ภาพรวม: สมาร์ทวอทช์ที่แบตดีขึ้นแต่สิทธิซ่อมยังถดถอย
Apple Watch Series 12 และ Apple Watch Ultra 4 คือสมาร์ทวอทช์รุ่นล่าสุดที่เน้นดีไซน์บาง กันน้ำ และเพิ่มความจุแบตเตอรี่ให้ใช้งานได้นานขึ้น แต่การแกะเครื่องล่าสุดจาก iFixit teardown กลับยืนยันว่ารุ่นใหม่ทั้งสองยังคงมีคะแนนการซ่อมแซมที่ต่ำ การเข้าถึงแบตเตอรี่และอะไหล่ภายในทำได้ยาก ต้องผ่านหน้าจอที่ติดกาวแน่น ส่งผลให้การซ่อมโดยผู้ใช้หรือร้านซ่อมอิสระมีความเสี่ยงต่อการเสียหายน้ำเข้า และลดอายุการใช้งานในระยะยาวของตัวเครื่อง
การแกะเครื่องครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการทดสอบผลิตภัณฑ์ที่เปิดตัวในเดือนกันยายนของ Apple ซึ่ง iFixit ได้เผยแพร่ผลการแกะเครื่องของ Apple Watch Series 12 และ Ultra 4 ล่าสุด สิ่งที่เห็นชัดคือภาพรวมด้าน Apple Watch ซ่อมแซมยังไม่เปลี่ยนไปมากนัก แม้คะแนนการซ่อมของทั้งสองรุ่นจะอยู่ที่ 4 จาก 10 เท่ากัน เมื่อเทียบกับความคาดหวังในยุคที่สิทธิในการซ่อมอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ถูกพูดถึงมากขึ้น การพัฒนาด้านฮาร์ดแวร์กลับไม่ได้แปลว่าผู้ใช้จะมีอิสระมากขึ้นในการดูแลสมาร์ทวอทช์ของตนเอง

แบตเตอรี่ใหญ่ขึ้น แต่เข้าถึงยากขึ้น: จุดขัดแย้งของการออกแบบ
ประเด็นที่น่าสนใจที่สุดใน iFixit teardown คือ แบตเตอรี่ Apple Watch ทั้งสองรุ่นมีขนาดใหญ่ขึ้นชัดเจน แต่กระบวนการเข้าถึงกลับไม่ได้ง่ายขึ้นตาม ใน Ultra 4 แบตเตอรี่มีความจุ 2.444 Wh จากเดิม 2.313 Wh ใน Ultra 3 ส่วน Series 12 ขยับไปที่ 1.461 Wh จาก 1.403 Wh ใน Series 11 การเพิ่มความจุทำให้ Ultra 4 ใช้งานได้นานขึ้นถึงประมาณ 50 ชั่วโมงจากเดิม 42 ชั่วโมงตามการทดสอบ ซึ่งถือเป็นข้อดีด้านแบตเตอรี่ของสมาร์ทวอทช์สายใช้งานหนัก
แต่ฝั่งการซ่อมแซมกลับสวนทาง เพราะการเปลี่ยนแบตเตอรี่ยังต้องเริ่มจากการเปิดหน้าจอที่ถูกติดกาวแน่น และต้องใช้ความร้อนสูงในการละลายกาวก่อน ใน Ultra 4 แบตถูกยึดด้วยสกรูภายใน ส่วน Series 12 ใช้เทปกาวแบบดึงออกได้และมีแถบสำหรับดึงแบตออก ซึ่งช่วยให้ถอดแบตง่ายขึ้นระดับหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ผู้ใช้ทั่วไปยังไม่สามารถเปลี่ยนแบตได้เองอย่างปลอดภัย เพราะทุกขั้นตอนต้องเสี่ยงกับการงัดหน้าจอ และหากทำผิดพลาดอาจเสียทั้งจอและความสามารถกันน้ำของตัวเครื่อง
โครงสร้างภายในและคะแนนการซ่อม 4/10 ที่สะท้อนปัญหาเดิม
โครงสร้างภายในของ Apple Watch Ultra 4 แสดงให้เห็นว่าหลังเปิดหน้าจอด้วยความร้อนและเครื่องมือเฉพาะ จะพบแบตเตอรี่และ Taptic Engine อยู่ด้านบน ถึงแม้การถอดแบตและปลดขั้วต่อหน้าจอแบบ press connector ที่ใช้ในรุ่นใหม่จะทำได้ไม่ซับซ้อนมาก หากผ่านขั้นตอนเปิดจอมาอย่างปลอดภัยแล้ว แต่สกรูสี่ตัวด้านล่างตัวเรือนกลับให้เข้าถึงได้แค่ชุดเซนเซอร์และชิป S11 เท่านั้น ไม่ได้ใช้เป็นทางเข้าหลักสำหรับการซ่อม นี่เป็นตัวอย่างชัดว่าดีไซน์เน้นความแน่นหนาและกันน้ำมากกว่าการออกแบบสำหรับการซ่อม
ใน Series 12 iFixit teardown พบการเปลี่ยนจาก ZIF connector แบบเดิมไปเป็น press connector ที่เรียบง่ายกว่า พร้อมใช้เทปกาวแบบยืดและแถบดึงสำหรับแบตเตอรี่ เพื่อให้ดึงออกได้ง่ายขึ้น แต่ช่องว่างรอบหน้าจอกลับแคบยิ่งกว่า Ultra 4 ทำให้ต้องใช้แรงมากในการงัดหน้าจอ ซึ่งผู้แกะเครื่องถึงกับกังวลว่าจะทำจอเสียหาย ผลลัพธ์คือทั้ง Series 12 และ Ultra 4 ได้คะแนนการซ่อมอยู่ที่ 4 จาก 10 เท่ากัน เป็นตัวเลขที่สะท้อนว่าการปรับปรุงภายในยังไม่เพียงพอต่อการยกระดับความทนทานสมาร์ทวอทช์ในมิติการซ่อมแซม
| ด้านเปรียบเทียบ | Series 12 | Ultra 4 |
|---|---|---|
| คะแนนการซ่อมจาก iFixit | 4/10 | 4/10 |
| ความจุแบตเตอรี่ | 1.461 Wh (เดิม 1.403 Wh) | 2.444 Wh (เดิม 2.313 Wh) |
| วิธียึดแบตเตอรี่ | เทปกาวแบบดึงออกได้ | สกรูภายใน |
ดีไซน์บาง กันน้ำ แต่สละสิทธิผู้ใช้: มุมมองด้าน Right-to-Repair
แนวทางออกแบบของ Apple Watch รุ่นล่าสุดยังคงยืนยันว่าบริษัทเลือกให้ความสำคัญกับดีไซน์บางแนบข้อมือและความสามารถกันน้ำ มากกว่าการเปิดโอกาสให้ผู้ใช้หรือร้านซ่อมอิสระเข้าถึงชิ้นส่วนภายในง่ายขึ้น การเปิดเครื่องต้องผ่านหน้าจอด้านบนที่ถูกติดกาวแน่น ต้องให้ความร้อนสูงเพื่อคลายกาว ซึ่งมีความเสี่ยงต่อการทำให้หน้าจอเสียหาย และการเปิดผ่านหน้าจอเช่นนี้ยังอาจทำให้ความสามารถกันน้ำลดลงเมื่อมีการซ่อมในตลาดอิสระ สำหรับคนที่เชื่อในแนวคิดสิทธิในการซ่อม นี่คือการออกแบบที่ขัดต่อความคาดหวังอย่างชัดเจน
เมื่อเทียบกับสมาร์ทวอทช์คู่แข่งบางรายที่สามารถเปิดตัวเรือนผ่านสกรูใต้สายและซีลยาง ทำให้ผู้ใช้สามารถเปลี่ยนแบตเตอรี่เองได้ในทางทฤษฎี Apple Watch ซ่อมแซมจึงยังเป็นเรื่องของศูนย์บริการมากกว่าการดูแลด้วยตนเอง ความทนทานสมาร์ทวอทช์ของ Apple ในแง่การใช้งานภายนอกอาจดี แบตเตอรี่ Apple Watch ก็ใช้งานได้นานขึ้น แต่เมื่อมองในมิติอายุการใช้งานโดยรวมและค่าใช้จ่ายในการซ่อมในอนาคต การออกแบบที่ไม่เป็นมิตรต่อการซ่อมกำลังผลักภาระให้ผู้ใช้ต้องพึ่งบริการเฉพาะทางแทนที่จะมีทางเลือก
ข้อสรุป: ฮาร์ดแวร์พัฒนาแล้ว แต่เกมการซ่อมยังไม่เปลี่ยน
ภาพรวมของ Apple Watch Series 12 และ Ultra 4 จากการแกะเครื่องล่าสุดคือ การพัฒนาด้านฮาร์ดแวร์และแบตเตอรี่ไม่ได้ถูกตามด้วยการออกแบบเพื่อการซ่อมแซมที่ดีขึ้น คะแนนการซ่อม 4 จาก 10 สำหรับทั้งสองรุ่น บอกชัดว่าผู้ใช้ทั่วไปยังแทบไม่มีโอกาสซ่อมหรือเปลี่ยนแบตเองอย่างปลอดภัย ในขณะที่ความจุแบตที่เพิ่มขึ้น 1.461 Wh และ 2.444 Wh ทำให้ประสบการณ์ใช้งานดีขึ้น แต่ก็ไม่แก้ปัญหาว่าต้องเสี่ยงกับการเปิดหน้าจอทุกครั้งที่มีการซ่อมใหญ่
สำหรับผู้ใช้ที่คิดจะซื้อ Apple Watch รุ่นใหม่ สิ่งที่ควรถามตนเองไม่ใช่แค่ว่าแบตทนแค่ไหนหรือฟีเจอร์ครบหรือไม่ แต่ต้องมองไปถึงว่า เมื่อถึงวันที่ต้องเปลี่ยนแบตหรือซ่อมจอ เรามีทางเลือกอะไรบ้าง ระหว่างพึ่งศูนย์บริการที่มีค่าใช้จ่ายสูงกับการยอมรับความเสี่ยงถ้าซ่อมกับร้านอิสระ ตราบใดที่การออกแบบยังบังคับให้เปิดผ่านหน้าจอติดกาว และยังไม่ให้ผู้ใช้มีสิทธิซ่อมอุปกรณ์สวมใส่ของตัวเองได้สะดวก เกมการซ่อมของ Apple Watch ก็ยังคงเป็นเกมที่ผู้ใช้เสียเปรียบอยู่วันยังค่ำ







