนด์โดยสมัครใจ ซึ่งทรงพลังยิ่งกว่าการยิงโฆษณาแบบเดิม เซ็ตสุดคุ้มนี้วางขายผ่านช่องทางออนไลน์หลายแพลตฟอร์มตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 30 กันยายน 2569 ทำให้การขยายการตลาดสูตรอาหารไม่จำกัดเฉพาะหน้าร้าน แต่กระจายไปถึงทุกครัวที่สั่งซื้อ

วิธีแบรนด์ซอสใช้สูตรเชฟเป็นเครื่องมือการตลาดเชื่อมร้านอาหารและชุมชน

ร้านอาหารพันธมิตรและชุมชน: ซอสหนึ่งขวดเชื่อมเศรษฐกิจหลายปลายทาง

จุดที่มักถูกมองข้ามในแคมเปญการตลาดคือผลต่อห่วงโซ่เศรษฐกิจ แต่กรณีนี้ซอสภูเขาทองออกแบบให้ร้านอาหารและชุมชนได้ประโยชน์จริง ร้านที่สนใจสมัครแคมเปญผ่านเพจของแบรนด์ โดย 100 ร้านแรกจะได้รับซอสปรุงรสฝาเขียวขนาด 600 มิลลิลิตร 1 ลัง พร้อมผ้ากันเปื้อนและหมวกไปใช้ในร้านโดยไม่มีค่าใช้จ่าย นี่คือการแจกสินค้าแบบ B2B ที่ไม่จบที่การลองครั้งเดียว แต่กระตุ้นให้ร้านเปลี่ยนซอสเป็นเมนูขายทุกวัน ถ้าเมนูขายดี ร้านก็มีแรงจูงใจสั่งซอสต่อเนื่อง เป็นการตลาดที่ผูกกับรายได้ของร้านอย่างชัดเจน อีกมิติหนึ่ง เซ็ต 299 บาทยังสอดแนวคิดสนับสนุนชุมชนไว้ในตัวสินค้า โดยชุดผ้ากันเปื้อนและหมวกลายผ้าขาวม้าเป็นผลิตภัณฑ์จากวิสาหกิจชุมชนกลุ่มทอผ้ามัดหมี่และหมอนขิดบ้านด่านเหนือ จังหวัดกาฬสินธุ์ ทุกการสั่งซื้อจึงช่วยเพิ่มรายได้และสร้างอาชีพให้คนในชุมชนไปพร้อมกัน การออกแบบแบบนี้ทำให้การสนับสนุนชุมชนไม่แยกเป็นกิจกรรมซีเอสอาร์ แต่ผูกกับยอดขายจริง ยิ่งแคมเปญสำเร็จ ชุมชนยิ่งมีงานต่อเนื่อง นี่คือภาพของร้านอาหารพันธมิตรที่ไม่ได้รับแค่เมนูเชฟไปติดในร้าน แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายเศรษฐกิจใหม่ที่มีซอสเป็นตัวเชื่อม

บทเรียนจากภูเขาทอง: การตลาดสูตรอาหารแทนโฆษณาแบบเดิม

สิ่งที่แบรนด์อื่นเรียนรู้ได้จากแคมเปญนี้ คือการกล้าคิดเกินกว่าการซื้อสื่อโฆษณาแล้วหวังให้คนจำยี่ห้อ เพราะสำหรับสินค้าที่คนหยิบด้วยความเคยชิน การโฆษณาเพิ่มความรับรู้แต่ไม่ได้นำแบรนด์เข้าไปอยู่ในประสบการณ์กินจริง จุดเปลี่ยนของภูเขาทอง คือการใช้สูตรเชฟเป็นแกนของการตลาด สร้างเมนูที่มีชื่อแบรนด์ฝังอยู่ในชื่อและวิธีทำ แล้วขยายออกผ่านร้านอาหารพันธมิตรและเซ็ตทำเมนูที่บ้าน การประกาศชัดว่าหมูก้อนทอดซอสภูเขาทองเป็น “เมนูแรก” และจะมีเชฟคนถัดไปตามมา ทำให้โครงสร้างนี้ไม่ใช่แคมเปญครั้งเดียว แต่เป็นแพลตฟอร์มที่ออกแบบไว้ให้ใช้ซ้ำกับสูตรใหม่ได้เรื่อยๆ แน่นอน แบรนด์ต้องยอมรับว่าการตลาดสูตรอาหารใช้เวลาสร้างผลลัพธ์ ไม่ใช่การยิงแคมเปญสั้นๆ แล้วจบ แต่ข้อได้เปรียบคือสูตรมีอายุยาว ทุกครั้งที่ร้านทำเมนูขาย หรือคนทำตามที่บ้าน แบรนด์ถูกพูดถึงอีกครั้งโดยไม่ต้องจ่ายเพิ่ม ในยุคที่ผู้บริโภคไม่ค่อยเชื่อคำโฆษณา การอาศัยความน่าเชื่อถือของเชฟและความจริงของรสชาติในจาน เป็นทางออกที่สมเหตุสมผล การตลาดสูตรอาหารจึงไม่ใช่เทรนด์ผ่านไป แต่เป็นแนวทางคิดใหม่ที่แบรนด์เครื่องปรุงและอาหารพร้อมใช้ควรลองออกแบบให้เข้าบริบทของตัวเองมากกว่าท่องสโลแกนบนป้ายโฆษณา

ZestBuy ได้รับค่าคอมมิชชั่นเมื่อคุณช้อปผ่านลิงก์ของเรา โดยคุณไม่ต้องจ่ายเพิ่ม

Related Products

You May Also Like

Comments
พูดอะไรบางอย่าง...
ยังไม่มีความคิดเห็น มาเป็นคนแรกที่แบ่งปันความคิดเห็นของคุณ!