กลยุทธ์ค้าปลีกใหม่ของแบรนด์บิวตี้ไทย: จากออนไลน์สู่หน้าร้าน
กลยุทธ์ค้าปลีกของแบรนด์บิวตี้ไทยยุคใหม่คือการขยายสาขาร้านออฟไลน์ควบคู่ช่องทางออนไลน์ จับมือเชนค้าปลีกใหญ่และสร้างประสบการณ์หน้าร้านเฉพาะกลุ่ม เพื่อยึดหัวหาดตลาดความงามที่มีการแข่งขันสูงและเสริมอำนาจต่อรองกับแบรนด์ต่างประเทศในระยะยาว. แบรนด์บิวตี้ไทยไม่ได้พอใจกับการเป็นแค่ไลน์ยอดฮิตบนอีคอมเมิร์ซอีกต่อไป แต่กำลังย้ายเกมไปอยู่บนชั้นวางจริงในโลเกชันที่ผู้ซื้อเดินผ่านทุกวัน การขยายสาขาร้านและการปักธงในจุดยุทธศาสตร์จึงกลายเป็น “สนามรบใหม่” ที่ใครครองหน้าร้านก่อน ย่อมได้เปรียบทั้งด้านการมองเห็น ความเชื่อมั่น และยอดขายซ้ำ.
found & found: ปั้นตัวเองเป็นจุดหมาย JK Beauty ด้วยการขยายสาขาร้านเชิงรุก
found & found เลือกเล่นเกมใหญ่ตั้งแต่ต้น ประกาศความตั้งใจชัดในฐานะ No.1 JK Beauty และเปิดตัวเวที “found & found JK Beauty Award 2026” เพื่อย้ำจุดยืนว่าตนคือผู้เชี่ยวชาญการคัดสรรสินค้าญี่ปุ่น–เกาหลีมากกว่าจะเป็นแค่ร้านรวมของราคาดี. สิ่งที่น่าสนใจไม่แพ้รางวัลคือแผนขยายสาขาร้านแบบไม่ยั้ง ปัจจุบันมี 29 สาขาพร้อมจุดจำหน่ายในรูปแบบ Shelf-in-Shop ในเชนซูเปอร์มาร์เก็ตและห้างรวมกว่า 12 จุด และตั้งเป้าทะยานเกิน 50 จุดจำหน่ายภายในปี 2569 ก่อนขึ้นสู่ 400 สาขาใน 5 ปี. นี่คือคำประกาศยุทธศาสตร์ค้าปลีกอย่างชัดเจนว่า “ใครครองพื้นที่หน้าร้านมากกว่า คนนั้นมีสิทธิ์ครองใจผู้บริโภค”.
ตัวเลขยอดขายกลุ่ม JK Beauty ที่เติบโตราว 200% เมื่อเทียบกับปีก่อน ไม่ได้สะท้อนเพียงความนิยมของสินค้าญี่ปุ่น–เกาหลี แต่สะท้อนว่าการจัดหมวดหมู่ชัด การคัดของคุณภาพ และการใช้รางวัลมาเป็นดัชนีช่วยตัดสินใจ ทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าร้านคือ “ที่ปรึกษา” มากกว่า “ร้านช้อปของเยอะๆ”. found & found ยังตั้งเป้าเติบโตธุรกิจ 100% ภายในปี 2570 และก้าวสู่ Top 5 ตลาด Health & Beauty Retail ภายในประเทศ ซึ่งแปลว่าแบรนด์ต้องเดินเกมเร็วทั้งการขยายสาขาร้าน การคัดสินค้า และการใช้พันธมิตรเชิงกลยุทธ์ต่อเนื่อง. ในภาพใหญ่ นี่คือการยืนยันว่าการขยายสาขาร้านยังมีน้ำหนักมาก แม้โลกออนไลน์จะเติบโต.
Zadi & Jo: วัยเรียนบิวตี้ที่ใช้ Glow Station เป็นสะพานเชื่อมออนไลน์–ออฟไลน์
ฝั่งตลาดวัยเรียนบิวตี้ Zadi & Jo เลือกวางหมากอย่างเฉพาะทางในฐานะแบรนด์ที่ออกแบบเพื่อวัย 10–20 ปีโดยเฉพาะ ภายใต้แนวคิด Clean & Playful Beauty ที่เน้นทั้งคุณภาพและการแสดงตัวตนของวัยรุ่น. แบรนด์เริ่มต้นจากออนไลน์ แต่รู้ดีว่ากลุ่มเป้าหมายยังอยากลองสกินแคร์ ลองเฉดสี และดมกลิ่นน้ำหอมด้วยตัวเอง จึงเดินหน้าขยายช่องทางจำหน่ายสู่ Offline Retail เป็นครั้งแรก ผ่านการเข้าไปวางสินค้าที่สาขา Centerpoint Siam Square ซึ่งเป็นหนึ่งใน Beauty Destination ที่กลุ่มวัยเรียนเดินผ่านทุกวัน พร้อมเปิด “Zadi & Jo Glow Station” เป็นจุดทดลองและเลือกช้อปครบทั้งสกินแคร์ เมคอัพ และน้ำหอมในจุดเดียว.
Glow Station ไม่ใช่แค่คีออสขายของ แต่คือการออกแบบ Brand Experience ให้วัยรุ่นรู้สึกว่าแบรนด์เข้าใจเขาจริงๆ ทั้งการเปิดพื้นที่ให้ทดลองเนื้อผลิตภัณฑ์ เฉดสีลิปและคุชชั่น หรือเลือกกลิ่นที่ตรงตัว ก่อนตัดสินใจซื้อ. การเปิดตัวด้วยกิจกรรมที่มอบผลิตภัณฑ์ Clean Girl Softening Lip Tint กว่า 800 ชิ้น ให้ผู้บริโภคและอินฟลูเอนเซอร์ สร้างกระแสให้หน้าร้านจนของหมดอย่างรวดเร็ว และสะท้อนศักยภาพตลาด Teen Beauty ที่ยังมีช่องว่างให้แบรนด์บิวตี้ไทยเข้าไปยึดพื้นที่. ที่สำคัญ บริษัทวางแผนขยาย Glow Station ไปยังสาขาอื่นของเชนเดียวกันภายในปีเดียวกัน ซึ่งเป็นการย้ำว่าการขยายสาขาร้านออฟไลน์คือหัวใจของการเติบโตระยะยาว ไม่ใช่แค่การทดลองสั้นๆ.
พันธมิตรเชนค้าปลีกและเทรนด์วัยเรียนบิวตี้: ทำไมแบรนด์ไทยถึงได้เปรียบมากขึ้น
สิ่งที่ found & found และ Zadi & Jo มีเหมือนกันคือการไม่เดินเดี่ยวในตลาดค้าปลีก แต่จับมือพันธมิตรที่มีโครงสร้างหน้าร้านพร้อม เพื่อเร่งการขยายสาขาร้านและเพิ่มการมองเห็นในทันที found & found ใช้รูปแบบ Shelf-in-Shop ร่วมกับเครือข่ายซูเปอร์มาร์เก็ตและห้าง ซึ่งช่วยให้แบรนด์เข้าไปอยู่ในเส้นทางช้อปของผู้บริโภคได้โดยไม่ต้องลงทุนโครงสร้างทั้งหมดเอง. ขณะที่ Zadi & Jo เลือกปักธงใน Beauty Destination ที่ฐานลูกค้าวัยเรียนหนาแน่น ทำให้การเปิด Glow Station เหมือนการเปิดแฟล็กชิปเล็กๆ ในจุดที่คนกลุ่มเป้าหมายเดินเข้าออกอยู่แล้ว. นี่คือกลยุทธ์ค้าปลีกที่ฉลาด เพราะลดความเสี่ยงด้านค่าใช้จ่าย แต่เพิ่มโอกาสให้แบรนด์ติดตลาดเร็วขึ้น.
อีกปัจจัยที่ผลักดันแบรนด์บิวตี้ไทยคือเทรนด์ผู้บริโภคที่หันมาให้ความสำคัญกับคุณภาพ นวัตกรรม และประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์ มากกว่าการซื้อเพียงตามกระแส ส่งผลให้กลุ่ม JK Beauty ของ found & found เติบโตอย่างโดดเด่น. ในขณะเดียวกัน ตลาด Teen Beauty ก็แสดงศักยภาพสูง ผู้บริโภควัยเรียนแสดงความสนใจอย่างชัดเจนต่อแบรนด์ที่เข้าใจอินไซต์อายุ 10–20 ปี และตอบโจทย์ทั้งเรื่องผิวและไลฟ์สไตล์. สำหรับแบรนด์บิวตี้ไทย นี่คือหน้าต่างโอกาสที่หายาก เพราะสามารถออกแบบสินค้าและประสบการณ์ให้ใกล้ชิดกับวัฒนธรรมและพฤติกรรมผู้ใช้ได้มากกว่าแบรนด์ต่างชาติ หากใครผสมผสานการขยายสาขาร้าน พันธมิตรค้าปลีก และการเข้าใจผู้บริโภคอย่างลึกซึ้งได้ลงตัว ก็มีโอกาสยกระดับจากผู้เล่นรองไปสู่ผู้กำหนดเกม.
ข้อสรุป: หน้าร้านยังไม่ตาย แค่ต้องทำให้มีความหมาย
ภาพรวมของ found & found และ Zadi & Jo ชี้ชัดว่าหน้าร้านออฟไลน์ยังสำคัญมากสำหรับแบรนด์บิวตี้ไทย แต่หน้าร้านแบบเดิมที่มีแค่ชั้นวางและป้ายโปรโมชั่นไม่เพียงพออีกต่อไป แบรนด์ต้องคิดแบบ “Destination” และ “Experience” มากขึ้น found & found เลือกวางตำแหน่งตัวเองเป็น Destination สำหรับ JK Beauty พร้อมขยายสาขาร้านอย่างก้าวกระโดดและใช้รางวัลเป็นเครื่องมือสร้างความน่าเชื่อถือ. ขณะที่ Zadi & Jo ใช้ Glow Station เป็นเวทีให้วัยเรียนได้สัมผัสตัวตนแบรนด์อย่างสนุกและตรงจริต.
ในตลาดที่การแข่งขันด้านราคาและโปรโมชั่นเข้มข้น การขยายสาขาร้านเพียงอย่างเดียวไม่ทำให้ชนะ แต่ต้องจับคู่กับการเลือกพันธมิตรที่เหมาะสม การวางตำแหน่งให้ชัด และการเจาะเซ็กเมนต์ที่ยังมีช่องว่างอย่างวัยเรียนบิวตี้หรือสายสุขภาพความงาม หากแนวโน้มนี้เดินหน้าต่อไป เราจะเห็นแบรนด์บิวตี้ไทยจำนวนมากขึ้น “ยึดพื้นที่” บนชั้นวางเคียงข้างแบรนด์ต่างชาติ และอาจถึงวันที่ผู้บริโภคมองว่าชั้นวางเหล่านี้เป็นของแบรนด์ในประเทศเป็นหลักด้วยซ้ำ สิ่งที่ต้องทำตอนนี้คือไม่หยุดขยายและไม่หยุดทำให้หน้าร้านมีความหมาย.







