นิยามปัญหาใหญ่ยุค AI ใช้เก่งแต่ไม่มั่นใจทักษะของตัวเอง
ช่องว่างความมั่นใจ AI คือสถานการณ์ที่พนักงานหรือองค์กรใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ในงานประจำวันมากขึ้น แต่กลับไม่มั่นใจว่าทักษะ AI ของพนักงานและกระบวนการกำกับดูแลที่มีอยู่เพียงพอหรือเหมาะสมกับความเสี่ยงและความคาดหวังทางธุรกิจ การใช้ AI จึงกลายเป็นดาบสองคม เพิ่มประสิทธิภาพได้ แต่ก็เพิ่มความกังวลว่าจะตัดสินใจผิด เหตุผลสำคัญไม่ใช่การมีหรือไม่มีเครื่องมือ แต่คือการมีหรือไม่มีการฝึกอบรม AI ที่มีประสิทธิภาพ กรอบธรรมาภิบาล และผู้นำที่พร้อมออกแบบบทบาทใหม่ให้คนและ AI ทำงานร่วมกันอย่างปลอดภัยและสร้างคุณค่า
ผลสำรวจระดับภูมิภาคที่จัดทำจากพนักงานและองค์กรกว่า 5,000 ราย พบว่าการใช้ AI ในการทำงานกลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว โดยมีข้อมูลจากประเทศไทยประมาณ 600 รายที่สะท้อนภาพการเปลี่ยนผ่านสู่การทำงานร่วมกับ AI อย่างจริงจัง แต่สิ่งที่น่ากังวลคือความรู้สึกไม่แน่ใจว่า ทักษะ AI ของพนักงานที่มีอยู่วันนี้สอดรับกับความต้องการของงานในวันพรุ่งนี้หรือไม่ การมองว่า AI เป็นเพียงเครื่องมือช่วยงาน จึงไม่พออีกต่อไป องค์กรต้องมอง AI เป็นโครงสร้างใหม่ของทักษะและความรับผิดชอบที่ต้องจัดการอย่างตั้งใจ

ใช้ AI แทบทุกงาน แต่ทักษะยังไล่ไม่ทันบทบาทใหม่
ข้อมูลการสำรวจการทำงานยุค AI บ่งชี้ว่า 94% ของพนักงานใช้ AI ในการทำงาน ไม่ว่าจะค้นคว้าและรวบรวมข้อมูล 53% สนับสนุนด้านการสื่อสาร 44% หรือช่วยวิเคราะห์ข้อมูลและสร้างข้อมูลเชิงลึก 43% เพื่อเสริมการตัดสินใจ ตัวเลขเหล่านี้บอกชัดว่าพนักงานส่วนใหญ่ไม่กลัวการใช้เครื่องมือ แต่กลับรู้สึกกังวลว่าทักษะของตนจะล้าสมัย โดยเฉพาะเมื่อระบบอัตโนมัติและการตัดสินใจบนข้อมูลเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ความกังวลเรื่องความรับผิดชอบต่อผลลัพธ์จาก AI การใช้ข้อมูลผิดทาง และการรั่วไหลของข้อมูลลับ ยิ่งทำให้พนักงานรู้สึกว่าการใช้ AI โดยไม่มีกรอบชัดเจนเสี่ยงกระทบต่อตัวเองและองค์กร
ประเด็นนี้สะท้อนมุมที่ผู้บริหารหลายคนมักมองข้าม คือการใช้ AI ไม่ได้ลดความสำคัญของมนุษย์ แต่เปลี่ยนบทบาทให้มนุษย์ต้องตรวจสอบผลลัพธ์ เพิ่มบริบท และให้คำแนะนำเชิงธุรกิจเพื่อการตัดสินใจที่ชาญฉลาดมากขึ้น เมื่อรูปแบบงานเปลี่ยน ทักษะ AI ของพนักงานจึงต้องเปลี่ยนตาม การพัฒนาทักษะใหม่หรือการ reskilling จึงไม่ใช่สวัสดิการเสริม แต่เป็นยุทธศาสตร์หลักที่ต้องลงทุนอย่างจริงจัง เพื่อให้คนรู้สึกว่าตัวเองยังมีที่ยืนในโลกการทำงานที่ AI เข้ามาเกี่ยวข้องทุกขั้นตอน
องค์กรเร่งนำ AI มาใช้ แต่ความพร้อมร่วงเหลือระดับแค่รับรู้
ในระดับองค์กร ภาพที่เห็นชัดไม่แพ้กันคือ การนำ AI มาใช้ในองค์กรเพิ่มขึ้นมากกว่า 3 เท่า จาก 17.8% เป็น 53.7% ในช่วงเพียงสองปี นี่คือการเปลี่ยนจากทดลองใช้ไปสู่การใช้งานจริงในวงกว้าง แต่ความพร้อมเฉลี่ยกลับลดลงจาก 55.1% เหลือแค่ 40% และยังถูกจัดอยู่ในระดับเพียงแค่รับรู้ ไม่ใช่พร้อมใช้งานเต็มที่ สาเหตุสำคัญคือผู้ใช้หน้าใหม่จำนวนมากยังมีช่องว่างด้านเทคโนโลยีและธรรมาภิบาล โดยสองมิตินี้มีคะแนนต่ำสุดเพียง 32.2% และ 28.9% ตามลำดับ สะท้อนว่าองค์กรจำนวนมากเชื่อในศักยภาพของ AI แต่ยังไม่มีโครงสร้างรองรับให้การใช้งานเป็นระบบ ปลอดภัย และวัดผลได้
ข้อมูลยังชี้ให้เห็นว่าถึงแม้ 86.4% ขององค์กรที่ใช้ AI แล้ว ก็ยังตอบไม่ได้ว่าตัวเองได้รับผลลัพธ์อะไรจากการใช้ AI โดยเกือบครึ่งหนึ่งไม่เคยวัดผล และอีกส่วนอยู่ระหว่างเก็บข้อมูล มีองค์กรเพียง 13.6% ที่วัดผลแล้วและเห็นคุณค่าเชิงบวกชัดเจนในด้านการลดต้นทุนและเวลาแต่ยังพิสูจน์ไม่ได้ว่าช่วยเพิ่มรายได้หรือส่วนแบ่งตลาด นี่คือภาพสะท้อนว่า การนำ AI มาใช้ในองค์กรแบบไร้กรอบและตัวชี้วัดที่ชัดเจน ทำให้การลงทุนกลายเป็นการลองของมากกว่าการสร้างคุณค่าทางธุรกิจ ผู้นำองค์กรจึงต้องกล้าตั้งคำถามว่า เรากำลังใช้ AI เพื่อทำให้ตัวเลขสวย หรือเพื่อสร้างผลลัพธ์ที่จับต้องได้กันแน่
ธรรมาภิบาลและการฝึกอบรม AI ช่องว่างตัวจริงที่ฉุดศักยภาพ
เมื่อมองลึกเข้าไปในโครงสร้างองค์กร จะพบว่าช่องว่างหลักไม่ได้อยู่ที่การเข้าถึงเครื่องมือ แต่คือการไม่มีกรอบกำกับดูแลและแผนพัฒนาทักษะ AI ของพนักงานอย่างเป็นระบบ ตัวเลขบ่งชี้ว่า 73.4% ขององค์กรยังไม่นำหลัก AI Ethics มาประยุกต์ใช้ และ 46.2% ไม่มีการประเมินความเสี่ยงหรือการกำกับดูแลจากการใช้ AI เลย อีกทั้งมีเพียง 2.9% ขององค์กรเท่านั้นที่ผูกทักษะ AI เข้ากับ Competency ของพนักงานอย่างจริงจัง นั่นหมายความว่าพนักงานจำนวนมากถูกคาดหวังให้ใช้ AI แต่ไม่มีมาตรฐานว่าทักษะใดคือขั้นต่ำที่ต้องมี และไม่มีกรอบรับผิดชอบที่ชัดเจนเมื่อเกิดข้อผิดพลาดจาก AI ช่องว่างความมั่นใจ AI จึงยิ่งถ่างออก
สิ่งที่ควรเกิดขึ้นแต่ยังไม่เกิดมากพอคือ การฝึกอบรม AI ที่มีประสิทธิภาพ ออกแบบจากงานจริง ไม่ใช่คอร์สทั่วไปที่สอนวิธีใช้เครื่องมือแบบผิวเผิน ต้องเริ่มจากการระบุ Use case ที่ชัดเจน เตรียมข้อมูลให้พร้อม สอนให้พนักงานเข้าใจข้อจำกัดของ AI การตีความผลลัพธ์ และการรับมือความเสี่ยงด้านข้อมูลและอคติ เมื่อการฝึกอบรมเชื่อมโยงกับงานและมีกรอบธรรมาภิบาลรองรับ ทักษะ AI ของพนักงานจะไม่ใช่ทักษะเสริม แต่เป็นส่วนหนึ่งของความสามารถหลัก ที่เพิ่มทั้งความมั่นใจและคุณค่าที่องค์กรได้รับจาก AI อย่างแท้จริง
จากใช้แบบลองของ สู่ AI ที่สร้างคุณค่าและความมั่นใจร่วมกัน
การสำรวจความพร้อมด้าน AI ระดับชาติสะท้อนภาพตรงกันว่า โจทย์ต่อไปไม่ใช่การเพิ่มจำนวนองค์กรที่ใช้ AI แต่คือการทำให้องค์กรใช้ AI ได้อย่างคุ้มค่า มีข้อมูลและบุคลากรที่พร้อม วัดผลได้ และมีธรรมาภิบาลที่สร้างความเชื่อมั่น โดยเฉพาะในช่วงที่ Generative AI และ Agentic AI กำลังเปลี่ยนรูปแบบการทำงานอย่างรวดเร็ว แนวทางที่ถูกเสนอจึงมุ่งไปที่การสร้างแพ็กธรรมาภิบาล AI ระดับชาติ คลินิก AI รายอุตสาหกรรม และมาตรการสนับสนุนด้าน Sandbox โครงสร้างพื้นฐาน และหลักสูตรพัฒนาผู้นำ เพื่อให้การใช้ AI ขยับจากระดับรับรู้ไปสู่การสร้างคุณค่าที่เป็นรูปธรรมทั้งต่อองค์กรและสังคม
สำหรับองค์กรเอง การยอมรับว่ามีช่องว่างความมั่นใจ AI ไม่ใช่ความล้มเหลว แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ใหม่ ผู้นำต้องประกาศชัดว่า AI เป็นส่วนหนึ่งของงาน ไม่ใช่ภัยคุกคาม แล้วลงทุนในการฝึกอบรม AI ที่มีประสิทธิภาพ กำหนดมาตรฐานทักษะ AI ของพนักงานในแต่ละบทบาท และวางกรอบธรรมาภิบาลที่ชัดเจน เมื่อพนักงานรู้ว่าทักษะใดที่ต้องพัฒนา และรู้ว่ามีระบบรองรับความเสี่ยง การใช้ AI จะไม่ผูกกับความกลัวว่าจะถูกแทนที่ แต่กลายเป็นพื้นที่ที่คนและ AI เติบโตไปด้วยกัน พนักงานมั่นใจมากขึ้น องค์กรได้คุณค่ามากขึ้น และสังคมได้ AI ที่รับผิดชอบมากขึ้นเช่นกัน






