คนทำงานเร่งใช้ AI แรงกว่าโลก แต่องค์กรยังเปลี่ยนไม่ทัน

คนทำงานเร่งใช้ AI แรงกว่าโลก แต่องค์กรยังเปลี่ยนไม่ทัน
ความสนใจ|อุปกรณ์ช่วยงานออฟฟิศ

ภาวะย้อนแย้งของการนำ AI ไปใช้: ทำไมคนพร้อม แต่องค์กรไม่เดิน

ภาวะย้อนแย้งของการนำ AI ไปใช้ในที่ทำงานหมายถึงสถานการณ์ที่พนักงานหันมาใช้เครื่องมือ AI ขั้นสูงอย่างแพร่หลายและมีความตื่นตัวสูง แต่ระบบงานขององค์กร วัฒนธรรมการทำงาน และโครงสร้างการบริหารยังไม่ปรับตาม ทำให้ประโยชน์ของ AI ถูกจำกัดอยู่ในระดับบุคคล ไม่กลายเป็นมาตรฐานหรือความสามารถร่วมของทั้งองค์กร ส่งผลให้การเปลี่ยนแปลงองค์กรหยุดอยู่กลางทาง แม้ดูเหมือนมีการใช้เทคโนโลยีล้ำหน้า แต่ผลเชิงยุทธศาสตร์กลับต่ำกว่าศักยภาพที่แท้จริงของคนทำงานและเครื่องมือที่มีอยู่.

รายงาน Work Trend Index 2026 ที่นำเสนอเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2569 ระบุชัดว่ามีคนทำงานใช้ AI ขั้นสูงถึง 32% ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกเท่าตัว แต่ภาพที่น่ากังวลคือ การเปลี่ยนผ่านเข้าสู่การทำงานแบบใหม่ยังติดหล่ม Transformation Paradox เมื่อการใช้งาน AI ระดับบุคคลไม่ถูกต่อยอดสู่ความสามารถองค์กร นี่ไม่ใช่ปัญหาด้านเทคโนโลยี แต่เป็นปัญหาด้านมุมมองและโครงสร้างการเปลี่ยนแปลงองค์กร ที่ยังคิดว่า “ให้พนักงานลองใช้ AI” เท่ากับ “องค์กรปรับตัวแล้ว” ทั้งที่ความจริงต่างกันคนละระดับ.

คนทำงานเร่งใช้ AI แรงกว่าโลก แต่องค์กรยังเปลี่ยนไม่ทัน

คนทำงานใช้ AI ล้ำหน้า แต่มุมมองทักษะยังตามไม่ทัน

ข้อมูลจากแพลตฟอร์ม Microsoft 365 แสดงให้เห็นว่าการนำ AI ไปใช้ได้ขยับจากการค้นหาข้อมูล ไปสู่การเป็นคู่คิดของคนทำงานอย่างแท้จริง โดยกว่า 49% ใช้ AI เพื่อการวิเคราะห์ ให้เหตุผล และช่วยตัดสินใจในงานสำคัญ สิ่งนี้สะท้อนว่าผู้ใช้ AI ในไทยไม่ได้อยู่แค่ระดับทดลองเล่น แต่เริ่มให้ AI เข้าไปอยู่ในกระบวนการคิดของงานอย่างจริงจัง ความตื่นตัวยิ่งชัดเมื่อ 89% ใช้ผลจาก AI เป็นฐานต่อยอดความคิด และ 86% ของกลุ่มผู้ใช้ AI ขั้นสูงมองว่า AI เปิดโอกาสสร้างงานรูปแบบใหม่ที่ไม่เคยทำได้มาก่อน.

แต่ด้านมุมมองต่อทักษะกลับสวนทาง คนทำงานมีการใช้ AI สูง แต่ให้ค่าน้ำหนักกับทักษะสำคัญต่ำอย่างน่าเป็นห่วง เช่น มีเพียง 53% ที่เห็นว่าทักษะการควบคุมคุณภาพผลลัพธ์สำคัญขึ้นเรื่อยๆ และแค่ 45% ที่มองว่าการคิดวิเคราะห์เป็นทักษะจำเป็นในการทำงานร่วมกับ AI นี่คือสัญญาณว่าเรากำลังวิ่งเข้าไปในโลก AI ด้วยเครื่องมือที่ล้ำ แต่ถือกรอบคิดแบบเดิม ไม่ให้ความสำคัญกับการตรวจสอบ วิจารณ์ และตีความผลลัพธ์ของ AI ให้ลึกพอ ความเสี่ยงจึงไม่ใช่ “ไม่ใช้ AI” แต่คือ “ใช้โดยไม่มองว่าต้องมีทักษะกำกับ”.

คนทำงานเร่งใช้ AI แรงกว่าโลก แต่องค์กรยังเปลี่ยนไม่ทัน

ช่องว่างทักษะพนักงานและโครงสร้างองค์กร: หัวหน้างานเปิด แต่ระบบปิด

ในระดับคนทำงาน ภาวะกังวลกับการเปลี่ยนแปลงยิ่งทำให้เกิดพฤติกรรมที่ขัดแย้งกันเอง 85% กังวลว่าจะตามเทคโนโลยีไม่ทัน แต่ 60% กลับเลือกใช้ AI สนับสนุนงานเดิมในปัจจุบัน เพราะรู้สึกว่าปลอดภัยกว่าการกล้าออกแบบกระบวนการทำงานใหม่ที่ยังไม่มีแผนชัดเจน นี่ชี้ให้เห็นว่า ช่องว่างทักษะพนักงานไม่ได้เกิดจากการไม่รู้จัก AI แต่เกิดจากการไม่มีกรอบและแรงหนุนที่ทำให้การทดลองงานใหม่ด้วย AI กลายเป็นส่วนหนึ่งของเนื้องานจริง ไม่ใช่แค่โครงการนอกเวลา.

ในระดับหัวหน้างาน ภาพที่เห็นก็ย้อนแย้งไม่แพ้กัน 8 ใน 10 หัวหน้างานเปิดกว้างให้ทีมทดลองออกแบบระบบงานใหม่ด้วย AI แต่มีเพียง 2 ใน 10 ทีมที่นำผลสำเร็จมาบันทึกและทำให้กลายเป็นขั้นตอนมาตรฐาน ผลคือองค์ความรู้และเวิร์กโฟลว์ที่ดีติดอยู่กับคนไม่กี่คน ไม่ถูกเปลี่ยนเป็น Owned Intelligence ขององค์กรอย่างเป็นระบบ คำถามจึงไม่ใช่ว่า “หัวหน้าสนับสนุนไหม” แต่คือ “องค์กรมีระบบถอดบทเรียนและตั้งมาตรฐานจากการทดลองหรือเปล่า” ถ้าไม่มี การทดลองมากแค่ไหนก็กลายเป็นจุดสว่างเล็กๆ ที่ไม่เคยรวมเป็นไฟใหญ่ให้ทั้งองค์กรเห็นทางใหม่.

บทบาทผู้บริหารในยุค Human Agency: จากให้ลองใช้ สู่การออกแบบงานใหม่ทั้งระบบ

รายงานชี้ว่าปัจจัยระดับองค์กรอย่างวัฒนธรรม การสนับสนุนจากหัวหน้างาน และการพัฒนาบุคลากร ส่งผลต่อความสำเร็จในการใช้ AI มากกว่าปัจจัยระดับบุคคลถึงสองเท่า แต่ในทางปฏิบัติ ผู้บริหารจำนวนมากยังหยุดอยู่ที่การกำหนด “ทิศทาง AI” โดยไม่ตามด้วยการเปลี่ยนโครงสร้างงานให้รองรับการทดลองและการต่อยอดแนวทางใหม่ๆ อย่างจริงจัง ธนวัฒน์ สุธรรมพันธุ์ มองตรงไปที่โจทย์นี้ว่า ความท้าทายสำคัญไม่ใช่แค่สนับสนุนให้ใช้ AI เพิ่มประสิทธิภาพงานรายวัน แต่ต้องใช้เป็นโอกาสในการทบทวนและออกแบบกระบวนการทำงานใหม่ทั้งระบบ.

แนวคิด Human Agency ที่ถูกเสนอคือการนำ AI Agent เข้ามาจัดการงานปฏิบัติการ ลดภาระงานซ้ำ พนักงานทำหน้าที่กำกับ ตรวจสอบ และคิดวิเคราะห์ผลลัพธ์ หากผู้บริหารจริงจังกับแนวคิดนี้ จะต้องจัดสรรเวลาและทรัพยากรให้พนักงานทดลองงานใหม่ในฐานะส่วนหนึ่งของงาน ไม่ใช่การทดลองแบบเสริม และต้องตั้งกระบวนการบันทึก ตีความ และแปลงสิ่งที่ได้จากการใช้ AI เป็นมาตรฐานองค์กร เมื่อองค์ความรู้ที่กระจัดกระจายถูกเปลี่ยนให้เป็น Owned Intelligence ได้สำเร็จ ก็จะกลายเป็นสินทรัพย์เชิงกลยุทธ์ที่คู่แข่งลอกเลียนไม่ได้.

ทางออกของการเปลี่ยนแปลงองค์กร: ปิดช่องว่างสามระดับให้ AI กลายเป็นความสามารถร่วม

ทางออกของ Transformation Paradox ไม่ใช่การผลักให้คนใช้ AI มากขึ้นแบบไร้ทิศทาง แต่คือการออกแบบการเปลี่ยนแปลงองค์กรอย่างจริงจังในสามระดับที่เชื่อมโยงกัน รายงานเสนอว่า ระดับพนักงานต้องเร่งเสริมทักษะคิดวิเคราะห์เชิงวิพากษ์และการควบคุมคุณภาพงาน พร้อมสร้างความมั่นใจให้กล้าทดลองวิธีทำงานใหม่ในชีวิตประจำวัน ให้เกิดแรงขับเคลื่อนนวัตกรรมจากล่างขึ้นบน หากทำได้ พนักงานจะไม่ใช้ AI แค่ย่นเวลาในงานเดิม แต่จะเริ่มตั้งคำถามกับวิธีทำงานทั้งชุด.

ระดับผู้บริหารต้องยกระดับจากการ “พูดถึง AI” ไปสู่การใส่การทดลอง AI ในเนื้องานจริง จัดสรรเวลาและทรัพยากรให้พนักงานต่อยอด และยอมรับว่าผลลัพธ์ไม่จำเป็นต้องสำเร็จทันที ส่วนระดับองค์กรต้องสร้างระบบเรียนรู้จากพฤติกรรมการใช้ AI ของคนในองค์กร ปรับโครงสร้างและเวิร์กโฟลว์ให้สอดรับกับแนวทางใหม่ กลายเป็น Learning System ที่คำนึงถึงความปลอดภัย ความโปร่งใส และธรรมาภิบาล เมื่อสามระดับนี้ขยับพร้อมกัน การนำ AI ไปใช้จะก้าวข้ามจากความสำเร็จรายบุคคล สู่การเปลี่ยนแปลงองค์กรที่เข้มแข็ง และพาองค์กรเข้าใกล้การเป็น Frontier Firm ที่ใช้ AI เป็นสมองร่วม ไม่ใช่แค่เครื่องมือเสริม.

ZestBuy ได้รับค่าคอมมิชชั่นเมื่อคุณช้อปผ่านลิงก์ของเรา โดยคุณไม่ต้องจ่ายเพิ่ม

You May Also Like

Comments
พูดอะไรบางอย่าง...
ยังไม่มีความคิดเห็น มาเป็นคนแรกที่แบ่งปันความคิดเห็นของคุณ!