จากกล้องเสริมมือถือ สู่ศูนย์กลางใหม่ของโลกภาพนิ่งและวิดีโอ
ตลาดกล้องดิจิตอลสมัยใหม่กำลังแบ่งออกเป็นสองขั้วหลัก ระหว่างกล้องมิเรอร์เลสและกล้องถอดเปลี่ยนเลนส์ระดับพรีเมียม กับกล้อง handheld smart camera อย่างแอ็กชันแคม กล้อง 360 และกล้องกิมบอลที่รวมเลนส์ เซนเซอร์ และระบบกันสั่นไว้ในร่างกะทัดรัด โดยกลุ่มหลังเติบโตเร็วและปริมาณการส่งออกสูงจนกลายเป็นตัวขับเคลื่อนหลักของอุตสาหกรรมภาพนิ่งและวิดีโอในตอนนี้
จุดเปลี่ยนล่าสุดมาจากรายงานไตรมาสล่าสุดของบริษัทวิจัย IDC ที่จัดประเภทผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้ว่าเป็น handheld smart camera และรายงานตัวเลขส่งออกทั่วโลกออกมาเมื่อวันที่ 23 กันยายนที่ผ่านมา ตัวเลขนี้เมื่อเอามาเทียบกับสถิติจากสมาคมกล้องของผู้ผลิตญี่ปุ่นซึ่งรวมกล้องมิเรอร์เลส DSLR และคอมแพ็กต์ทั้งหมดแล้ว กลับเผยภาพที่ไม่คาดคิด คือผู้เล่นรายเดียวในฝั่ง handheld อย่าง DJI กลับส่งออกกล้องได้มากกว่าผู้ผลิตดั้งเดิมทั้งหมดรวมกัน เหตุการณ์นี้ไม่ใช่เพียงการแย่งยอดขาย แต่คือการเปลี่ยนวิธีคิดของผู้ใช้กล้องทั้งมือสมัครเล่นและมืออาชีพ
DJI กล้องดิจิตอล ที่ส่งออกมากกว่าทั้งอุตสาหกรรมมิเรอร์เลส
หากมองเฉพาะตัวเลข DJI กล้องดิจิตอลในหมวด handheld smart camera คือสัตว์ประหลาดของตลาด รายงานระบุว่าในปี 2025 DJI ส่งออกกล้อง handheld กว่า 10 ล้านเครื่องเป็นครั้งแรก ขณะที่ยอดส่งออกกล้องดิจิตอลทั้งหมดของผู้ผลิตญี่ปุ่นในสมาคม รวมทั้งกล้องมิเรอร์เลส DSLR และคอมแพ็กต์อยู่ที่ราว 9.4 ล้านเครื่องเท่านั้น หมายความว่า DJI เพียงรายเดียวส่งออกกล้องได้มากกว่าบริษัทญี่ปุ่นทั้งหมดรวมกัน
เมื่อรวมพลังกับ Insta360 ภาพยิ่งชัดขึ้น IDC ระบุว่าทั้งสองแบรนด์ครองส่วนแบ่งมากกว่าร้อยละ 90 ของตลาดกล้อง handheld ทั่วโลก โดย DJI ส่งออกประมาณสามในสี่ของจำนวนทั้งหมด ส่วน Insta360 ราวหนึ่งในห้า ปล่อยให้คู่แข่งรายอื่นรวมถึง GoPro เหลือส่วนแบ่งไม่ถึงหนึ่งในสิบของตลาด กล่าวได้เต็มปากว่า “ตลาด handheld กลายเป็นตลาดของสองบริษัท” และบริษัทเหล่านั้นไม่ได้อยู่ในกลุ่มผู้ผลิตกล้องมิเรอร์เลสดั้งเดิมอีกต่อไป

กล้องมิเรอร์เลส vs handheld เมื่อปริมาณชนะ แต่กำไรเล่า
หากมองในมุม กล้องมิเรอร์เลส vs handheld ภาพยิ่งน่าตกใจ กล้องมิเรอร์เลสจากผู้ผลิตญี่ปุ่นมียอดส่งออกประมาณ 6.1–6.3 ล้านเครื่องต่อปี ขณะที่ DJI และ Insta360 รวมกันส่งออก handheld smart camera ราว 13.8 ล้านเครื่อง หรือมากกว่าตลาดมิเรอร์เลสทั้งตลาดมากกว่าสองเท่า หมวด handheld จึงไม่ได้เป็นแค่ของเล่นเสริมมือถืออีกต่อไป แต่กลายเป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์หลักที่กินส่วนแบ่งสายตาและงบประมาณของผู้ใช้จำนวนมาก
อย่างไรก็ตาม เกมนี้ไม่ได้มีแค่ “ใครขายได้มากกว่า” เพราะตัวเลขราคาชี้ให้เห็นทิศทางที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง ฝั่ง handheld ปริมาณส่งออกเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วแต่ราคาขายเฉลี่ยลดลงต่อเนื่อง ส่งผลให้บริษัทอย่าง Insta360 รายงานว่ารายได้เติบโตประมาณครึ่งหนึ่งแต่กำไรหายไปถึง 94 เปอร์เซ็นต์ ตรงข้ามกับฝั่งกล้องมิเรอร์เลสที่ยอดเครื่องลดลงเล็กน้อย แต่มูลค่ารวมกลับเพิ่มขึ้น แปลว่าผู้ผลิตกำลังดันตัวเองไปสู่ตลาดพรีเมียม ยอมขายน้อยลงแต่ได้กำไรมากขึ้น
ผู้ใช้กำลังเลือกอะไรอยู่จริงๆ ระหว่างความเล็กง่าย กับระบบใหญ่ยืดหยุ่น
ตัวเลขส่วนแบ่งที่ DJI และ Insta360 กวาดไปไม่ได้แปลว่ากล้องมิเรอร์เลสตาย แต่สะท้อนว่าความต้องการของผู้ใช้กำลังแตกออกเป็นสองโลกชัดเจน โลกแรกคือกลุ่มผู้ใช้ปริมาณสูงที่ต้องการกล้องเล็ก ใช้ง่าย ราคาเข้าถึงได้ แข่งโดยตรงกับสมาร์ตโฟนมากกว่าจะสู้กับกล้องเปลี่ยนเลนส์ โลกที่สองคือผู้ใช้ที่ยอมจ่ายแพงขึ้นเพื่อคุณภาพไฟล์ การเปลี่ยนเลนส์ และการควบคุมระดับมืออาชีพ
สิ่งที่น่าสังเกตคือ กล้องกิมบอลขนาดพกพาตอนนี้ไม่ใช่แค่กล้องเล็กคุณภาพกลางอีกต่อไป เพราะมาพร้อมเซนเซอร์ใหญ่ระดับ 1 นิ้ว และรองรับการบันทึก 10-bit log จนถูกนำไปทดสอบในห้องแล็บเดียวกับกล้องระดับภาพยนตร์ และผลลัพธ์ออกมาน่าประหลาดใจหลายครั้ง แปลว่าขอบเขตระหว่าง “กล้องเล่นสนุก” กับ “กล้องทำงานจริงจัง” กำลังเบลอมากขึ้น สำหรับครีเอเตอร์จำนวนมาก การมี DJI กล้องดิจิตอล handheld ติดกระเป๋า พร้อมกล้องมิเรอร์เลสตัวหลักอีกหนึ่งเครื่อง กลายเป็นชุดทำงานที่สมเหตุสมผล
อนาคตเมื่อสองตลาดเดินคู่กัน และกติกาใหม่ของผู้เล่นกล้อง
สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นไม่ใช่ศึกตัดสินแพ้ชนะระหว่าง handheld กับกล้องมิเรอร์เลส แต่เป็นการแยกตัวของตลาดออกเป็นสองธุรกิจที่เติบโตคู่กัน ฝั่งกล้อง handheld smart camera เติบโตแรงจน IDC คาดว่าปี 2030 ปริมาณจะขึ้นไปแตะราว 40 ล้านเครื่องทั่วโลก ขณะที่ฝั่งกล้องเปลี่ยนเลนส์ยังคงดันตัวเองขึ้นสู่ระดับพรีเมียมมากขึ้นเรื่อยๆ และไม่จำเป็นต้องมีปริมาณเทียบเท่าเพื่ออยู่รอด
ในอีกด้าน การแข่งขันยังไม่จบแค่ DJI และ Insta360 เพราะมีรายงานว่าผู้ผลิตสมาร์ตโฟนรายใหญ่อย่าง Oppo และ Vivo กำลังซุ่มพัฒนากล้องกิมบอลของตัวเอง โดยมีแผนเปิดตัวรุ่นแรกภายในสิ้นปีนี้ หากเป็นจริง ตลาด handheld จะดุเดือดยิ่งกว่าเดิม และกดดันให้ผู้เล่นทั้งหมดต้องเร่งนวัตกรรมในด้านเซนเซอร์ ซอฟต์แวร์ และประสบการณ์ใช้งานให้ล้ำขึ้นไปอีก สำหรับผู้ใช้ นี่คือข่าวดี เพราะเรากำลังเข้าสู่ยุคที่คำว่า “กล้องดี” ไม่จำกัดอยู่แค่บอดีใหญ่ เลนส์แพง แต่หมายถึงอุปกรณ์ขนาดเท่าฝ่ามือที่พร้อมออกกองกับเราได้ทุกวัน






