ภาพใหญ่ที่ต้องยอมรับ การใช้ AI สูงแต่ความมั่นใจต่ำ
การใช้ AI ในที่ทำงานหมายถึงการที่พนักงานนำเครื่องมืออัจฉริยะมาช่วยในงานประจำวัน เช่น ค้นคว้าข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูล หรือช่วยสื่อสาร ทั้งในรูปแบบระบบอัตโนมัติและแชตบอตเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดเวลาทำงานซ้ำ และสร้างข้อมูลเชิงลึกที่ใช้ตัดสินใจได้ดีขึ้น โดยยังคงให้มนุษย์เป็นผู้ตัดสินใจสุดท้ายและรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ของงานที่ออกมาจากการใช้เทคโนโลยีเหล่านี้ ผลสำรวจจากบริษัทด้านการจัดหางานชั้นนำระบุว่ามีการเก็บข้อมูลจากพนักงานและองค์กรกว่า 5,000 รายใน 10 ตลาดหลักของเอเชีย โดยราว 600 รายเป็นข้อมูลจากพนักงานในตลาดเดียวกัน ผลที่ได้ชี้ชัดว่าพนักงานใช้ AI ในการทำงานอย่างจริงจังแล้วในระดับสูง แต่ความมั่นใจว่าทักษะตัวเองยังตอบโจทย์ตลาดกลับตามหลังอย่างเห็นได้ชัด เมื่อพนักงานกังวล แต่ AI กลายเป็นงานประจำ ช่องว่างนี้จึงไม่ใช่แค่ประเด็นวิชาการ แต่คือความเสี่ยงต่อการแข่งขันขององค์กรโดยตรง

ทำไมการใช้งาน AI ถึงสูง จุดแข็งและจุดอ่อนของพนักงาน
ข้อมูลจากผลสำรวจชี้ว่าตลาดแห่งนี้อยู่ในอันดับที่ 4 จาก 10 ในเอเชีย และอันดับที่ 3 ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้านการใช้ AI ในการทำงาน โดยมีพนักงานมากถึง 94% ที่ระบุว่าตนใช้ AI ในงานประจำ นี่ไม่ใช่ตัวเลขสวยหรูเฉพาะหน้ากระดาษ แต่สะท้อนวัฒนธรรมการลองใช้เครื่องมือใหม่เพื่อเร่งงานและแก้ปัญหาอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม มีเพียง 57% ที่มั่นใจว่าทักษะการใช้งาน AI ของตนยังสอดคล้องและตอบโจทย์ความต้องการในปัจจุบัน ขณะที่ 72% เชื่อว่า AI จะส่งผลเชิงบวกต่อโอกาสในสายอาชีพ กล่าวอีกแบบคือ พนักงานส่วนใหญ่เชื่อว่า AI เป็นบันได ไม่ใช่หลุมพราง แต่กลับรู้สึกว่าตัวเองยังปีนบันไดไม่เป็นดีพอ ความมั่นใจด้านทักษะที่ต่ำนี้บอกเราว่าการใช้ AI แบบเรียนรู้กันเองจากประสบการณ์หน้างานเริ่มไปไม่ไหวแล้ว

สามงานหลักที่ใช้ AI หนัก และความกังวลที่ตามมา
เมื่อดูว่า พนักงานไทยใช้ AI ไปกับงานอะไรบ้าง ภาพที่ออกมาชัดเจนมาก งานค้นคว้าและรวบรวมข้อมูลเป็นอันดับหนึ่งที่ 53% ใช้ AI เพื่อเข้าถึงข้อมูลสำคัญได้เร็วขึ้น รองลงมาคือการสนับสนุนด้านการสื่อสาร 44% เพื่อให้การสื่อสารภายในและกับลูกค้าราบรื่นขึ้น และ 43% ใช้เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลพร้อมสร้างข้อมูลเชิงลึกเพื่อช่วยการตัดสินใจ นี่คือการใช้ AI แบบเน้นเพิ่มประสิทธิภาพ ไม่ใช่แทนที่คนในทันที แต่ขณะเดียวกัน พนักงานกลับรายงานความกังวลสามเรื่องใหญ่ ได้แก่ เรื่องความรับผิดชอบต่อการตัดสินใจที่อ้างอิงมาจาก AI 46% กังวลว่าทักษะตนจะล้าสมัย 43% และอีก 43% กังวลเรื่องการใช้ข้อมูลผิดทางหรือรั่วไหล เมื่อใช้ AI หนักขึ้น แต่ยังไม่มั่นใจว่าใครรับผิดชอบ และตัวเองจะตกงานหรือไม่ ย่อมทำให้พนักงานใช้เทคโนโลยีแบบหวาดระแวงมากกว่ามั่นใจ

ช่องว่างทักษะและความพร้อมขององค์กร ทำไมการฝึกอบรม AI จึงเป็นเรื่องด่วน
ในระดับภูมิภาค 58% ขององค์กรนำ AI มาใช้ในที่ทำงานแล้ว 93% ของพนักงานใช้งาน AI อย่างต่อเนื่อง และ 75% เชื่อว่า AI จะส่งผลดีต่อโอกาสในอาชีพของตนเอง แต่มีองค์กรเพียง 33% ที่ระบุว่าการเพิ่มประสิทธิภาพกำลังคนเป็นเป้าหมายสำคัญของการใช้ AI นั่นหมายความว่าหลายองค์กรสนใจผลลัพธ์จาก AI มากกว่าการเตรียมทักษะคนให้ทัน AI งานที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือธุรการและสนับสนุนธุรกิจ งานไอทีและการเปลี่ยนผ่านดิจิทัล และงานบัญชีการเงิน ลักษณะงานเปลี่ยนไปเรื่อยๆ การพัฒนาทักษะใหม่หรือการ Reskill จึงไม่ใช่โครงการเสริม แต่คือกลยุทธ์หลักที่องค์กรต้องให้ความสำคัญ โดยเฉพาะเมื่อพนักงานเริ่มกังวลว่าตนเองอาจตามไม่ทันหรือปรับตัวได้ยาก การฝึกอบรม AI ที่มีโครงสร้างชัดเจน ตั้งแต่การใช้งานพื้นฐาน จริยธรรมข้อมูล ไปจนถึงการออกแบบกระบวนงานใหม่ จึงควรถูกยกขึ้นมาเป็นนโยบายองค์กร ไม่ใช่เวิร์กช็อปครั้งเดียวแล้วจบ

จากการใช้เป็นรายวันสู่ความได้เปรียบระยะยาว อนาคตอยู่ที่ทักษะ ไม่ใช่เครื่องมือ
ข้อเท็จจริงที่ว่าพนักงานใช้ AI ในงานประจำวันมากถึงกว่าเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ แต่มีเพียงครึ่งกว่าเล็กน้อยที่มั่นใจในทักษะของตัวเอง คือสัญญาณเตือนใหญ่ของทุกองค์กร หากปล่อยให้ช่องว่างนี้อยู่ต่อไป พนักงานจะใช้ AI แบบกดดัน หลีกเลี่ยงงานเสี่ยง และไม่กล้าลองสิ่งใหม่ ผลสุดท้ายคือองค์กรเสียทั้งประสิทธิภาพและนวัตกรรม สิ่งที่ควรเกิดขึ้นคือการออกแบบเส้นทางการฝึกอบรม AI ที่ชัดเจนตามสายงาน ให้พนักงานเห็นว่าต้องเรียนรู้อะไรในแต่ละระดับ ตั้งแต่พื้นฐานจนถึงการออกแบบงานด้วย AI พร้อมทั้งสื่อสารอย่างตรงไปตรงมาว่า AI ไม่ได้มาแทนคน แต่เปลี่ยนวิธีทำงานและทักษะที่ต้องมี เมื่อความมั่นใจด้านทักษะเพิ่มขึ้น พนักงานจะมอง AI เป็นคู่หู ไม่ใช่คู่แข่ง พนักงานไทยใช้ AI ได้คล่องอยู่แล้ว แต่อนาคตจะเป็นของคนที่เรียนรู้ทักษะใหม่อย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่แค่คนที่เปิดเครื่องมือเป็น







