กติกาแต่งหน้าฤดูฝน: กันน้ำก่อนสวยค่อยว่า
แต่งหน้าฤดูฝนคือการเลือกเทคนิคและผลิตภัณฑ์เมคอัพที่ทนต่อฝน ความชื้น และเหงื่อ โดยเน้นเมคอัพกันน้ำ เนื้อบางเบา แต่ให้สีชัดและติดทนนาน เพื่อให้ผิว เครื่องหน้า และสีสันยังดูสดใสแม้ต้องเจอฝนสาดหรืออากาศอับชื้นทั้งวัน
ปัญหาหลักของลุคแต่งหน้าชื้นคืออากาศที่ชื้นและละอองฝนทำให้เมคอัพหลุดง่ายเยิ้มง่าย ถ้ายังยึดติดกับรองพื้นหนา แป้งหนัก และมาสคาร่าไม่กันน้ำ หน้าแทบการันตีว่าละลายระหว่างวัน ทางออกคือเปลี่ยนวิธีคิด ตั้งต้นด้วยการมองเมคอัพเหมือนเสื้อกันฝน ต้องเน้นสูตรกันน้ำ สูตรผลิตภัณฑ์ติดทนนาน และการลงไพรเมอร์ ฟิกซิ่งสเปรย์ หรือเซตติ้งสเปรย์อย่างมีกลยุทธ์เพื่อยืดเวลาการติดทนในสภาพอากาศเปียกชื้น ใครที่เคยรู้สึกว่าฤดูฝนคือช่วงพักหน้า ถึงเวลาทบทวนใหม่ เพราะถ้าเลือกสูตรและโทนสีถูก ลุคของคุณจะดูเนี้ยบยิ่งกว่าหน้าแล้งเสียอีก

ลุค Dewy ชุ่มฉ่ำแบบควบคุมได้ เหมาะวันที่ฝนครึ้ม
ลุค Dewy คือคำตอบของคนผิวแห้งในฤดูฝน เพราะยิ่งอากาศเย็นผิวก็ยิ่งแห้ง การเน้นงานผิวฉ่ำน้ำทำให้ใบหน้าดูสดใสสุขภาพดีโดยไม่ต้องใช้สีจัดมากนัก การเตรียมผิวให้ชุ่มก่อนคือหัวใจ จากนั้นใช้สกินทินท์หรือรองพื้นเนื้อบางผลลัพธ์แบบซาตินถึงดิวอี้เป็นเบส ตามด้วยบลัชออน อายแชโดว์ และลิปโทนคอรัล ชมพู หรือแดงที่ให้ความสดใส
ในวันที่ฝนอาจสาดโดนหน้า ต้องไม่ลืมเปลี่ยนไฮไลต์และลิปให้เป็นสูตรเมคอัพกันน้ำเท่าที่ทำได้ แล้วล็อกทุกอย่างด้วยฟิกซิ่งสเปรย์เพื่อให้เมคอัพติดทนนานมากขึ้น สูตรนี้เหมาะกับคนที่อยากให้ผิวโกลว์แต่ไม่อยากหน้ามันเยิ้ม เคล็ดลับคือจำกัดแป้งไว้เฉพาะจุดมันอย่างข้างจมูกและกลางหน้าผาก ทิ้งให้แก้มและสันจมูกยังมีความฉ่ำ จะได้ลุคแต่งหน้าฤดูฝนที่ดูตั้งใจ ไม่ใช่ฉ่ำเพราะเหงื่อ

ลุค Soft Matte คุมมันสวยเนี้ยบแม้เจอความชื้นจัด
สำหรับคนผิวมันหรือผิวผสม ลุค Soft Matte คือเกราะป้องกันหน้าเยิ้มในวันที่อากาศชื้น เพราะความชื้นทำให้ผิวที่มันอยู่แล้วผลิตน้ำมันออกมามากขึ้นจนเมคอัพลอกและเป็นคราบ การเลือกเบสเมคอัพเนื้อกึ่งแมตต์ช่วยควบคุมความมันแต่ยังไม่ทำให้ผิวดูแห้งแข็ง แล้วค่อยตามด้วยแป้งบางเบาเน้นเฉพาะทีโซนอย่างหน้าผาก จมูก คาง เพื่อลดโอกาสเกิดคราบ
โทนสีที่เข้ากับลุคแต่งหน้าชื้นแบบแมตต์คือชมพูหม่น โรส ม่วงหม่น หรือเทอร์ราคอตต้าโทนอ่อน เพราะให้มิติใบหน้าโดยไม่ซีดหายเมื่อเมคอัพเริ่มเสื่อมสภาพ บลัชโทนนี้ยังดูสุภาพเข้ากับวันทำงาน และถ้าอยากให้เมคอัพติดทนนานยิ่งขึ้นควรใช้ลิปครีมแมตต์แบบทรานสเฟอร์พรูฟบนริมฝีปาก จากนั้นปิดงานด้วยเซตติ้งสเปรย์สูตรควบคุมความมัน คุณจะได้ผิวแมตต์นุ่มนวลที่ไม่กลัวฝนและไม่กลัวกล้องวงจรปิดในลิฟต์

ลุค Monochrome โทนเดียวทั้งหน้า สวยง่ายแต่รอดทุกพายุ
ลุค Monochrome คือการใช้สีเดียวกันหรือใกล้เคียงกันบนตา แก้ม ปาก ทำให้หน้าดูเข้ากันโดยไม่ต้องแต่งเยอะ เหมาะมากกับวันที่ฝนตกเพราะยิ่งแต่งน้อยเลเยอร์ เมคอัพยิ่งเสี่ยงเลือนน้อยลง เลือกเบสเมคอัพเนื้อเบาแล้วเน้นให้ผิวเรียบเป็นหลัก จากนั้นเลือกสีโปรดเพียงหนึ่งสี ไม่ว่าจะเป็นชมพูอ่อน นู้ดคอรัล หรือส้มระเรื่อ ทาซ้ำในตำแหน่งต่างกันก็พอ
กุญแจของลุคแต่งหน้าฤดูฝนแบบ Monochrome คือการคัดเฉพาะผลิตภัณฑ์ติดทนนาน เช่น บลัชครีมกันเหงื่อ อายแชโดว์แบบครีมหรือแบบดินสอที่เกาะผิวดี และลิปเนื้อครีมกึ่งแมตต์ แล้วปิดท้ายด้วยเซตติ้งสเปรย์เพื่อให้สีผสานไปกับผิวแม้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ชื้น เมื่อสีทุกส่วนบนหน้าไปในทิศทางเดียวกัน ต่อให้หลุดเล็กน้อยก็ยังดูเนียนตา ไม่เป็นดวงๆ ให้ต้องกังวลกลางทาง

ลุค Glass Skin และ Strawberry โทนเข้มชัดที่ยังสวยเมื่อเลือน
ลุค Glass Skin เป็นการเน้นผิวใสเหมือนกระจก เนื้อบางแต่เงาสุขภาพดี โดยให้ความสำคัญกับสกินแคร์และเบสเมคอัพที่บางเบามาก แล้วเพิ่มครีมบลัชและลิปโทนชมพูหรือพีชเพื่อให้หน้าดูมีเลือดฝาด เพื่อให้เอาอยู่ในฤดูฝน ให้ใช้ไฮไลต์เนื้อละเอียดเฉพาะจุด เช่น โหนกแก้ม สันจมูก และหัวตา แล้วเลี่ยงการลงแป้งมากไป เพราะจะแย่งความโกลว์ของผิวและอาจเป็นคราบเมื่อโดนชื้น
ส่วนลุค Strawberry จะเน้นสีแดงนุ่มนวลบนแก้มและปากให้ลุคใสเหมือนผลสตรอว์เบอร์รีสุก เคล็ดลับให้รอดฝนคือใช้บลัชครีมแดงระเรื่อแตะสูงบริเวณหน้าแก้มลากไปถึงข้างจมูก แล้วเซตบางๆ ด้วยบลัชฝุ่นโทนใกล้เคียง เพื่อกันการหายไปทั้งแถบเมื่อโดนเหงื่อ ตามด้วยลิปแดงโทนอ่อนหรือโรสวูดที่ทาแบบเบลอขอบ ทำให้แม้สีจะเลือนเล็กน้อยก็ยังเหลือออร่าแดงบนปาก ดูตั้งใจมากกว่าหลุด สองลุคนี้จะยิ่งสวยเมื่อจับคู่กับเมคอัพกันน้ำและผลิตภัณฑ์ที่ระบุว่า long-lasting เพื่อรับมืออากาศชื้นและละอองฝน







