ผลสอบ PISA 2025 ชี้สัญญาณอันตราย คะแนนดิ่งแต่สมาร์ตโฟนพุ่ง
PISA 2025 ผลการประเมิน คือการทดสอบมาตรฐานสากลที่วัดสมรรถนะการอ่าน คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ของนักเรียนอายุประมาณ 15 ปีทั่วโลก เพื่อดูว่าเด็กยุคปัจจุบันมีทักษะพื้นฐานเพียงพอสำหรับการเรียนต่อ การทำงาน และการใช้ชีวิตในสังคมที่เต็มไปด้วยเทคโนโลยีหรือไม่ การเปลี่ยนแปลงของคะแนน PISA จึงสะท้อนทั้งคุณภาพระบบการศึกษา พฤติกรรมการใช้เทคโนโลยี และนิสัยการเรียนรู้ของครอบครัวร่วมกัน เมื่อองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนาเปิดเผยผลการประเมินสมรรถนะผู้เรียน PISA รอบล่าสุดจากนักเรียนอายุ 15 ปีจำนวน 760,000 คน ใน 91 ประเทศทั่วโลก คะแนนเฉลี่ยด้านการอ่าน คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ร่วงลงสู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เริ่มเก็บข้อมูลปี 2000 นี่ไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่คือคำเตือนว่าระบบการเรียนรู้ของเราไม่ทันโลกสมาร์ตโฟนและหน้าจอที่ล้อมรอบเด็กทุกวัน การปล่อยให้เทคโนโลยีเข้ามาโดยไม่มีหลักคิดจึงเท่ากับยอมให้มาตรฐานการศึกษาถอยหลัง
| ทักษะ | คะแนนสูงสุดในอดีต | คะแนนล่าสุด PISA 2025 |
|---|---|---|
| การอ่าน | 501 | 466 |
| คณิตศาสตร์ | 502 | 469 |
| วิทยาศาสตร์ | 506 | 486 |
ทักษะการอ่านเด็กดิ่ง พฤติกรรมอ่านแบบผิวเผินจากยุคหน้าจอ
หากต้องเลือกจุดที่น่าเป็นห่วงที่สุดในรายงานครั้งนี้ ก็คือทักษะการอ่านเด็กที่ทรุดหนักกว่าทักษะอื่น คะแนนเฉลี่ยการอ่านเคยขึ้นไปถึง 501 คะแนน แต่ล่าสุดเหลือเพียง 466 คะแนน และวัยรุ่นยุคนี้มีทักษะการอ่านเฉลี่ยล้าหลังกว่าเด็กรุ่นก่อนในวัยเดียวกันถึง 1 ปีเต็ม ภายใต้โลกที่ต้องอ่านข้อมูลจำนวนมากทุกวัน การอ่านถดถอยเท่ากับเด็กเสียเกราะป้องกันตัวเองจากข่าวปลอมและข้อมูลบิดเบือน รายงานยังชี้ว่าพฤติกรรม “อ่านแบบเร่งรีบ” หรือ Hasty Reading เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เด็กจำนวนมากสแกนข้อความผ่าน ๆ แล้วตอบตามสัญชาตญาณโดยไม่วิเคราะห์ ทำให้การทำข้อสอบที่ต้องใช้การคิดเชื่อมโยงผิดพลาดบ่อยขึ้น สัดส่วนเด็กที่มีพฤติกรรมเช่นนี้เพิ่มขึ้นเป็นราว 9% ของนักเรียนทั้งหมดระหว่างปี 2018 ถึง 2025 เมื่อสมาร์ตโฟนและโซเชียลถูกออกแบบให้ข้อมูลสั้น ดึงสายตารวดเร็ว เด็กจึงชินกับการรับเนื้อหาแบบไม่ใช้สมาธิลึก ทักษะการอ่านเชิงวิเคราะห์จึงถูกบั่นทอนทีละน้อยจนสะสมเป็นวิกฤตคะแนนสอบดิ่ง
เมื่อเด็กใช้ AI ทำการบ้าน สมองหยุดดิ้นรน คะแนนวิทยาศาสตร์หายไปหนึ่งปี
จุดร้อนแรงที่สุดของ PISA รอบนี้คือบทบาทของ AI ทำการบ้าน เด็กเกือบครึ่งยอมรับว่าใช้แชตบอต AI เป็นตัวช่วยเรียน ไม่ว่าจะสรุปเนื้อหา ร่างรายงาน หรือค้นคว้าข้อมูล แต่กลุ่มที่พึ่งพา AI เพื่อเลี่ยงการคิดเองกลับมีคะแนนวิทยาศาสตร์ต่ำกว่ากลุ่มที่ไม่ใช้เฉลี่ยถึง 20 คะแนน ซึ่งเทียบเท่ากับการเสียเวลาเรียนรู้ไปหนึ่งปีเต็ม นี่คือประโยคที่ควรจำขึ้นใจว่า การใช้ AI แบบผิดวิธีทำให้คะแนนวิทยาศาสตร์หายไปหนึ่งปี สาระสำคัญคือ การเรียนรู้จริงเกิดจาก “การดิ้นรนทางความคิด” เมื่อเด็กใช้ AI เป็นทางลัด สมองจะไม่ผ่านขั้นตอนเข้าใจ ทดลองผิดถูก และเชื่อมโยงความรู้ใหม่ ส่งผลให้ความเข้าใจตื้นและจำได้ไม่นาน ในทางกลับกัน เด็กที่ใช้ AI เป็นผู้ช่วยเสริมการคิด ไม่ใช่แทนการคิด และได้รับการฝึกทักษะรู้เท่าทัน AI จากโรงเรียน กลับมีคะแนนสูงกว่า เพราะใช้เทคโนโลยีเป็นคู่คิด ไม่ใช่ไม้เท้าค้ำยันจนกล้ามเนื้อสมองฝ่อ
เทคโนโลยีการศึกษา ดาบสองคมและความเหลื่อมล้ำแบบใหม่ AI Divide
เทคโนโลยีการศึกษาไม่ใช่พระเอกหรือผู้ร้ายโดยตัวมันเอง แต่กลายเป็นดาบสองคมเมื่อระบบการศึกษาปรับตัวไม่ทัน รายงานระบุว่าปัจจุบันมีนักเรียนในกลุ่มประเทศที่ได้รับการประเมินถึง 20% ที่อยู่ในกลุ่มสมรรถนะต่ำทั้งสามวิชา เพิ่มจาก 16% ในปี 2022 ภาวะนี้เกิดขึ้นยาวนานก่อนโควิดสะท้อนว่าเราเอาเทคโนโลยีเข้าโรงเรียนเร็วกว่าการสอนให้เด็กคิดวิเคราะห์และจัดการสมาธิของตัวเอง ที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือวิกฤต “AI Divide” ช่องว่างใหม่ระหว่างเด็กที่มีโอกาสเรียนรู้การใช้ AI อย่างมีวิจารณญาณกับเด็กที่ใช้งานแบบลองผิดลองถูกโดยไม่มีใครแนะนำ รายงานชี้ว่า เด็กจากครอบครัวที่มีฐานะได้สิทธิเรียนรู้ทักษะการประเมินความถูกต้องของข้อมูลจาก AI มากกว่ากลุ่มขาดทุนทรัพย์ ทำให้เทคโนโลยีสร้างความเหลื่อมล้ำซ้อนทับความเหลื่อมล้ำเดิม เด็กกลุ่มหนึ่งใช้ AI เป็นเครื่องเร่งการเรียนรู้ แต่อีกกลุ่มกลับใช้เป็นทางลัดจนคะแนนสอบดิ่งและลดโอกาสแข่งขันในอนาคต
จะไม่ปล่อยให้คะแนนสอบดิ่งต่อไป ต้องออกแบบการใช้สมาร์ตโฟนและ AI ใหม่ทั้งบ้านและโรงเรียน
เมื่อข้อมูลชัดเจนว่าเด็กใช้หน้าจอเฉลี่ยกว่า 3.4 ชั่วโมงต่อวันเพื่อความบันเทิง และอีก 3 ชั่วโมงเพื่อการเรียน หากใช้เกิน 5 ชั่วโมงต่อวันผลการเรียนจะตกลงอย่างเห็นได้ชัด ปัญหาจึงไม่ใช่มีหรือไม่มีเทคโนโลยี แต่คือเรากำลังปล่อยให้เทคโนโลยีเป็นผู้กำหนดนิสัยการเรียนรู้ของเด็กโดยไม่ตั้งกติกา ทั้งที่โรงเรียนที่มีกฎเข้มเรื่องการใช้สมาร์ตโฟนในห้องเรียนกลับมีปัญหาสมาธิถูกรบกวนน้อยกว่ามาก บทสรุปจากวิกฤตคะแนนสอบดิ่งคือ ผู้ปกครองและครูต้องร่วมกันออกแบบ “ระบบนิเวศการอ่านและการคิด” ใหม่ ตั้งแต่การจำกัดเวลาหน้าจอ การฝึกให้เด็กอ่านแบบลงลึก การใช้ AI เป็นผู้ช่วยให้คิดได้ไกลขึ้นไม่ใช่เครื่องทำการบ้านแทน และการลงทุนกับการรู้เท่าทันเทคโนโลยีอย่างจริงจัง PISA 2025 ไม่ใช่รายงานที่จะอ่านแล้ววาง แต่เป็นคำเตือนว่าหากไม่ยอมปรับวิธีใช้สมาร์ตโฟนและ AI วันนี้ เด็กทั้งรุ่นอาจต้องแบกรับภาระการเรียนรู้ที่หายไปหลายปีในวันข้างหน้า






