เส้นทาง Intra-Asia คืออะไร และทำไมจึงสำคัญต่อผู้ส่งออกใกล้บ้าน
เส้นทางการค้า Intra-Asia หมายถึงการขนส่งสินค้าทางทะเลระหว่างท่าเรือในภูมิภาคเอเชียด้วยกันเอง ทั้งเส้นทางการเดินเรือ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไปยังศูนย์กลางอุตสาหกรรมและท่าเรือฮับในภูมิภาคใกล้เคียง เน้นการเชื่อมต่อที่รวดเร็ว ต้นทุนแข่งขันได้ และรองรับโซ่อุปทานของโรงงานที่กระจายตัวในหลายประเทศเพื่อสนับสนุนการค้าระหว่างเอเชียและการผลิตเพื่อส่งออกต่อไปยังตลาดโลก ภาพรวมล่าสุดบอกชัดว่าเส้นทางใกล้บ้านไม่ใช่ตลาดรองอีกต่อไป แต่กลายเป็นสมรภูมิหลักที่สายการเดินเรือรายใหญ่เร่งเปิดสายการเดินเรือใหม่ ทั้งเพื่อแย่งชิงลูกค้าและตอบรับปริมาณสินค้าที่พุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง PIL เปิดบริการรายสัปดาห์ Indonesia Thailand Service หรือ ITS เชื่อมอินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ และไทยโดยตรงเพื่อเพิ่มความเชื่อมโยงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ TS Lines, Yang Ming และ OOCL ต่างเดินเกมคล้ายกัน ขณะที่ผู้ให้บริการท่าเรืออย่าง DP World เสริมกำลังท่าเรือแหลมฉบังให้พร้อมรองรับความเปลี่ยนแปลงนี้

PIL ขยายวงจร ITS และ CSM ของ Yang Ming จุดพลุฮับใหม่ในภูมิภาค
ทิศทางแรกที่เห็นชัดคือการเสริมความแน่นของโครงข่ายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และจีนตอนใต้ บริการ ITS ของ PIL ใช้เรือสามลำเดินประจำทุกสัปดาห์เชื่อมหกท่าเรือสำคัญ ได้แก่ Port Klang สิงคโปร์ ท่าเรือแหลมฉบัง กรุงเทพฯ Semarang และ Surabaya เพื่อรับมือปริมาณการค้าระหว่างเอเชียที่เพิ่มสูงขึ้น จุดเด่นคือการผูกบริการฟีดเดอร์เข้ากับเครือข่ายเดินเรือระยะไกล ทำให้โรงงานในเส้นทางสามารถเชื่อมต่อสู่ตลาดโลกได้เร็วขึ้นตามที่ Tonnie Lim ชี้ว่าเป็นการทั้งขยายพอร์ตคัฟเวอเรจและปรับเวลาขนส่งให้สั้นลง ในอีกด้าน Yang Ming เปิดบริการ China-Singapore-Malaysia Service หรือ CSM ด้วยเรือขนาด 2,800 ทีอียูสามลำ วิ่งวน Xiamen Kaohsiung Shekou Singapore และ Port Klang ภายในรอบ 21 วัน เส้นทางนี้ผลักดันท่าเรือฮับในเส้นทางการเดินเรือ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ให้มีบทบาทเป็นจุดต่อสินค้าระหว่างจีนตอนใต้กับตลาดภาคพื้นทะเลใกล้บ้านมากขึ้น ผู้ส่งออกที่เคยพึ่งเส้นทางผ่านฮับไกลออกไปจะได้ตัวเลือกที่กระชับกว่าและยืดหยุ่นกว่า

HLS ของ TS Lines และ SIS ของ OOCL แข่งเชื่อมตลาดเอเชียใต้
แนวโน้มที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือการเร่งเชื่อมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กับชายฝั่งตะวันตกของอินเดียและปากีสถานโดยตรง การเปิดตัว Hercules Service หรือ HLS ของ TS Lines วางตัวเป็นสะพานเชื่อมไทย สิงคโปร์ มาเลเซียสู่อินเดียและปากีสถาน เพื่อรองรับการเติบโตของการขนส่งสินค้าจากท่าเรือแหลมฉบัง สิงคโปร์ และ Port Klang ที่เพิ่มขึ้น จุดแข็งคือการเข้าเทียบท่าโดยตรงที่ Nhava Sheva Mundra และ Karachi ทำให้ผู้นำเข้าและผู้ส่งออกในเอเชียใต้เข้าถึงสินค้าจากภูมิภาคนี้ได้เร็วขึ้นด้วยรอบวนเรือ 35 วันจากแหลมฉบังไปกลับ OOCL เองก็เดินเกมใกล้เคียงผ่านบริการ Southeast Asia – Indian Subcontinent Service หรือ SIS ซึ่งเป็นบริการแรกของบริษัทที่เชื่อมเส้นทางการเดินเรือ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไปยังชายฝั่งตะวันตกของอินเดียและปากีสถานโดยตรง เริ่มต้นจากท่าเรือแหลมฉบังและแวะ Singapore Port Klang Nhava Sheva Mundra Karachi ก่อนวนกลับมาที่แหลมฉบัง การมีสองสายการเดินเรือใหม่ในเส้นทางเดียวกันสะท้อนการแข่งขันที่เข้มข้น ผู้ใช้บริการได้ประโยชน์จากตัวเลือกเส้นทางที่หลากหลายและตารางเรือที่แน่นขึ้น แต่ก็ต้องวางแผนเลือกบริการให้เหมาะกับโพรไฟล์สินค้าและตลาดเป้าหมาย

ท่าเรือแหลมฉบังและโครงสร้างพื้นฐานคือหัวใจของการแข่งขัน Intra-Asia
เมื่อเส้นทางเดินเรือแน่นขึ้น โครงสร้างพื้นฐานท่าเรือจึงกลายเป็นตัวชี้เป็นชี้ตายของความสามารถในการแข่งขัน การต่อสัญญาสัมปทานท่าเทียบเรือ B5 ของ LCIT ในท่าเรือแหลมฉบังออกไปอีกห้าปีจนถึงเมษายน 2031 เพื่อรองรับปริมาณการค้า Intra-Asia ที่สูงขึ้น เป็นสัญญาณชัดว่าฝั่งท่าเรือกำลังเร่งระดมกำลังให้ทันกับการเติบโตของบริการขนส่งสินค้าทะเล ท่าเรือแหลมฉบังในวันนี้รองรับเรือได้พร้อมกันสูงสุดสี่ลำตามแนวท่าเทียบยาว 900 เมตร และมีสถานีบรรจุและคัดแยกตู้สินค้าขนาด 4,420 ตารางเมตร ปริมาณตู้สินค้าผ่านท่ารวม 1.936 ล้านทีอียูในปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในประวัติศาสตร์ของ LCIT แสดงให้เห็นว่าเกตเวย์นี้เป็นหัวใจสำคัญของการค้าระหว่างเอเชียของผู้ประกอบการในภูมิภาค Glen Hilton ระบุไว้ชัดว่า การขยายสัมปทานช่วยให้บริการลูกค้ามีเสถียรภาพในช่วงซัพพลายเชนโลกเผชิญแรงกดดัน และช่วยขับเคลื่อนการเติบโตทั้งในภาคธุรกิจและเศรษฐกิจ สำหรับผู้ส่งออก เส้นทางการเดินเรือใหม่จะไม่มีความหมายเลยหากเกตเวย์หลักอย่างท่าเรือแหลมฉบังไม่สามารถรองรับปริมาณงานที่เพิ่มขึ้นได้

ข้อสรุป: เส้นทางใหม่คือโอกาส แต่ผู้ประกอบการต้องคิดแบบเครือข่าย
การเปิดสายการเดินเรือใหม่ชุดใหญ่ในช่วงนี้บอกเราว่า การค้าระหว่างเอเชียกำลังเข้าสู่ยุคที่โซ่อุปทานกระจายตัวและเชื่อมโยงเข้าหากันมากกว่าที่เคย ไม่ว่าจะเป็น ITS ของ PIL ที่เพิ่มการเชื่อมต่อแถบอินโดนีเซียและมาเลเซีย CSM ของ Yang Ming ที่ดึงจีนตอนใต้เข้ามาใกล้ฮับในเส้นทางการเดินเรือ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือ HLS กับ SIS ที่แข่งกันปักธงในตลาดอินเดียและปากีสถาน ภาพรวมคือผู้ส่งออกและผู้นำเข้าได้โอกาสวางแผนโลจิสติกส์แบบใหม่ ลดการพึ่งเส้นทางยาวผ่านฮับดั้งเดิม และใช้เครือข่าย Intra-Asia เป็นสะพานสู่ตลาดโลก อย่างไรก็ตาม โอกาสจะเปลี่ยนเป็นข้อได้เปรียบได้ก็ต่อเมื่อผู้เล่นในห่วงโซ่โลจิสติกส์กล้าคิดแบบเครือข่าย ไม่มองเพียงค่าเฟรทหรือตารางเรือ แต่ดูตั้งแต่ต้นทางโรงงาน การเชื่อมต่อด้วยรถไฟและรถบรรทุก ไปจนถึงท่าเรือแหลมฉบังและท่าเรือฮับอื่นๆ การที่ผู้ให้บริการท่าเรืออย่าง DP World ตัดสินใจยืดสัมปทานและลงทุนเทคโนโลยีใหม่ในท่าเรือแหลมฉบัง จึงไม่ใช่แค่ข่าวท่าเรือ แต่เป็นสัญญาณให้ผู้ประกอบการทั้งภูมิภาคเร่งปรับตัวให้ทันยุคโลจิสติกส์ Intra-Asia ที่แข่งขันสูงและเชื่อมโยงกันมากขึ้น





