ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกัน

ดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกันดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

ภาษีนำเข้าโดรน 100 เปอร์เซ็นต์ สงครามภาษีที่สะเทือนราคาและห่วงโซ่อุปทาน

ภาษีนำเข้าโดรน 100 เปอร์เซ็นต์ สงครามภาษีที่สะเทือนราคาและห่วงโซ่อุปทาน
ความสนใจ|ถ่ายภาพทางอากาศด้วยโดรน

ภาษีนำเข้าโดรน 100 เปอร์เซ็นต์คืออะไร และทำไมโลกโดรนต้องสนใจ

ภาษีนำเข้าโดรน คือมาตรการที่รัฐเรียกเก็บภาษีจากอากาศยานไร้คนขับและส่วนประกอบโดรนที่นำเข้าจากต่างประเทศ เพื่อควบคุมความเสี่ยงด้านความมั่นคง ลดการพึ่งพาเทคโนโลยีต่างชาติ และปรับสมดุลการแข่งขันระหว่างผู้ผลิตในประเทศกับต่างชาติ มาตรการนี้มีผลโดยตรงต่อราคาโดรนไร้คนขับในตลาด ต้นทุนของผู้ส่งออก และการจัดวางห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมโดรนทั้งระบบ

หัวใจของเรื่องอยู่ที่การที่ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา โดนัลด์ ทรัมป์ ใช้มาตรา 232 แห่งกฎหมาย Trade Expansion Act of 1962 เพื่อออกแถลงการณ์ปรับขึ้นภาษีนำเข้าระบบอากาศยานไร้คนขับและส่วนประกอบ โดยอ้างเหตุผลด้านความมั่นคงแห่งชาติ การขยับครั้งนี้ไม่ใช่แค่สงครามภาษีตามปกติ แต่เป็นการส่งสัญญาณชัดเจนว่ารัฐมองเทคโนโลยีโดรนเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านความมั่นคงเทียบเท่าอาวุธยุทโธปกรณ์ และพร้อมสร้างกำแพงสูงล้อมตลาดตนเอง

มาตรการใหม่กำหนดภาษีนำเข้าโดรนไร้คนขับในกลุ่ม Annex I สูงสุดถึง 100 เปอร์เซ็นต์สำหรับโดรนที่มีน้ำหนักวิ่งขึ้นสูงสุดเกิน 25 กิโลกรัม โดรนที่ติดตั้งกล้องถ่ายภาพความร้อน ฐานปฏิบัติการอัตโนมัติ และชิ้นส่วนสำคัญบางประเภท โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 3 กันยายน ส่วนโดรนขนาดเล็กกว่าน้ำหนักไม่เกิน 25 กิโลกรัมถูกเก็บภาษี 25 เปอร์เซ็นต์ใน Annex II ในวันเดียวกัน ขณะเดียวกันยังมี Annex III ที่จะตามมาภายหลังสำหรับส่วนประกอบโดรนบางรายการ

ภาษีนำเข้าโดรน 100 เปอร์เซ็นต์ สงครามภาษีที่สะเทือนราคาและห่วงโซ่อุปทาน

เป้าหมายลดพึ่งพาเทคโนโลยีจีน แต่สะเทือนแบรนด์ดังและโครงสร้างราคา

แม้มาตรการจะระบุว่าเก็บจากโดรนและส่วนประกอบที่นำเข้าจากต่างประเทศ แต่สิ่งที่อ่านออกได้ชัดคือการมุ่งลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากจีนในระบบโดรนของสหรัฐฯ โดยเฉพาะแบรนด์ที่ครองตลาดระดับโลกอยู่แล้วอย่าง DJI ซึ่งปัจจุบันถือครองส่วนแบ่งตลาดโดรนโลกมากกว่าสองในสามและเป็นผู้จัดจำหน่ายหลักในสหรัฐฯ ด้วย เมื่อกำแพงภาษีสูงสุด 100 เปอร์เซ็นต์ถูกตั้งขึ้น การเข้าถึงตลาดสหรัฐฯ ของแบรนด์เหล่านี้ย่อมยากขึ้นอย่างไม่ต้องสงสัย

เงื่อนไขภาษีแยกเป็นชั้นชัดเจน โดรนเกรดมืออาชีพหรือกึ่งทหาร เช่น รุ่นที่หนักเกิน 25 กิโลกรัม ติดกล้องถ่ายภาพความร้อน หรือใช้ฐานปฏิบัติการอัตโนมัติ ถูกผลักขึ้นไปจ่ายภาษีนำเข้าโดรนระดับ 100 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่โดรนซีรีส์ขนาดเล็กที่ไม่เข้าข่ายความสามารถดังกล่าว เช่น กลุ่ม Mini หรือ Air ของแบรนด์จีนชื่อดัง ถูกเก็บที่อัตรา 25 เปอร์เซ็นต์ในกลุ่ม Annex II สัญญาณคือรัฐต้องการกันโดรนที่ถูกตีความว่าเข้าใกล้ขีดความสามารถทางทหารมากที่สุด

ยิ่งไปกว่านั้น โดรนและส่วนประกอบจากสหภาพยุโรป ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน สวิตเซอร์แลนด์ และลิกเตนสไตน์ ได้รับอัตราภาษีพิเศษรวมไม่เกิน 15 เปอร์เซ็นต์ และจากสหราชอาณาจักรไม่เกิน 10 เปอร์เซ็นต์ หากผ่านเงื่อนไขด้านแหล่งกำเนิดฮาร์ดแวร์ซอฟต์แวร์และเทคโนโลยี การให้สิทธิพิเศษกับกลุ่มพันธมิตรนี้สะท้อนทิศทางแบ่งขั้วห่วงโซ่อุปทานโดรนอย่างชัดเจน และกดดันผู้ผลิตที่ตั้งฐานอยู่ในประเทศนอกกลุ่มพันธมิตรให้ต้องทบทวนยุทธศาสตร์ระยะยาว

ภาษีนำเข้าโดรน 100 เปอร์เซ็นต์ สงครามภาษีที่สะเทือนราคาและห่วงโซ่อุปทาน

ผลกระทบต่อผู้ส่งออกและผู้ผลิตในภูมิภาค แรงกดดันต้นทุนที่หนีไม่พ้น

แม้จะไม่อยู่ในกลุ่มประเทศที่ได้รับอัตราภาษีพิเศษ แต่มูลค่าส่งออกอากาศยานไร้คนขับและส่วนประกอบไปยังสหรัฐฯ กลับเติบโตแรงอย่างต่อเนื่อง โดยสถิติการส่งออกโดรนไร้คนขับภายใต้พิกัด 8806 ไปสหรัฐฯ ระหว่างปี 2566 ถึง 2568 เพิ่มจากราวหลักหน่วยไปสู่ตัวเลขที่เติบโตเฉลี่ยต่อปีมากกว่า 200 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่การส่งออกส่วนประกอบโดรนภายใต้พิกัด 8807 เติบโตเฉลี่ยต่อปีเกือบ 7 เปอร์เซ็นต์ ตัวเลขเหล่านี้แปลตรงตัวได้ว่า มาตรการภาษีใหม่มีโอกาสกระทบผู้ประกอบการอย่างมีนัยสำคัญ ไม่ใช่แค่เสียงรบกวนเล็กน้อย

กรมการค้าต่างประเทศเองยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า มาตรการดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับระบบ UAS และส่วนประกอบโดรนอย่างมีนัยสำคัญ จึงขอให้ผู้ประกอบการตรวจสอบรายการสินค้าใน Annex I ถึง IV ให้ครบถ้วน เพื่อวางแผนด้านต้นทุนและราคาขายเพื่อลดผลกระทบจากมาตรการให้ได้มากที่สุด ข้อความนี้ไม่ใช่คำเตือนเชิงพิธีการ แต่คือการบอกว่าผู้ส่งออกและผู้ผลิตไม่มีทางหลีกเลี่ยงแรงกดดันด้านต้นทุนจากกำแพงภาษีครั้งนี้

ในเชิงราคา แม้จะไม่มีการระบุราคาขายปลีกที่ชัดเจน แต่ด้วยภาษีนำเข้าโดรนระดับ 25 ถึง 100 เปอร์เซ็นต์ ต้นทุนรวมของสินค้าในตลาดสหรัฐฯ ย่อมขยับขึ้นตาม การรักษาระดับราคาปัจจุบันจึงแทบเป็นไปไม่ได้ ผู้ประกอบการปลายน้ำอาจต้องเลือกตัดมาร์จิ้น เปลี่ยนสเปกส่วนประกอบโดรน หรือเลื่อนการลงทุนโครงการโดรนไร้คนขับบางประเภทออกไปชั่วคราว สภาพนี้สะท้อนภาพเดียวกันทั่วภูมิภาคเมื่อห่วงโซ่อุปทานเชื่อมโยงกันแน่นหนา

ภาษีนำเข้าโดรน 100 เปอร์เซ็นต์ สงครามภาษีที่สะเทือนราคาและห่วงโซ่อุปทาน

ห่วงโซ่อุปทานโดรนแตกขั้ว ผู้ประกอบการต้องวางแผนสำรองก่อนจะสาย

มาตรการสหรัฐฯ ไม่ได้หยุดที่ตัวสินค้าแต่ลามไปถึงส่วนประกอบโดรนใน Annex III ซึ่งจะถูกเก็บภาษี 25 เปอร์เซ็นต์สำหรับชิ้นส่วนบางประเภท โดยตั้งใจเว้นระยะ 180 วันก่อนมีผลตั้งแต่ 9 กุมภาพันธ์ 2570 เพื่อเปิดโอกาสให้มีการย้ายหรือเพิ่มการผลิตในสหรัฐฯ ระยะผ่อนผันนี้คือคำเชิญชวนให้ผู้ผลิตมาอยู่ด้านในกำแพง หากใครไม่ขยับก็ต้องยอมจ่ายภาษีเพิ่มต่อไป

ในเชิงยุทธศาสตร์ นี่คือสัญญาณชัดว่าโซ่อุปทานโดรนกำลังแตกเป็นสองขั้ว ฝั่งที่ตั้งฐานการผลิตและพัฒนาภายในกลุ่มประเทศพันธมิตรสหรัฐฯ กับฝั่งที่ยังพึ่งการผลิตจากจีนและประเทศนอกกลุ่ม การพึ่งพาส่วนประกอบโดรนจากฐานเดิมโดยไม่กระจายความเสี่ยงจึงเริ่มกลายเป็นความเสี่ยงเชิงระบบ ผู้ผลิตที่มองการณ์ไกลจำเป็นต้องทำแผนสำรอง เช่น หาแหล่งผลิตส่วนประกอบที่ได้สิทธิภาษีพิเศษ ทบทวนการใช้ซอฟต์แวร์จากผู้ผลิตที่มีข้อกังวลด้านความมั่นคง หรือพิจารณาการตั้งโรงงานประกอบใกล้ตลาดสหรัฐฯ

เบื้องต้น สิ่งที่ควรทำทันทีคือหนึ่ง ตรวจสอบพิกัดศุลกากรตาม Annex I ถึง IV ให้ชัดเจน ก่อนเซ็นสัญญาส่งออกหรือรับจ้างผลิตสอง เจรจาปรับโครงสร้างราคากับคู่ค้า โดยสื่อสารภาระภาษีใหม่อย่างโปร่งใส และสาม วางแผนกระจายตลาด หลีกเลี่ยงการผูกอนาคตบริษัทไว้กับตลาดสหรัฐฯ เพียงแห่งเดียว มาตรการภาษีนำเข้าโดรนครั้งนี้ไม่ใช่คลื่นลูกเดียวแล้วจบ แต่เป็นสัญญาณของยุคที่เทคโนโลยีโดรนถูกดึงเข้าสู่สนามภูมิรัฐศาสตร์เต็มตัว ผู้ประกอบการที่ปรับตัวทันจะรอดและอาจโตต่อได้ ส่วนใครที่ยังมองว่าภาษีเป็นเรื่องไกลตัวจะพบว่าต้นทุนและราคาขายหนีความจริงไม่พ้น

ZestBuy ได้รับค่าคอมมิชชั่นเมื่อคุณช้อปผ่านลิงก์ของเรา โดยคุณไม่ต้องจ่ายเพิ่ม

You May Also Like

Comments
พูดอะไรบางอย่าง...
ยังไม่มีความคิดเห็น มาเป็นคนแรกที่แบ่งปันความคิดเห็นของคุณ!