ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกัน

ดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกันดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

เชฟระดับโลกนำประสบการณ์อาหารต่างชาติสู่กรุงเทพ จากตูรินถึงโตเกียว

เชฟระดับโลกนำประสบการณ์อาหารต่างชาติสู่กรุงเทพ จากตูรินถึงโตเกียว
ความสนใจ|ความงามของการทำอาหาร

กรุงเทพเวทีใหม่ของเชฟระดับสากล ยุคที่โรงแรมแข่งกันด้วยประสบการณ์ไฟน์ไดนิ่ง

กระแสเชฟระดับสากลในกรุงเทพคือแนวโน้มที่โรงแรมและร้านอาหารชั้นนำเชิญเชฟจากต่างประเทศที่มีชื่อเสียงและประสบการณ์ยาวนาน มาสร้างสรรค์ประสบการณ์ไฟน์ไดนิ่งเฉพาะกิจและเมนูประจำที่สะท้อนเอกลักษณ์วัฒนธรรมอาหารต้นทาง ผสานกับการตีความร่วมสมัย ทั้งในด้านรสชาติ ศิลปะการจัดจาน และเรื่องเล่าที่อยู่เบื้องหลัง เพื่อยกระดับเมืองให้เป็นจุดหมายของผู้รักอาหารที่ต้องการประสบการณ์เหนือมื้ออาหารทั่วไป หัวใจของบทความนี้จึงไม่ใช่การรายงานข่าวแบบตรงไปตรงมา แต่คือการมองปรากฏการณ์ที่กรุงเทพเริ่มใช้เชฟระดับโลกเป็นเครื่องมือสร้างตัวตนใหม่ของเมือง ผ่านสองกรณีตัวอย่างสำคัญ คือการแต่งตั้งเชฟซาโตชิ ซาวาดะเป็น Executive Japanese Chef ที่โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ และโปรเจกต์พิซซ่าร่วมสมัย “Maestri della Tavola: From Torino to Bangkok” ที่ Riva del Fiume Ristorante ซึ่งดึงเชฟมัสซิมิเลียโน เปรเตจาก Sestogusto Torino มาร่วมงานในช่วงเวลาจำกัดระหว่างวันที่ 18–30 กันยายน 2569 สิ่งที่เห็นชัดคือเมืองหลวงไม่ได้พอใจกับการเป็นแค่แหล่งรวมอาหารนานาชาติอีกต่อไป แต่กำลังพยายามสร้างประสบการณ์ไฟน์ไดนิ่งที่มีตัวละครชัดเจน มีเรื่องเล่า และมีมาตรฐานระดับสากลที่จับต้องได้ ตั้งแต่โอมากาเสะอาหารญี่ปุ่นแท้ไปจนถึงพิซซ่าอิตาเลียนร่วมสมัยที่ถูกยกระดับเป็นศิลปะการจัดจานมากกว่าฟาสต์ฟู้ดทั่วไป

เชฟระดับโลกนำประสบการณ์อาหารต่างชาติสู่กรุงเทพ จากตูรินถึงโตเกียว

เชฟซาโตชิ ซาวาดะ กับภารกิจยกระดับอาหารญี่ปุ่นแท้ในโรงแรมเมืองหลวง

การแต่งตั้งเชฟซาโตชิ ซาวาดะเป็น Executive Japanese Chef ของโรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ กรุงเทพคือสัญญาณชัดว่าตลาดพรีเมียมกำลังเอาจริงกับอาหารญี่ปุ่นแท้ ไม่ใช่แค่ซูชิบนสายพานหรือชุดข้าวหน้าเทอริยากิ ด้วยประสบการณ์กว่า 3 ทศวรรษจากทั้งญี่ปุ่นและการทำงานในโรงแรมนานาชาติ เขาได้รับมอบหมายให้ดูแลเมนูญี่ปุ่นทุกมิติ ตั้งแต่ TENKO Omakase และ LEOKA Teppanyaki ไปจนถึงเมนูสำหรับงานประชุม งานสัมมนา และงานจัดเลี้ยงของโรงแรม สิ่งที่น่าสนใจคือปรัชญาอาหารของเชฟซาโตชิที่เน้นเคารพรากฐานและคุณค่าของวัตถุดิบ เขาให้ความสำคัญกับการคัดสรรวัตถุดิบอย่างพิถีพิถัน และการดึงรสชาติธรรมชาติของแต่ละชนิดออกมาให้ชัด โดยเสิร์ฟในช่วงเวลาที่ดีที่สุดสำหรับวัตถุดิบนั้น นี่คือแนวคิดที่ต่างจากการผลิตอาหารจำนวนมากให้ทันแขก แต่ยืนอยู่บนพื้นฐานไฟน์ไดนิ่งที่คำนึงถึงจังหวะเวลาและการรับรู้ของผู้กินเป็นสำคัญ คำพูดของเขา “ปัจจุบันอาหารญี่ปุ่นกำลังได้รับความนิยมไปทั่วโลก และนี่คือโอกาสที่จะรับความท้าทายใหม่ๆ และนำเสนออาหารญี่ปุ่นที่มีความเป็นต้นตำรับ” ไม่ได้เป็นเพียงสโลแกนสวยหรู แต่สะท้อนว่ากรุงเทพกำลังกลายเป็นสนามที่เชฟญี่ปุ่นสามารถทดลองรูปแบบการเสิร์ฟอาหารญี่ปุ่นแท้ให้คนเมืองหลวงที่มีประสบการณ์ชิมจากหลายประเทศมาแล้ว และพร้อมจะมองหาเลเยอร์ใหม่ของความพิเศษในทุกคำ

เชฟระดับโลกนำประสบการณ์อาหารต่างชาติสู่กรุงเทพ จากตูรินถึงโตเกียว

จากตูรินถึงริมห้วยน้ำ เจ้าพระยา พิซซ่าอิตาเลียนที่ไม่ใช่แค่แป้งกับชีส

ในฝั่งอิตาเลียน โปรเจกต์ “Maestri della Tavola: From Torino to Bangkok” ที่ Riva del Fiume Ristorante แสดงให้เห็นว่าแม้แต่พิซซ่าก็ถูกยกระดับเป็นงานฝีมือร่วมสมัยเมื่ออยู่ในมือเชฟระดับสากล การร่วมงานระหว่างเอ็กเซ็กคิวทีฟเชฟ แอนเดรีย แอคคอร์ดิ และเชฟมัสซิมิเลียโน เปรเต ผู้ก่อตั้งร้าน Sestogusto Torino เมืองตูริน นำความหลากหลายของมรดกอาหารอิตาเลียนมาเล่าใหม่ผ่านแป้ง เทคนิคการหมัก และการเลือกวัตถุดิบอย่างละเอียด เมนูซิกเนเจอร์ SopraSotto ที่ทั้งสองเชฟร่วมกันพัฒนาขึ้นในโอกาสพิเศษนี้ ไม่ใช่พิซซ่าแบบที่เราคุ้นเคยในร้านทั่วไป แต่เป็นการผสานหมูแฮมคูลาเทลโล แยมหัวหอม ชีสนมแกะ Pecorino Fondatore เห็ดกิโรสส์ พริกหวานเซนนิเซ และเอ็นดูย่า ลงบนแป้งที่ผ่านกระบวนการหมักตามธรรมชาติอย่างพิถีพิถัน นี่คือพิซซ่าที่เล่าเรื่องภูมิภาคต่างๆ ผ่านวัตถุดิบ ตั้งแต่ภูเขาไฟวิสุเวียส ซิซิลี ไปจนถึงแคว้นปีเยมอนเต แทนที่จะเป็นแค่หน้าแฮมชีสสำเร็จรูป การให้บริการแบบช่วงเวลาจำกัดระหว่างวันที่ 18–30 กันยายน 2569 เน้นย้ำว่าโรงแรมต้องการให้ประสบการณ์นี้มีความพิเศษระดับเหตุการณ์ ไม่ใช่เมนูที่จะสั่งได้ทุกวัน สำหรับผู้กิน นี่คือโอกาสทดลองพิซซ่าอิตาเลียนแบบที่ทุกองค์ประกอบถูกคิดมาแล้วว่าต้องสื่อรสชาติ ภูมิประเทศ และงานศิลป์บนจาน มากกว่าการกินเพื่ออิ่ม

เชฟระดับโลกนำประสบการณ์อาหารต่างชาติสู่กรุงเทพ จากตูรินถึงโตเกียว

ไฟน์ไดนิ่งยุคใหม่ เน้นศิลปะการจัดจานและเรื่องเล่า มากกว่าโลเคชันหรู

ทั้งกรณีของเชฟซาโตชิและเชฟมัสซิมิเลียโนมีจุดร่วมสำคัญ คือการปฏิเสธแนวคิดเก่าๆ ที่ว่าไฟน์ไดนิ่งคือแค่การนั่งกินในห้องหรูพร้อมบริการห้าดาว ประสบการณ์ที่ทั้งสองสร้างขึ้นเน้นศิลปะการจัดจาน การไล่เลเยอร์รสชาติ และการออกแบบเมนูให้สอดคล้องกับคอนเซ็ปต์ของแต่ละห้องอาหาร ตั้งแต่โอมากาเสะที่บอกเล่าเส้นทางวัตถุดิบญี่ปุ่น ไปจนถึงพิซซ่าที่เชื่อมภูมิภาคต่างๆ ของอิตาลีเข้าด้วยกัน เมื่อโรงแรมเริ่มมองหาผู้นำครัวที่สามารถทั้งคิดเมนู และเข้าใจความคาดหวังของแขกระดับสากล ผลคือการรวมตัวของเชฟชั้นนำจากหลายเมืองทั่วโลกในกรุงเทพ กลายเป็นแนวโน้มใหม่ที่กำลังยกระดับตลาดอาหารพรีเมียมให้หลุดพ้นจากสูตรสำเร็จอย่างบุฟเฟต์นานาชาติหรือเซ็ตดินเนอร์มาตรฐาน ผู้บริโภคที่สนใจไฟน์ไดนิ่งจึงควรมองมื้อต่อไปในเมืองหลวงไม่ใช่แค่คำถามว่า “กินอะไรดี” แต่เป็น “อยากฟังเรื่องเล่าแบบไหนผ่านจานอาหาร” เพราะท้ายที่สุด เชฟระดับสากลกำลังใช้ครัวเป็นเวทีเล่าเรื่อง และใช้จานเป็นผืนผ้าใบที่ให้คนเมืองได้สัมผัสโลกผ่านรสชาติ

เชฟระดับโลกนำประสบการณ์อาหารต่างชาติสู่กรุงเทพ จากตูรินถึงโตเกียว

ZestBuy ได้รับค่าคอมมิชชั่นเมื่อคุณช้อปผ่านลิงก์ของเรา โดยคุณไม่ต้องจ่ายเพิ่ม

You May Also Like

Comments
พูดอะไรบางอย่าง...
ยังไม่มีความคิดเห็น มาเป็นคนแรกที่แบ่งปันความคิดเห็นของคุณ!