จากข่าวความรุนแรงสู่คำถามใหญ่: ทำไมโรงเรียนยังไม่มีนักจิตวิทยาประจำการ
นักจิตวิทยาประจำโรงเรียน คือบุคลากรด้านสุขภาพจิตที่ทำงานประจำในสถานศึกษาอย่างต่อเนื่อง มีหน้าที่ประเมิน ป้องกัน และดูแลปัญหาทางอารมณ์และพฤติกรรมของเด็กตั้งแต่ระยะเริ่มต้น เชื่อมข้อมูลระหว่างครู ผู้ปกครอง และหน่วยงานเชี่ยวชาญ เพื่อสร้างระบบดูแลสุขภาพจิตเด็กเชิงป้องกัน ไม่ใช่รอแก้ปัญหาเมื่อเกิดเหตุรุนแรงหรือวิกฤตทางจิตใจแล้วเท่านั้น
เหตุการณ์ความรุนแรงในโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2569 กลายเป็นจุดที่ทำให้สังคมต้องย้อนมองโครงสร้างการดูแลใจเด็กในโรงเรียนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2569 น.ส.วงศ์อะเคื้อ บุญศล ส.ส.สกลนคร และรองโฆษกพรรคกล้าธรรม ออกมาเรียกร้องให้ภาครัฐจัดนักจิตวิทยาประจำโรงเรียนให้ครบทุกแห่งทั่วประเทศ นี่ไม่ใช่ข้อเสนอทางเทคนิค แต่เป็นการชี้ให้เห็นว่าเราปล่อยให้โรงเรียนรับมือวิกฤตหนักขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่มีผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตประจำการอย่างเป็นระบบ
ปัจจุบัน โรงเรียนจำนวนมากถูกฝากภาระด้านจิตใจไว้ที่ครูประจำชั้นหรือครูแนะแนว ทั้งที่บทบาทหลักของพวกเขาคือการสอน เมื่อไม่มีนักจิตวิทยาประจำโรงเรียน ช่องว่างระหว่างสิ่งที่เด็กเผชิญกับความช่วยเหลือที่เข้าถึงได้จึงกว้างขึ้นทุกวัน เหตุการณ์รุนแรงที่ปรากฏในข่าวเป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็งของ “ภัยในใจ” ที่เราไม่เคยมองอย่างจริงจัง

สุขภาพจิตเด็ก: ปัญหาเรื้อรังที่ป้องกันได้ แต่เราเลือกวิ่งไล่ตาม
สุขภาพจิตเด็กในโรงเรียนมักถูกพูดถึงก็ต่อเมื่อเกิดเหตุรุนแรง ทั้งที่ความเครียด ความกดดัน การกลั่นแกล้ง และการโดดเดี่ยวเป็นสิ่งที่เด็กจำนวนมากเผชิญเป็นประจำในชีวิตเรียน งานเสวนาเชิงวิชาการด้านความปลอดภัยในโรงเรียนชี้ให้เห็นชัดว่า “ภัยทางจิตใจ” เงียบเชียบแต่ทิ้งร่องรอยความเสียหายได้ยาวนานกว่าบาดแผลทางกาย เราจึงไม่มีข้ออ้างใดที่จะรอจนเด็กส่งสัญญาณวิกฤตแล้วค่อยเคลื่อนไหว
ข้อเสนอสำคัญจากนักจิตวิทยาคือการสร้างวัฒนธรรมเชิงป้องกัน ดูแลสุขภาพจิตตั้งแต่ตอนที่ทุกอย่างยัง “ดูปกติ” ไม่ใช่ระบบแจ้งเตือนเมื่อไฟไหม้ไปแล้ว การบ่มเพาะสมรรถนะด้านสุขภาพจิต เช่น การรู้เท่าทันอารมณ์ตนเอง การดูแลใจเบื้องต้น การขอความช่วยเหลือ และการเชื่อมต่อกับคนรอบข้าง ต้องเริ่มตั้งแต่ระดับประถม ไม่ใช่ตัวเลือกเสริม แต่เป็นทักษะชีวิตพื้นฐานเทียบเท่าการอ่านออกเขียนได้
เมื่อไม่มีระบบป้องกัน เด็กที่เปราะบางจะถูกทิ้งให้จัดการกับความทุกข์ลำพัง ครอบครัวมักรู้เมื่อทุกอย่างสายไปแล้ว โรงเรียนเองก็ต้องรับบทเหยื่อของโศกนาฏกรรมซ้ำแล้วซ้ำเล่า ความรุนแรงในสถานศึกษาไม่ได้เป็น “เรื่องส่วนตัวของเด็กบางคน” แต่สะท้อนระบบที่ไม่ยอมลงทุนกับสุขภาพจิตเด็กในฐานะโครงสร้างพื้นฐานของการศึกษา

ทำไมเรายังไม่มีนักจิตวิทยาประจำโรงเรียนครบทุกแห่ง
แม้จะมีเสียงเรียกร้องให้จัดนักจิตวิทยาประจำโรงเรียนครบทุกแห่งทั่วประเทศ แต่ความเป็นจริงคือโรงเรียนจำนวนมากยังไม่มีผู้เชี่ยวชาญด้านนี้ประจำการ เหตุผลไม่ได้มีเพียงงบประมาณ หากยังรวมถึงโครงสร้างราชการที่ยังมองสุขภาพจิตเป็น “ภารกิจเสริม” มากกว่าหน้าที่หลัก การจัดอัตรากำลังมักให้ความสำคัญกับครูสอนวิชาหลัก มากกว่าบุคลากรที่ดูแลชีวิตภายในของเด็ก
อีกด้านหนึ่ง สังคมยังมีทัศนคติที่มองการพบจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาเป็นเรื่องของ “คนมีปัญหา” ไม่ใช่ส่วนหนึ่งของการดูแลตัวเองในชีวิตประจำวัน ทัศนคตินี้ส่งผลให้การผลักดันตำแหน่งนักจิตวิทยาประจำโรงเรียนถูกมองว่าเกินจำเป็น ทั้งที่ในความเป็นจริง เด็กทุกคนควรมีสิทธิ์เข้าถึงผู้เชี่ยวชาญอย่างเท่าเทียม ไม่ใช่เฉพาะกรณีที่เกิดเหตุร้ายแล้วมีทีมเยียวยาลงพื้นที่
ในระดับปฏิบัติการ โรงเรียนมักทุ่มทรัพยากรไปกับมาตรการทางกายภาพ เช่น กล้องวงจรปิดหรือเครื่องตรวจโลหะ ทั้งที่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าสิ่งเหล่านี้อาจให้เพียงความรู้สึกปลอดภัยปลอมๆ หากเราไม่ปิดช่องว่างเชิงข้อมูลและเชิงความสัมพันธ์ภายในโรงเรียน การไม่มีนักจิตวิทยาประจำโรงเรียนจึงไม่ใช่แค่เรื่องตำแหน่งว่าง แต่คือการขาดฟันเฟืองสำคัญในระบบเตือนภัยด้านจิตใจ

จาก Safe Zone สู่ Safe Haven: โรงเรียนต้องเป็นที่ลี้ภัยทางใจ ไม่ใช่แค่สถานที่เรียนหนังสือ
น.ส.วงศ์อะเคื้อเสนอว่าโรงเรียนต้องเป็น Safe Zone หรือพื้นที่ปลอดภัยที่แท้จริงสำหรับเด็กทุกคน เพื่อให้การป้องกันเกิดขึ้นก่อน ไม่ใช่เยียวยาที่ปลายเหตุ แนวคิดนี้สอดคล้องกับข้อเสนอเชิงวิชาการเรื่อง Safe Haven ซึ่งนิยามโรงเรียนในฐานะ “พื้นที่ลี้ภัยทางใจ” ที่มั่นคง ไม่ใช่สวรรค์เพ้อฝัน แต่คือที่ที่เด็กไม่ต้องกลัวการถูกตัดสิน ถูกบูลลี่ หรือถูกเพิกเฉยต่อความทุกข์ของตน
หัวใจของ Safe Haven คือการสร้างระบบนิเวศแห่งความไว้วางใจ เด็กต้องรู้สึกว่าหากตนเริ่มแยกตัว เปลี่ยนพฤติกรรมการสื่อสาร หรือแสดงออกด้วยความกลัวเมื่อพูดถึงความรุนแรง จะมีผู้ใหญ่ที่สังเกตเห็นและขยับตัวทันที ครูจึงไม่ควรถูกคาดหวังให้เป็นผู้วินิจฉัยโรคจิตเวช แต่ควรทำหน้าที่เป็น “ผู้สังเกตการณ์และคัดกรอง” ส่งข้อมูลต่อให้ทีมผู้เชี่ยวชาญอย่างรวดเร็ว
อย่างไรก็ตาม ระบบนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากโรงเรียนไม่มีนักจิตวิทยาประจำการเป็นศูนย์กลางของการประเมินและประสานงาน เมื่อไม่มีคนรับไม้ต่อ ข้อมูลสัญญาณเตือนก็วนเวียนอยู่กับครู เพื่อน หรือผู้ปกครองโดยไม่ถูกเชื่อมต่อเป็นภาพรวม ผลคือโรงเรียนยังไม่อาจกลายเป็น Safe Haven ที่แท้จริง และความรุนแรงในสถานศึกษายังคงปะทุขึ้นอย่างไร้ระบบเตือนล่วงหน้า

ถึงเวลาปรับสมการความปลอดภัยในโรงเรียน: ลงทุนกับใจเด็กก่อนต้องลงทุนกับการเยียวยา
ทุกครั้งที่เกิดความรุนแรงในสถานศึกษา เราได้เห็นวงจรเดิมๆ: สังคมตกใจ รัฐเร่งเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยทางกายภาพ แล้วทุกอย่างค่อยๆ เงียบหายไป ขณะที่บาดแผลในใจเด็กยังคงอยู่ การทำให้โรงเรียนปลอดภัยจึงต้องเริ่มจากการยอมรับว่า “ความปลอดภัยทางจิตใจ” สำคัญไม่น้อยกว่าประตูล็อกแน่นหรือกล้องวงจรปิดแน่นหนา
คำตอบเชิงระบบประกอบด้วยอย่างน้อย 3 มิติที่ต้องเดินคู่กัน หนึ่ง การจัดนักจิตวิทยาประจำโรงเรียนให้ครบทุกแห่ง พร้อมกำหนดบทบาทชัดเจนว่าต้องทำงานเชิงรุก เข้าถึงเด็ก ประเมินความเสี่ยง และประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทันเวลา สอง การฝึกครูให้เป็นด่านหน้าในการสังเกตและคัดกรอง โดยมีระบบรองรับ ไม่ใช่แบกรับภาระลำพัง และสาม การสร้างวัฒนธรรมที่เปิดพื้นที่ให้เด็กพูดคุยเรื่องความรู้สึกได้โดยไม่ถูกมองว่า “อ่อนแอ”
ผลกระทบเชิงปฏิบัติต่อคนทั่วไปชัดเจนมาก การเปลี่ยนโรงเรียนให้เป็น Trust Zone เป็นหน้าที่ของทุกคนในระบบนิเวศ ไม่ว่าจะเป็นครู ผู้บริหาร ผู้ปกครอง หรือเพื่อนร่วมชั้น ต้องช่วยกันสร้างบรรยากาศที่ลดการตัดสิน เพิ่มการรับฟัง และประสานข้อมูลเมื่อเห็นสัญญาณอันตราย เพื่อไม่ให้ใครต้องแบกรับแผลในใจไว้ลำพังจนสายเกินแก้ หากเรายังลังเลที่จะลงทุนกับสุขภาพจิตเด็ก เราก็ยอมรับโดยปริยายว่าความรุนแรงครั้งต่อไปเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้






