ทำไมเสื้อออกกำลังกายยังมีกลิ่นเหงื่อ และซักอย่างไรให้หายขาด

ทำไมเสื้อออกกำลังกายยังมีกลิ่นเหงื่อ และซักอย่างไรให้หายขาด
ความสนใจ|ฟิตเนส

เข้าใจก่อนว่าเสื้อออกกำลังกายทำงานอย่างไร

การดูแลเสื้อออกกำลังกาย กลิ่นเหงื่ออย่างถูกวิธีคือขั้นตอนการซักและการจัดการผ้าสปอร์ตส์ ระบายความชื้นที่ช่วยกำจัดคราบเหงื่อ น้ำมันบนผิว และแบคทีเรียที่สะสมอยู่ในใยผ้า ซึ่งมักไม่หลุดออกด้วยการซักแบบปกติ ส่งผลให้เสื้อออกกำลังกายยังมีกลิ่นเหงื่อหลังซักและกลับมามีกลิ่นทันทีเมื่อร่างกายเริ่มอุ่นอีกครั้ง การทำความสะอาดเสื้อฟิตเนสอย่างเป็นขั้นเป็นตอนจึงจำเป็นเพื่อให้เสื้อกีฬาแห้งไว ไม่อับ และยังคงประสิทธิภาพการระบายความชื้นในระยะยาว หลายคนงงว่า ทำไมซักแล้วเสื้อออกกำลังกาย กลิ่นเหงื่อยังโผล่ขึ้นมาเวลาวอร์มร่างกาย ทั้งที่กลิ่นตอนออกจากเครื่องซักผ้าดูปกติ สาเหตุหลักมาจากเนื้อผ้าของเสื้อกีฬาในปัจจุบันมักเป็นผ้าสังเคราะห์อย่าง polyester หรือ nylon ที่ออกแบบมาให้ผ้าสปอร์ตส์ ระบายความชื้นได้ดีและดึงเหงื่อออกจากผิวหนัง แต่โครงสร้างเส้นใยเดียวกันนี้ก็เก็บแบคทีเรีย น้ำมันผิว และคราบสเปรย์ระงับกลิ่นไว้ลึกๆ ได้เก่งเช่นกัน ทำให้การซักแบบทั่วๆ ไปไม่พอจะดึงคราบเหล่านี้ออก ข้อสำคัญอีกอย่างคือพฤติกรรมการซักของเราเอง หลายคนคิดว่าการใส่น้ำยาซักผ้าเพิ่ม หรือใช้น้ำยาปรับผ้านุ่มมากๆ จะช่วยให้หอมสะอาด แต่ความจริงการใช้น้ำยาซักผ้ามากเกินไปกลับทิ้งคราบสารเคมีบนผ้า ซึ่งเป็นตัวดูดกลิ่นให้ติดแน่นขึ้น ส่วนปรับผ้านุ่มจะไปเคลือบเส้นใย ทำให้ผ้าน้อยลงทั้งการระบายอากาศและการดูดเหงื่อ สุดท้ายเสื้อกีฬาเลยยิ่งอับง่ายและเสื่อมประสิทธิภาพเร็วกว่าที่ควร

ทำไมเสื้อออกกำลังกายยังมีกลิ่นเหงื่อ และซักอย่างไรให้หายขาด

นิสัยซักผ้าที่ทำให้กลิ่นเหงื่อไม่หายสักที

ก่อนจะไปถึงขั้นตอน ซักเสื้อกีฬา วิธีที่ถูกต้อง ลองเช็กนิสัยซักผ้าของเราเองสักหน่อย เพราะมักมีอยู่ไม่กี่ข้อที่ทำให้เสื้อออกกำลังกาย กลิ่นเหงื่อฝังแน่นโดยไม่รู้ตัว อย่างแรกคือการใส่น้ำยาซักผ้าเกินกว่าที่ฉลากแนะนำ เพื่อหวังจะให้สะอาดและหอมมากขึ้น ทั้งที่กลไกของน้ำยาคือจับสิ่งสกปรกให้หลุดออกพร้อมน้ำ ถ้าใส่มากเกินไป น้ำล้างไม่หมดก็จะเหลือคราบสารเคมีเคลือบผ้า และคราบนี้เองทำให้แบคทีเรียและกลิ่นติดอยู่ยาวนานขึ้น อีกข้อที่หลายคนมองข้ามคือการใช้น้ำยาปรับผ้านุ่มกับเสื้อกีฬา ผ้าสปอร์ตส์ ระบายความชื้นถูกออกแบบให้เส้นใยเปิดโล่งเพื่อระบายอากาศและช่วยให้เหงื่อเคลื่อนออกจากผิว แต่น้ำยาปรับผ้านุ่มจะเคลือบผ้าด้วยฟิล์มบางๆ ทำให้เส้นใยปิดมากขึ้น ระบายความชื้นได้น้อยลงและดูดกลิ่นไว้มากขึ้น ผลคือเสื้อฟิตเนสที่เคยใส่แล้วเย็นสบาย กลายเป็นเปียกชื้น อับง่าย และเสื่อมสภาพเร็ว นิสัยที่เป็นตัวการใหญ่สุดอย่างหนึ่งคือการปล่อยให้เสื้อฟิตเนสเปียกเหงื่อค้างในตะกร้าผ้าหรือในเครื่องซักผ้า หลังซักเสร็จแล้วไม่รีบเอาออกไปตาก การปล่อยให้เสื้อกีฬาเปียกชื้นอับอยู่แบบนั้นถือเป็นทางลัดให้แบคทีเรียเติบโตและสร้างกลิ่นใหม่อย่างรวดเร็ว “การปล่อยให้เสื้อออกกำลังกายที่ยังชื้นอยู่ค้างในเครื่องซักผ้า เป็นหนึ่งในวิธีที่ทำให้กลิ่นไม่พึงประสงค์กลับมาเร็วที่สุด” ดังนั้นต่อให้ซักดีแค่ไหน หากยังค้างผ้าไว้เป็นชั่วโมงๆ กลิ่นก็จะวนกลับมาทุกรอบ

ขั้นตอนซักเสื้อกีฬาแบบหายกลิ่นเหงื่อทีละก้าว

มาดูขั้นตอน ซักเสื้อกีฬา วิธีที่ถูกต้องกันแบบเพื่อนบอกเพื่อน เพื่อให้เสื้อออกกำลังกาย กลิ่นเหงื่อหายจริง และยังรักษาเนื้อผ้าให้ใช้ได้นาน ถ้าทำครบทุกข้อ คุณจะรู้สึกได้ว่าเสื้อยิม กางเกงรัดรูป และบราออกกำลังกายไม่อับเวลาใส่ซ้ำ แถมยังระบายความชื้นได้ดีเหมือนใหม่ ก่อนเริ่มลงมือ เตรียมอุปกรณ์ง่ายๆ ที่แทบทุกบ้านมีอยู่แล้ว ได้แก่ กะละมังหรืออ่างล้างมือสำหรับแช่ผ้า น้ำอุ่นอุณหภูมิอ่อนๆ น้ำส้มสายชูสีขาว (ชนิดใช้ในครัว) และน้ำยาซักผ้าจำนวนตามฉลาก ไม่จำเป็นต้องใช้น้ำยาซักเฉพาะทางราคาแพง สิ่งสำคัญคือปริมาณที่พอดีและการจัดระยะเวลาแช่ ตาก ให้ครบตามขั้นตอนต่อไปนี้

  1. แยกเสื้อออกกำลังกายออกจากผ้าชนิดอื่นก่อนซัก เพื่อไม่ให้คราบเหงื่อและน้ำมันผิวแลกเปลี่ยนกับผ้าฝ้ายหรือผ้าขนหนู และช่วยให้ผ้าสปอร์ตส์ ระบายความชื้นได้ดีขึ้นหลังซัก
  2. เตรียมน้ำอุ่นในกะละมังหรือถังให้พอท่วมเสื้อกีฬา เติมน้ำส้มสายชูสีขาวประมาณ 1 ถ้วยตวงต่อปริมาณน้ำราว 1 แกลลอน แล้วนำเสื้อฟิตเนสที่ต้องการซักลงแช่ทิ้งไว้ประมาณ 30 นาที เพื่อให้คราบเหงื่อ น้ำมันผิว และคราบน้ำยาซักผ้าที่สะสมในเส้นใยคลายตัวออกจากผ้า
  3. หลังครบเวลาแช่ บีบน้ำออกเบาๆ โดยไม่บิดแรง แล้วนำเสื้อกีฬาใส่เครื่องซักผ้า เลือกโปรแกรมแบบถนอมผ้า และตั้งอุณหภูมิประมาณ 30°C จากนั้นใส่น้ำยาซักผ้าตามปริมาณที่ฉลากแนะนำ หลีกเลี่ยงการเติมน้ำยาปรับผ้านุ่ม เพราะจะเคลือบเส้นใยและทำให้ผ้าระบายความชื้นได้น้อยลง
  4. จัดเสื้อออกกำลังกายในถังซักให้ไม่แน่นจนเกินไป อย่าใส่ผ้าเกินความจุเครื่อง เพราะผ้าต้องมีพื้นที่ให้กระแสน้ำหมุนเวียนและดันคราบออกได้เต็มที่ การอัดผ้าแน่นนอกจากจะซักไม่สะอาดแล้วยังทำให้เส้นใยยืดเสียรูป
  5. เมื่อเครื่องซักผ้าทำงานครบโปรแกรม ให้นำเสื้อออกกำลังกายออกจากถังทันที อย่าปล่อยค้างไว้ขณะยังชื้น จากนั้นตากในที่อากาศถ่ายเทดีจนแห้งสนิท หลีกเลี่ยงการตากในที่อับหรือซ้อนทับกันหนาๆ เพื่อป้องกันการสะสมกลิ่นและช่วยยืดอายุการใช้งานของผ้าสปอร์ตส์

ขั้นตอนสำคัญที่สุดที่หลายบ้านไม่เคยทำคือการแช่เสื้อฟิตเนสในน้ำอุ่นผสมน้ำส้มสายชูสีขาวก่อนซัก การแช่ประมาณ 30 นาทีช่วยคลายคราบเหงื่อ น้ำมันผิว และคราบน้ำยาซักผ้าที่ฝังอยู่ในใยผ้าสังเคราะห์ ทำให้เมื่อเข้าเครื่องแล้วน้ำสามารถดึงคราบออกไปได้หมดมากขึ้น ผลลัพธ์คือกลิ่นเหงื่อฝังแน่นลดลงแบบชัดเจน และเสื้อกีฬาไม่กลับมาอับเวลาร่างกายอุ่นระหว่างออกกำลังกาย

ทำแบบนี้เสื้อกีฬาอยู่กับคุณได้นานขึ้น

เมื่อคุณเริ่ม ซักเสื้อกีฬา วิธีที่ถูกต้องตามขั้นตอนด้านบน ไม่ได้แค่ช่วยให้เสื้อออกกำลังกาย กลิ่นเหงื่อหายไปเท่านั้น แต่ยังช่วยยืดอายุและรักษาประสิทธิภาพของผ้าสปอร์ตส์ ระบายความชื้นให้ทำงานได้สมบูรณ์นานขึ้นด้วย การไม่ใช้น้ำยาปรับผ้านุ่ม ทำให้เส้นใยยังเปิดโล่ง ระบายอากาศและมูฟเหงื่อออกจากผิวได้ดี เหมาะกับเสื้อที่ออกแบบมาให้ quick-dry และ moisture-wicking โดยเฉพาะ อย่าลืมอ่านฉลากดูแลผ้าบนเสื้อฟิตเนสเป็นหลัก เพราะแต่ละแบรนด์อาจมีข้อกำหนดเรื่องอุณหภูมิซักและวิธีตากที่ต่างกันเล็กน้อย ถ้าดูแลตามนี้อย่างสม่ำเสมอ คุณจะสังเกตได้ว่าเลกกิ้งและเสื้อยืดออกกำลังกายทรงไม่เสีย ผ้ายังเบา ระบายความชื้นดี และมีกลิ่นสดชื่นแม้จะผ่านการใช้งานหนักหลายรอบ กล่าวโดยรวม วิธีแช่น้ำอุ่นผสมน้ำส้มสายชูก่อนซักเป็นขั้นตอนง่ายที่ให้ผลชัดเจนกับการทำความสะอาดเสื้อฟิตเนส และช่วยให้เสื้อกีฬาอยู่กับคุณได้นานขึ้นโดยไม่ต้องพึ่งน้ำยาพิเศษราคาแพง เมื่อชินกับลำดับขั้นตอน ทั้งการไม่ใส่น้ำยาซักผ้าเกิน การงดปรับผ้านุ่ม การไม่อัดเครื่องแน่น และการรีบตากทันทีหลังซัก เสื้อตัวโปรดของคุณจะหายจากวงจรกลิ่นเหงื่อวนซ้ำในที่สุด

ZestBuy ได้รับค่าคอมมิชชั่นเมื่อคุณช้อปผ่านลิงก์ของเรา โดยคุณไม่ต้องจ่ายเพิ่ม

You May Also Like

Comments
พูดอะไรบางอย่าง...
ยังไม่มีความคิดเห็น มาเป็นคนแรกที่แบ่งปันความคิดเห็นของคุณ!