เศรษฐกิจอายุยืนคืออะไร และทำไมจึงกลายเป็นยุทธศาสตร์ใหม่
เศรษฐกิจอายุยืน คือระบบเศรษฐกิจที่เชื่อมธุรกิจสินค้าและบริการด้านการมีอายุยืนอย่างมีสุขภาพดีเข้ากับภาคส่วนต่างๆ ตั้งแต่การแพทย์ การดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน อาหาร สมุนไพร เทคโนโลยีสุขภาพ ไปจนถึงการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ โดยมองความยืนยาวของชีวิตไม่ใช่แค่เป้าหมายส่วนบุคคล แต่เป็นฐานการเติบโตทางเศรษฐกิจใหม่ที่สร้างงาน รายได้ และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้กับสังคมในภาพรวม การเปิดเวที LONGEVITY ECONOMIC FORUM 2026 ภายใต้แนวคิด From Ancient Wisdom to the Future of Longevity จึงไม่ใช่เพียงงานประชุม แต่เป็นการประกาศจุดยืนของสถาบันการศึกษาและภาคธุรกิจว่าเศรษฐกิจอายุยืนจะเป็น New S-Curve ชุดต่อไปที่ต้องจริงจัง ทั้งในมิติสุขภาพและเศรษฐกิจ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบังร่วมกับ TVA จัดฟอรัมนี้ขึ้นในวันที่ 5 กันยายน เพื่อเชื่อมงานวิจัย นวัตกรรม และเทคโนโลยีสุขภาพเข้ากับโจทย์สังคมสูงวัยและโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ ความเคลื่อนไหวนี้สะท้อนมุมมองเชิงรุกว่า หากไม่เปลี่ยนจากระบบรักษาเมื่อป่วยไปสู่การดูแลเพื่ออายุยืน ระบบงบประมาณด้านสุขภาพจะพังทลายลงในที่สุด

ฟอรัมอายุรวัฒน์เชื่อมภูมิปัญญาแพทย์ไทยกับอายุรเวทและนวัตกรรมสุขภาพ
สิ่งที่ทำให้ฟอรัมอายุรวัฒน์ครั้งนี้โดดเด่นไม่ใช่จำนวนวิทยากร แต่คือทิศทางการบูรณาการภูมิปัญญาแพทย์ดั้งเดิมเข้ากับนวัตกรรมสุขภาพสมัยใหม่อย่างตั้งใจ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบังร่วมกับบริษัทเอกชนได้ลงนามความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์กับกระทรวง AYUSH ของรัฐบาลอินเดีย เพื่อผสานศาสตร์อายุรเวทกับการแพทย์แผนไทยเข้าสู่วิทยาศาสตร์ใหม่ โดยตั้งเป้าปรับระบบสาธารณสุขจาก Sick Care ไปสู่การดูแลสุขภาพเชิงป้องกันรองรับสังคมสูงวัย ท่าทีของรัฐมนตรีกระทรวง AYUSH ชี้ชัดว่าความร่วมมือครั้งนี้คือการนำภูมิปัญญาการบำบัดที่สืบทอดมาหลายศตวรรษมาพิสูจน์ด้วยวิทยาศาสตร์ เพื่อยกระดับสุขภาวะของผู้คนในระยะยาว ขณะที่อธิการบดีสถาบันการศึกษาไทยเน้นการใช้วิจัยทางวิทยาศาสตร์รับรององค์ความรู้ท้องถิ่น เพื่อลดการพึ่งพายาเคมีราคาแพงและสร้างคุณภาพชีวิตผู้สูงวัยอย่างยั่งยืน แนวทางนี้สะท้อนความเชื่อว่า นวัตกรรมสุขภาพที่ดีไม่จำเป็นต้องตัดขาดจากภูมิปัญญาดั้งเดิม แต่ต้องกล้าพิสูจน์และปรับใช้ให้เข้ากับโลกยุคใหม่

จาก Sick Care สู่เศรษฐกิจอายุยืนมูลค่า 3 ล้านล้านบาท
หัวใจเชิงเศรษฐกิจของฟอรัมอายุรวัฒน์ครั้งนี้คือการตั้งคำถามกับระบบที่เน้นรักษาเมื่อป่วย ซึ่งกำลังสร้างวิกฤตงบประมาณด้านสุขภาพทั่วโลก ทางออกไม่ใช่เครื่องมือทางการเงิน แต่คือเปลี่ยนกระบวนทัศน์ไปสู่การแพทย์เพื่อการมีอายุยืนและการดูแลเชิงป้องกันอย่างจริงจัง ตามคำกล่าวของประธานสถาบันด้านนโยบายเศรษฐกิจ ตลาด Wellness โลกมีมูลค่าราว 1.4 ล้านล้านบาทในส่วนที่เชื่อมโยงกับไทย และมีศักยภาพที่ขยับขึ้นเป็นอันดับต้นๆ ของโลกหากยกระดับสมุนไพรไทย นวดแผนไทย และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพให้เป็นระบบอุตสาหกรรมระดับภูมิภาค เขาย้ำว่า หากภาครัฐยกระดับหน่วยงานแพทย์แผนดั้งเดิมให้เทียบเท่าระดับกระทรวงและจับมือกับประเทศแกนนำในเอเชีย เศรษฐกิจอายุยืนสามารถเติบโตแตะ 3 ล้านล้านบาทได้ ซึ่งใกล้เคียงกับงบประมาณแผ่นดิน ตัวเลขนี้ไม่ใช่เรื่องเพ้อฝัน แต่เป็นสัญญาณว่าเศรษฐกิจอายุยืนกำลังถูกมองเป็นขุมทรัพย์ใหม่ มากกว่าจะเป็นเพียงแนวคิดด้านสุขภาพ

เชื่อมเกษตร อาหาร และ Wellness สร้างศูนย์กลางสุขภาพยุคใหม่
จุดแข็งของการผลักดันเศรษฐกิจอายุยืนครั้งนี้คือการไม่มองสุขภาพจำกัดอยู่ในโรงพยาบาล แต่เชื่อมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำในห่วงโซ่อุปทาน นายชยดิฐ หุตานุวัชร์ จากภาคเอกชนอธิบายว่า การบูรณาการการแพทย์ดั้งเดิมกับการแพทย์สมัยใหม่จะเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคและสร้างระบบอาหารปลอดภัยตั้งแต่ภาคเกษตร การแปรรูป ไปจนถึงบริการสุขภาพและการท่องเที่ยวเชิง Wellness แคมเปญอย่าง Thai Food Good Health และการพัฒนาโครงการชุมชนท่องเที่ยวเชิงสุขภาพกว่า 100 แห่งจึงเป็นตัวอย่างของการเอาภูมิปัญญาอาหารพื้นบ้านมาปรับสู่มาตรฐานสุขภาพระดับสูง การจัดตั้งฟอรัมที่รวมผู้กำหนดนโยบาย มหาวิทยาลัย นักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญ และภาคธุรกิจจากทั้งสองประเทศเข้ามาหารือร่วมกัน แสดงให้เห็นว่าการเดินหน้าสู่ศูนย์กลางสุขภาพไม่ใช่โครงการของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่เป็นการออกแบบเศรษฐกิจใหม่ที่ครอบคลุมทุกภาคส่วน หากองค์ความรู้ วิจัย เทคโนโลยี เงินทุน และตลาดต่างประเทศถูกเชื่อมเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ เศรษฐกิจอายุยืนมีโอกาสกลายเป็นศูนย์กลางสุขภาพที่ไม่พึ่งพาเทคโนโลยีราคาแพงอย่างเดียว แต่ตั้งอยู่บนวิถีชีวิตและอาหารที่ดีในทุกวัน

บทสรุป ฟอรัมอายุรวัฒน์เป็นจุดเปลี่ยนหรือเพียงคำสวยหรู
เมื่อมองภาพรวม ฟอรัมอายุรวัฒน์ครั้งนี้เป็นมากกว่าการเสวนาเรื่องการมีอายุยืน เพราะเป็นการขีดเส้นยุทธศาสตร์ใหม่ที่ผสานภูมิปัญญาแพทย์ไทยและอายุรเวทเข้ากับนวัตกรรมสุขภาพ เทคโนโลยี และระบบเศรษฐกิจอายุยืนอย่างชัดเจน จุดแข็งคือการขับเคลื่อนแบบหลายภาคส่วน ตั้งแต่สถาบันการศึกษา รัฐบาล หน่วยงานด้านแพทย์แผนไทย ภาคเอกชน ไปจนถึงพันธมิตรระหว่างประเทศที่ร่วมสร้างเครือข่ายศูนย์กลางสุขภาพ อย่างไรก็ตาม ความท้าทายอยู่ที่การทำให้แนวคิดจากเวทีนี้ไหลต่อไปสู่ Business Ecosystem นวัตกรรม และการลงทุนที่จับต้องได้จริง ไม่ใช่หยุดอยู่บนเวทีประชุมเท่านั้น ผู้จัดงานเองก็ยอมรับว่าต้องเชื่อมองค์ความรู้ งานวิจัย และตลาดต่างประเทศอย่างเป็นระบบ เพื่อให้เศรษฐกิจอายุยืนกลายเป็น New S-Curve ของประเทศได้จริง หากคำสัญญาเรื่องการเชื่อมเกษตร อาหาร และ Wellness ถูกทำให้เกิดขึ้นจริง ศูนย์กลางสุขภาพยุคใหม่จะไม่ใช่คำสวยหรู แต่เป็นโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ที่เปลี่ยนวิธีคิดเรื่องการมีชีวิตยืนยาวทั้งสังคม







