AI ผลิตภาพงาน กับวัฒนธรรมแกล้งยุ่ง: ปัญหาไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยี แต่อยู่ที่ระบบงาน
AI ผลิตภาพงาน คือการใช้เครื่องมือปัญญาประดิษฐ์เพื่อทำให้กระบวนการทำงานเร็วขึ้น ลดขั้นตอนที่ซ้ำซ้อน และเปิดพื้นที่ให้คนเอาเวลาไปใช้กับงานที่มีคุณค่าสูงขึ้น ทั้งในรูปแบบงานวิเคราะห์ งานสร้างสรรค์ และงานประสานงานที่ต้องใช้วิจารณญาณของมนุษย์มากกว่าแรงงานเชิงกล.
ปัญหาคือโลกการทำงานกำลังส่งสัญญาณกลับหัว: เมื่อคนใช้ AI แล้วทำงานเสร็จเร็ว ระบบ วัดประสิทธิภาพพนักงาน กลับตอบแทนด้วยการโยนงานเพิ่ม แทนที่จะปล่อยให้ใช้เวลาที่เหลือเรียนรู้หรือพักฟื้นจาก ความเหนื่อยล้างาน ตัวอย่างง่ายๆ คือรายงานที่เคยใช้เวลา 3 ชั่วโมง แต่เมื่อมี AI ช่วยอาจเหลือเพียง 1 ชั่วโมง และอีก 2 ชั่วโมงที่ควรเป็นพื้นที่ทดลอง ปรับปรุงกระบวนการ หรือเตรียมงานมูลค่าสูง กลับถูกกลืนไปด้วยงานใหม่ทันที. พนักงานจึงเรียนรู้ว่า การโชว์ประสิทธิภาพคือการเชื้อเชิญภาระ ไม่ใช่การได้รับความไว้วางใจ.

เมื่อการวัด Productivity ผิดเป้า: จากการแกล้งออนไลน์ ถึงคดีฟ้องเลิกจ้าง
ระบบติดตาม Productivity ที่หวังจะทำให้คนขยัน กลับสร้างวัฒนธรรม “แกล้งยุ่ง” อย่างเป็นระบบ แทนที่องค์กรจะถามว่าผลงานสุดท้ายคืออะไร กลับจับตาเวลาที่คนออนไลน์ จำนวนข้อความที่ส่ง หรือการขยับเมาส์บนหน้าจอ ผลสำรวจที่ถูกหยิบยกมาแสดงให้เห็นว่า เมื่อองค์กรเอาผลการติดตามเหล่านี้ไปผูกกับการประเมินผลงาน คนจำนวนมากเริ่มเล่นเกมกับระบบมากกว่ามุ่งสร้างคุณค่า.
ภาพที่น่ากังวลกว่าคือการเอาข้อมูลการใช้ AI ไปผูกกับการเลิกจ้างงาน กรณีหนึ่งที่ถูกยื่นฟ้องคือพนักงาน 26 คนที่กล่าวหาว่าบริษัทใช้ข้อมูลการทำงาน การใช้งาน AI และผลการประเมินงานที่ผ่านการวิเคราะห์ด้วยอัลกอริทึมมาชี้ว่าใครควรถูกเลิกจ้าง. นี่คือคำเตือนว่า เมื่อ AI ถูกใช้วัด Productivity แบบขาดวิจารณญาณ องค์กรอาจเข้าใจคุณค่าของคนทำงานผิดไปอย่างรุนแรง เพราะสิ่งที่วัดได้ง่าย เช่น ชั่วโมงออนไลน์ หรือจำนวนคลิก ไม่ใช่ตัวแทนคุณภาพงานที่แท้จริง.
บังคับใช้เครื่องมือ AI ที่ไร้ประโยชน์: เมื่อประสิทธิภาพกลายเป็นภาระและความเหนื่อยล้า
หลายองค์กรเร่งใช้เครื่องมือ AI ที่ไร้ประโยชน์ต่อบริบทงานจริง เพียงเพราะต้องการ “ตามเทรนด์” หรือพิสูจน์ว่าตัวเองทันสมัย ผลคือภาระของพนักงานเพิ่มขึ้นแทนที่จะลดลง งานที่เคยตรงไปตรงมา ถูกเติมด้วยชั้นงานใหม่ เช่น การตรวจสอบความถูกต้องของเนื้อหาที่ AI สร้าง หรือการเรียนรู้วิธีเขียนโค้ด ทั้งที่ไม่เคยอยู่ในคำบรรยายงานเดิม.
จากการสำรวจหนึ่ง มีถึง 42% ของผู้ตอบแบบสอบถามที่ใช้เวลาในการตรวจสอบและยืนยันเนื้อหาที่สร้างโดย AI มากกว่าเวลาที่ AI ช่วยประหยัดให้ได้. อีก 49% ระบุว่าผลลัพธ์จาก AI คุณภาพต่ำทำให้โครงการล่าช้าโดยตรง. นี่คือภาพชัดเจนของ AI ผลิตภาพงาน ที่กลายร่างเป็นตัวเร่ง ความเหนื่อยล้างาน เพราะคนต้องทำงานซ้ำซ้อน ทั้งผลิต ตรวจ และแก้ไขเนื้อหาที่ไม่ตรงมาตรฐาน. แทนที่เครื่องมือ AI จะช่วยให้ชีวิตงานเบาลง มันกลับลดทอนความหมายของงาน หลายคนยอมรับว่างานประจำวันกลายเป็นงานซ้ำซากและไร้ความหมายมากขึ้น.
Accenture กับ KPI ชั่วโมง AI: บทเรียนเรื่องแรงกดดันและความไม่มั่นคง
ฝั่งองค์กรที่เดินหน้ากับ AI อย่างเต็มกำลังก็เริ่มใช้เกณฑ์ใหม่ที่สะท้อนแนวคิด “ใช้ไม่ใช้ วัดกันชัดๆ” หนึ่งในตัวอย่างที่ถูกพูดถึงมากคือการประกาศนำ “สถิติการใช้งานเอไอ” มาเป็นดัชนีชี้วัดผลงานหลัก หรือ KPI ที่มีผลต่อการเลื่อนขั้นพนักงาน. โดยมีการตรวจสอบการเข้าระบบและการใช้เครื่องมือ AI ภายในเป็นประจำ เพื่อแยกว่าพนักงานคนใดพร้อมไปต่อในโลกงานยุคใหม่.
แน่นอนว่ามาตรการนี้ส่งสัญญาณแรงกล้าถึงพนักงานระดับอาวุโสว่าการฝืนเทคโนโลยีคือความเสี่ยงต่อการอยู่รอดของตัวเอง. CEO ขององค์กรเดียวกันยังระบุอย่างตรงไปตรงมาว่า พนักงานที่ไม่สามารถ Reskill ให้ทันความต้องการใหม่ของตลาด จะต้องถูกคัดออก. ในอีกด้าน ข้อมูลจาก IBM ระบุว่า 40% ของพนักงานที่ทำงานปี 2024 ต้อง Reskill หากไม่อยากตกงานในอีก 3 ปีข้างหน้า. นี่คือคำประกาศชัดว่า AI ไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นตัวกรองคน. อย่างไรก็ตาม หากตัวชี้วัดมุ่งเน้นเพียงจำนวนชั่วโมงใช้ AI แทนที่จะเป็นผลลัพธ์ทางธุรกิจ องค์กรก็เสี่ยงสร้างวัฒนธรรมที่คนใช้ AI เพื่อให้ตัวเลขสวย ไม่ใช่เพื่อสร้างคุณค่าจริง.

จากการวัดกิจกรรมสู่การวัดคุณค่า: ทางออกเพื่อให้ AI ทำงานกับคน ไม่ใช่กดคน
รายงาน Future of Jobs ระบุว่า นายจ้างคาดว่าเกือบ 40% ของทักษะที่จำเป็นต่อการทำงานจะเปลี่ยนไปภายในปี 2030 และในพนักงานทุก 100 คน จะมีถึง 59 คนที่จำเป็นต้องได้รับการฝึกอบรมเพิ่มเติมภายในปี 2030. นี่ไม่ใช่คำขู่ แต่คือสัญญาณว่าการใช้ AI จะฝังอยู่ในงานเกือบทุกสายงาน ฝั่งองค์กรจึงต้องออกแบบระบบวัดผลงานใหม่จากฐานคิดว่าคนและ AI เป็น “ทีม” ไม่ใช่คู่แข่ง.
ทางออกเริ่มต้นจากการเลิกวัด “กิจกรรม” เช่น ชั่วโมงออนไลน์ จำนวนข้อความ หรือจำนวนครั้งที่เปิดเครื่องมือ AI แล้วหันไปวัด “คุณค่า” เช่น คุณภาพงาน ผลกระทบต่อทีม และประโยชน์ที่ลูกค้าได้รับ. เมื่อพนักงานทำงานเสร็จเร็วเพราะใช้ AI แล้วไม่ถูกลงโทษด้วยงานถมหัว แต่ได้รับพื้นที่ให้เรียนรู้และพักหายใจ ความเหนื่อยล้างาน จะลดลง และความไว้วางใจจะเพิ่มขึ้น. ถ้าองค์กรยังยึดติดกับการทำให้คนดูยุ่ง เครื่องมือ AI ที่ไร้ประโยชน์จะเต็มองค์กร และพนักงานก็จะยังคงแกล้งทำงานต่อไป. แต่ถ้าเลือกขยับไปสู่การวัดผลลัพธ์อย่างแท้จริง AI จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบงานที่ทำให้ทั้งธุรกิจและคนเติบโตไปพร้อมกัน.






