Grab กำลังแข่งที่ “ความไว้ใจ” มากกว่าคูปองส่วนลด
Grab App อัปเดตชุดล่าสุดไม่ได้เป็นแค่การเพิ่มฟีเจอร์ยิบย่อยในแอป แต่คือภาพสะท้อนกลยุทธ์ที่พยายามเปลี่ยนจากแอปเรียกรถและสั่งของธรรมดา ให้เป็นอินฟราสตรักเจอร์การเดินทางและการจับจ่ายของผู้ใช้แบบครบวงจร ที่ผูกทั้งอารมณ์ ความคุ้มค่า และความเชื่อใจเข้าไว้ด้วยกัน เพื่อให้การเรียกรถ เที่ยว ช้อป และสั่งของผ่านมือถือกลายเป็นกิจวัตรที่รู้สึก “มั่นใจล่วงหน้า” มากกว่าการลุ้นราคาหน้าจอในทุกครั้งที่กดสั่ง.
ประเด็นสำคัญคือ Grab กำลังเล่นเกมยาว ไม่ได้แข่งกันแค่ใครลดแรงที่สุด แต่แข่งกันว่าใครทำให้ผู้ใช้รู้สึกว่า “ฉันไม่โดนเอาเปรียบ” ได้มากกว่ากัน ทั้งในมิติของการเดินทางและการสั่งของอุปโภคบริโภคในชีวิตประจำวัน การเปิดตัวแคมเปญเที่ยวกับเพื่อนคู่จิ้นและดีลเดลิเวอรี่ “ถูกกกกว่าชัวร์” จึงต้องอ่านให้ลึกไปกว่าภาพโฆษณาน่ารักหรือโค้ดส่วนลด เพราะนี่คือการปูทางให้ผู้ใช้เคยชินกับการ “ไว้ใจ Grab ก่อนคิดถึงช่องทางอื่น” ในทุกทัชพอยต์ของการใช้ชีวิต.

จากหลิงออมถึง Share my ride: ทำไมเรื่องเที่ยวถึงถูกยกเป็นยุทธศาสตร์
การเปิดตัว “หลิงออม” ในฐานะ Friends of Grab คู่ใหม่พร้อมแคมเปญ “เที่ยวทั่วไทย สุขกันใหญ่ ไว้ใจ Grab” ไม่ใช่แค่การจ้างพรีเซนเตอร์ดัง แต่คือการประกาศว่าการเดินทางผ่านแอปกำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเต็มตัว แบรนด์ไม่ได้มองตัวเองเป็นแค่ตัวกลางเรียกรถหรือคนขับอีกต่อไป แต่เป็น “เพื่อนร่วมทริป” ที่ช่วยเปลี่ยนทริปธรรมดาให้กลายเป็นความทรงจำใหญ่ของผู้ใช้.
จุดเด็ดคือการจับมือกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยในธีม “Amazing Thailand Grand Tourism and Sports Year 2025” เพื่อดึงให้การเดินทางด้วย Grab ไปเชื่อมกับแลนด์มาร์กทั่วทุกภูมิภาค ไม่ว่าจะเป็นเยาวราช วัดอรุณราชวราราม ดอยอินทนนท์ หรือเกาะพยาม ขณะเดียวกัน Grab แอบสอดแทรกฟีเจอร์ Share my ride เป็นฮีโร่ด้านความปลอดภัย ให้ผู้ใช้แชร์สถานะและเส้นทางแบบเรียลไทม์กับคนใกล้ชิดได้ ซึ่งในเชิงแบรนด์ นี่คือจุดที่ทำให้คำว่า “ไว้ใจ Grab” ไม่ได้อยู่แค่ในสโลแกน แต่ฝังอยู่ในการใช้งานจริงทุกครั้งที่ขึ้นรถ.

โปร AMAZING25 และกิจกรรมกับหลิงออม: ส่วนลดไม่ใช่เป้าหมาย แต่คือเครื่องมือฟื้นการใช้งาน
ในมุมการตลาด โค้ด “AMAZING25” ที่ให้ส่วนลด 10% สูงสุด 100 บาท จนถึง 31 ธันวาคม 2568 ไม่ได้มีหน้าที่แค่ทำให้ค่าโดยสารหรือค่าส่งถูกลง แต่คือเครื่องมือดึงผู้ใช้ให้ทดลองใช้ Grab เป็นเส้นเลือดหลักของการเดินทางและท่องเที่ยวในชีวิตประจำวัน เมื่อผู้ใช้เริ่มรู้สึกว่าขึ้นรถไปเที่ยวไหนก็เปิด Grab ก่อน เพราะทั้งสะดวก ปลอดภัย และมีส่วนลดติดปลายนวม แบรนด์ก็จะได้ Conversion และความถี่การใช้งานที่คงที่มากขึ้น.
กิจกรรมลุ้นไปทริปพิเศษกับหลิงออมผ่านการเลือกทีม “NATURE” หรือ “CITY” ยิ่งตอกย้ำว่าการเดินทางไม่ใช่แค่ธุรกรรม แต่เป็นประสบการณ์ที่มีความผูกพันทางอารมณ์ นี่คือการดึงฐานแฟนคลับเข้ามาเป็นผู้ใช้แอปแบบเนียน ๆ ขณะเดียวกันก็สร้างภาพ Grab ในฐานะแบรนด์ที่มีบุคลิก “ง่าย สะดวก ปลอดภัย เข้าถึงได้ทุกคน” ผ่านตัวแทนที่คนรักอยู่แล้ว ซึ่งทำให้ทุกกิโลเมตรบนแอปกลายเป็นสื่อโฆษณาเคลื่อนที่โดยไม่ต้องซื้อสื่อเพิ่ม.

GrabMart ถูกกกกว่าชัวร์: เมื่อ Grab พยายามปลดล็อกภาพจำว่าการสั่งผ่านแอปแพงกว่า
อีกฟรอนต์หนึ่งที่ Grab เดินเกมรุกชัดคือ GrabMart กับแคมเปญ “GrabMartถูกกว่าชัวร์*” ที่ออกมาตีกับความเชื่อฝังหัวของผู้บริโภคว่า “สั่งผ่านแอปฯ แล้วแพงจนไม่คุ้ม” แนวคิดตรงไปตรงมาคือ ทำอย่างไรก็ได้ให้ผู้ใช้เริ่มเชื่อว่าการสั่งสินค้าประจำวันผ่าน GrabMart สามารถถูกหรือคุ้มได้พอ ๆ กับการเดินซูเปอร์เอง โดยใช้ทั้งการส่งฟรีแบบ Saver และโค้ดลดแรงสูงสุด 20% เป็นตัวจูงใจ.
สิ่งที่น่าสนใจไม่แพ้เรื่องราคา คือวิธีสื่อสารแบบ Guerilla Marketing ที่เอาสติกเกอร์ “GrabMart ถูกกกกกจนปากจู๋” ไปติดตามเชลฟ์สินค้าฮิตในซูเปอร์ เพื่อให้ตัวสินค้าเหมือนพูดเองว่าซื้อผ่านแอปถูกกว่า ร่วมกับการดึง KOL อย่าง เลิ่กลั่ก เบบี้โจลี่สตาร์ และธรรมชาติ มาแปลงร่างเป็นสินค้าโซเชียลคอนเทนต์ ทำหน้าที่เป็นเสียงยืนยันแทนแบรนด์ว่าสั่ง GrabMart นั้น “ถูกกกกก” ซึ่งในยุคที่คนไม่เชื่อโฆษณาตรง ๆ การให้คนที่เขาติดตามออกมาย้ำจึงสำคัญกว่างบโฆษณาหลายเท่า.

ชิงวินาทีสุดท้ายก่อนรูดบัตร: ทำไมเกมราคาและประสบการณ์จึงสำคัญพอ ๆ กัน
จุดพลิกเกมของ GrabMart คือการ “ฮายแจ็ก” วินาทีตัดสินใจหน้าคาเชียร์ ผ่านป้ายชวนให้ลองเช็คราคาในแอปก่อนจ่ายเงิน ถ้าเลือกจัดส่งแบบ Saver แล้วใส่โค้ดลดแรง ราคาที่ส่งถึงบ้านอาจถูกกว่าสินค้าที่ถืออยู่ในมือ การยกสนามแข่งจากหน้าจอไปอยู่ในซูเปอร์สโตร์แบบนี้ทำให้ Grab เข้าไปอยู่ในสมองของผู้ใช้ในจังหวะที่สำคัญที่สุด: จังหวะถามตัวเองว่า “ซื้ออย่างไรคุ้มกว่ากันแน่”.
เมื่อมองรวมทั้งฝั่งการเดินทางและการช้อป เราจะเห็นแพตเทิร์นเดียวกันชัดเจน Grab ใช้ส่วนลด โค้ดโปรโมชัน และกิจกรรมกับหลิงออมเพื่อดึงให้คนทดลองใช้ จากนั้นใช้ประสบการณ์จริง — ความสะดวกในการเรียกรถ ฟีเจอร์ Share my ride ที่ให้แชร์เส้นทางแบบเรียลไทม์ และดีล GrabMart ถูกกว่าชัวร์ — เพื่อเปลี่ยนการทดลองเป็นนิสัยประจำวัน บทสรุปจึงชัดว่า ในสนามเดลิเวอรี่ที่เต็มไปด้วยคู่แข่ง Grab เลือกจะชนะด้วย “ความรู้สึกล่วงหน้า” ว่าการใช้แอปนี้จะทั้งปลอดภัยและคุ้มค่ากว่าเดิม ไม่ใช่แค่ถูกวูบเดียวแล้วหายไป.







