จากวิกฤตสู่ตลาดโลก: ถอดบทเรียนสามแบรนด์บิวตี้

จากวิกฤตสู่ตลาดโลก: ถอดบทเรียนสามแบรนด์บิวตี้
ความสนใจ|แต่งหน้า

หัวใจความสำเร็จของแบรนด์เครื่องสำอาง ไทยในตลาดโลก

การเติบโตของแบรนด์เครื่องสำอาง ไทยในตลาดโลก คือกระบวนการที่ผู้ประกอบการบิวตี้ใช้การวางตำแหน่งแบรนด์ การพัฒนานวัตกรรมสินค้า และการสร้างพันธมิตรส่งออกหลายภูมิภาค เพื่อเปลี่ยนวิกฤตด้านสต๊อก ต้นทุน และข้อจำกัดชายแดนให้กลายเป็นโอกาสขยาย ธุรกิจส่งออก เมคอัพ และสกินแคร์ไปยังตลาดโลก เครื่องสำอาง โดยไม่ยอมลดคุณค่าแบรนด์ด้วยสงครามราคาเป็นหลัก

เมื่อมองสามกรณีศึกษาของ In2It, Happy Sunday และโกลเด้น คอสเมติก จะเห็นภาพชัดว่า การรอดพ้นจากความผันผวนไม่ใช่เรื่องดวง แต่คือการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ที่กล้าเบี่ยงทางเดิมไปสู่ตลาดและรูปแบบธุรกิจใหม่ ในเวทีเสวนาเรื่องเคล็ดลับผู้ส่งออกในธุรกิจที่ยั่งยืน ดร.พรพันธ์ พรมวัง ผู้บริหาร In2It ย้ำว่าไม่มีสูตรสำเร็จใดใช้ซ้ำแล้วชนะได้ในสภาวะเศรษฐกิจผันผวน นี่คือจุดตั้งต้นของบทเรียนสำคัญ: ความยืดหยุ่นและการมองไกลกว่าตลาดเดิม คือเกราะคุ้มกันแบรนด์บิวตี้ยุคใหม่

In2It: จากสต๊อกค้างแสนชิ้นสู่การสร้างแบรนด์ผ่านการส่งออก

กรณีของ In2It แสดงให้เห็นว่า วิกฤตสต๊อกล้นไม่จำเป็นต้องจบลงด้วยการตัดราคาอย่างสิ้นหวัง แต่สามารถกลายเป็นเครื่องมือปูทางสู่ ธุรกิจส่งออก เมคอัพ ได้ หากกล้าคิดต่าง จากการคาดการณ์ยอดขายผิดพลาดจนมีลิปสติกค้างสต๊อกหลักแสนชิ้น ขณะที่ตลาดในประเทศอิ่มตัวและถูกกดราคาจนบั่นทอนกำไรและคุณค่าแบรนด์ ผู้บริหารจึงเลือกเดินเกม “ยอมเสียเพื่อได้คืน” หันไปหาตลาดต่างประเทศ และใช้สินค้าที่ค้างคลังเป็นตัวเปิดประตูแบรนด์

แทนที่จะปล่อยให้สินค้าหมดอายุในโกดัง In2It นำสินค้าค้างสต๊อกไปแจกเป็นของแถมให้คู่ค้าต่างประเทศทดลองตลาดควบคู่กับการเร่งสนับสนุนเอกสารให้ยื่นขอ อย. ในประเทศนั้น ๆ ล่วงหน้า เมื่อกระบวนการทางกฎหมายผ่าน สินค้าที่ผู้บริโภคเคยได้ทดลองใช้ฟรีจนเกิดความประทับใจจึงกลับมาในรูปคำสั่งซื้อระลอกใหม่ ที่สำคัญ แบรนด์ประกาศชัดว่าไม่เล่นสงครามราคา แต่แข่งที่ความยั่งยืนของแบรนด์และการโฟกัสกลุ่มเป้าหมายที่ใช่ การใช้พันธมิตรและเครือข่ายจากภาครัฐเพื่อขยายการส่งออกจึงไม่ใช่ทางเลือกเสริม แต่เป็นแกนหลักยุทธศาสตร์ของแบรนด์เครื่องสำอาง ไทยรายนี้

Happy Sunday: จากครีเอเตอร์สายแต่งหน้าสู่เจ้าของอาณาจักรความสุข

เส้นทางของ Happy Sunday สะท้อนอีกมิติหนึ่งของผู้ประกอบการบิวตี้ยุคโซเชียล ที่เริ่มจากแพสชันและอิทธิพลบนออนไลน์แล้วต่อยอดเป็นธุรกิจเต็มตัว จากเพื่อนสาวสอนแต่งหน้าและคอนเทนต์ครีเอเตอร์ ไอซ์ พาดี้ เปลี่ยนบทบาทตนเองจากคนรีวิวสินค้ามาเป็นคนสร้างสินค้า ดูแลทีม และรับผิดชอบระบบธุรกิจทั้งระบบ เป็นเส้นทางที่เธอเรียกว่า “Passion to Profession” การเปลี่ยนความชอบให้กลายเป็นอาชีพ และยังทำทั้งสองบทบาทควบคู่กัน เพราะทั้งสองอย่างคือสิ่งที่เธอรัก

จุดแข็งของ Happy Sunday ไม่ได้อยู่ที่การแข่งราคากับแบรนด์อื่น แต่มาจากการสร้างประสบการณ์แบรนด์ที่เชื่อมโยงกับชีวิตประจำวันของลูกค้า ตั้งแต่ดีไซน์สินค้าไปจนถึงบรรจุภัณฑ์ที่ออกแบบให้เป็น “อาณาจักรแห่งความสุข” ตั้งโต๊ะที่บ้านได้ เพื่อให้ทุกครั้งที่มองเห็นรู้สึกว่ามีชิ้นส่วนของ Happy Sunday อยู่ในพื้นที่ตัวเอง เธอยอมรับว่าเริ่มต้นโดยแทบไม่รู้เรื่องธุรกิจ ต้องเรียนรู้เรื่องต้นทุน การผลิต ระบบหลังบ้าน และการบริหารสต๊อกจากศูนย์ แต่ความตั้งใจจะให้ลูกค้าใช้ของดีและมีความสุขในทุกวัน ทำให้แบรนด์เครื่องสำอาง ไทยรายนี้ใช้โซเชียลมีเดียและความเชี่ยวชาญการแต่งหน้าเป็นสะพานไปสู่ตลาดโลก เครื่องสำอางโดยเน้นคุณค่าแบรนด์มากกว่าโปรโมชั่นราคา

จากวิกฤตสู่ตลาดโลก: ถอดบทเรียนสามแบรนด์บิวตี้

โกลเด้น คอสเมติก: รายเล็กชายแดนพลิกเกมสู่การกระจายตลาด

กรณีของโกลเด้น คอสเมติกจากจังหวัดตราด เป็นตัวอย่างชัดเจนว่า ผู้ประกอบการรายเล็กในธุรกิจสกินแคร์และเมคอัพสามารถคิดแบบผู้เล่นระดับโลกได้ เมื่อสถานการณ์ปิดด่านชายแดนกัมพูชากว่า 1 ปีและกระแสแบนสินค้าจากประเทศต้นทางทำให้ยอดขายหายไปกว่า 50% แบรนด์ที่เคยพึ่งพาตลาด CLMV ต้องปรับทั้งบรรจุภัณฑ์และระบบขนส่ง จากการขนส่งทางรถยนต์ผ่านด่านชายแดน ไปใช้ทางเรือผ่านท่าเรือใหญ่ ใช้เวลารอนานถึง 2 เดือน และมีค่าขนส่งล็อตหนึ่งเพิ่มขึ้นอีก 7,000-8,000 บาทจากมูลค่าการส่งออก 190,000 บาท

แทนที่จะยอมติดกับด่านเดียว โกลเด้น คอสเมติกหันมาเน้นกระจายความเสี่ยงด้วยการขยายฐานลูกค้า OEM ในภูมิภาคใหม่ ใช้มาตรฐานการผลิตระดับสากล เช่น GMP, ISO และ Halal เป็นจุดแข็งในการทำเอกสารนำเข้า-ส่งออก เพื่อลดการพึ่งพาลูกค้ารายใหญ่เพียงไม่กี่ราย เป้าหมายในอีก 5 ปี คือการดันยอดขายจาก 45-50 ล้านบาทให้ทะลุ 100 ล้านบาท ซึ่งหมายถึงการเติบโตอย่างน้อยปีละ 15% เส้นทางนี้สะท้อนว่าการแข่งขันในตลาดกัมพูชาที่เน้นสินค้าราคาถูกไม่ใช่สนามเดียวของแบรนด์ การดันเข้า ตลาดโลก เครื่องสำอาง ทาง OEM จึงเป็นยุทธศาสตร์ที่เข้มแข็งกว่าเกมตัดราคาหน้าด่าน

จากวิกฤตสู่ตลาดโลก: ถอดบทเรียนสามแบรนด์บิวตี้

บทสรุป: นวัตกรรม การกระจายตลาด และพันธมิตรคือสามขาโต๊ะ

เมื่อมองภาพรวมสามแบรนด์ จะเห็นสูตรร่วมที่น่าสนใจสำหรับผู้ประกอบการบิวตี้ที่อยากเติบโตในตลาดโลก เครื่องสำอาง นั่นคือการผสานนวัตกรรมสินค้าเข้ากับการกระจายตลาดและการสร้างพันธมิตรระหว่างประเทศ ในกรณีของ In2It การเติบโตตลอดกว่า 25 ปีไม่ได้เกิดจากการระบายสต๊อกเพียงอย่างเดียว แต่คือการวางรากฐานนวัตกรรมและเอกลักษณ์ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภค พร้อมใช้เครือข่ายภาครัฐในการสร้างคอนเนกชันส่งออก Happy Sunday ใช้แพสชันและตัวตนบนโซเชียลเป็นเชื้อเพลิงสร้างแบรนด์ ไลฟ์สไตล์ที่ฝังตัวในบ้านลูกค้า ขณะที่โกลเด้น คอสเมติกยอมเหนื่อยเพิ่มด้านโลจิสติกส์และเอกสาร เพื่อแลกกับการหลุดจากการผูกติดตลาดเดียว

ข้อคิดสำคัญคือ การทำ แบรนด์เครื่องสำอาง ไทยให้ยั่งยืนไม่อาจฝากไว้กับราคาถูกหรือยอดไลก์ระยะสั้น แต่ต้องยอมรับว่าทุกก้าวตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำเต็มไปด้วยโจทย์ใหม่ ทั้งต้นทุน การผลิต สต๊อก กระแสเงินสด และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปในทุกวัน ผู้ประกอบการที่ยอมเรียนรู้จากบาดแผลทางธุรกิจ กล้าทดลองกลยุทธ์ใหม่ และมองข้ามพรมแดนเดิม จะมีโอกาสเปลี่ยนวิกฤตให้กลายเป็นบันไดสู่ ธุรกิจส่งออก เมคอัพ ที่เติบโตบนคุณค่าแบรนด์ แทนที่จะถูกดันให้เล่นสงครามราคาที่ไม่มีผู้ชนะอย่างแท้จริง

จากวิกฤตสู่ตลาดโลก: ถอดบทเรียนสามแบรนด์บิวตี้

ZestBuy ได้รับค่าคอมมิชชั่นเมื่อคุณช้อปผ่านลิงก์ของเรา โดยคุณไม่ต้องจ่ายเพิ่ม

You May Also Like

Comments
พูดอะไรบางอย่าง...
ยังไม่มีความคิดเห็น มาเป็นคนแรกที่แบ่งปันความคิดเห็นของคุณ!