ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกัน

ดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกันดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

ทำไมภูมิภาคเราต้องแย่งส่วนแบ่งตลาด Wellness ก่อนจะสาย

ทำไมภูมิภาคเราต้องแย่งส่วนแบ่งตลาด Wellness ก่อนจะสาย
ความสนใจ|เอเชียตะวันออกเฉียงใต้

Wellness Economy คืออะไร และทำไมกลายเป็นสมรภูมิเศรษฐกิจใหม่

Wellness economy คือระบบเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยสินค้า บริการ และประสบการณ์ที่ช่วยให้ผู้คนมีสุขภาพกาย ใจ และการใช้ชีวิตที่ดีขึ้น ครอบคลุมตั้งแต่การดูแลส่วนบุคคล ความงาม การออกกำลังกาย อาหารเพื่อสุขภาพ การท่องเที่ยวสุขภาพ ไปจนถึงที่อยู่อาศัย การแพทย์ป้องกัน และการดูแลสุขภาวะจิตวิญญาณ เชื่อมต่อสุขภาพเข้ากับการเดินทาง การทำงาน และการมีอายุยืนยาวในชีวิตประจำวัน

วันนี้ wellness economy ทั่วโลกไม่ได้เป็นตลาดเฉพาะของคนสายเฮลธ์อีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นโครงสร้างหลักของเศรษฐกิจมนุษย์ เมื่อผู้บริโภคทุกวัยเริ่มผูกสุขภาพเข้ากับการท่องเที่ยว การกินอยู่ และการวางแผนชีวิตระยะยาว เศรษฐกิจด้านนี้มีมูลค่าสูงระดับเกือบแตะเลขสองหลักล้านล้านดอลลาร์ และมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องภายในสิ้นทศวรรษนี้ หมายความว่าภูมิภาคเรา หากยังยืนดูเฉยๆ ก็เท่ากับปล่อยให้ความมั่งคั่งก้อนใหม่ไหลผ่านหน้าบ้าน โดยไม่ได้ส่วนแบ่งที่ควรได้

ทำไมภูมิภาคเราต้องแย่งส่วนแบ่งตลาด Wellness ก่อนจะสาย

จากจุดหมายพักผ่อนสู่ Tourism & Wellness Hub: กลยุทธ์ที่ต้องกล้าต่าง

รัฐบาลในภูมิภาคกำลังหันมาใช้กลยุทธ์ Tourism & Wellness Hub ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เปลี่ยนเป้าจากปริมาณนักท่องเที่ยว ไปสู่รายได้มูลค่าสูงตามหลัก Value over Volume โดยผลักดันระบบนิเวศ wellness ที่เชื่อมตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ถึงปลายน้ำ ตั้งแต่การแพทย์ การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม อาหารสมุนไพร ไปจนถึงการบริการด้านสปาและบ่อน้ำพุร้อนที่ตอบโจทย์ท่องเที่ยวสุขภาพโดยตรง

หนึ่งในหมุดหมายสำคัญคือการได้เป็นเจ้าภาพ Global Wellness Summit 2026 ระหว่างวันที่ 10-13 พฤศจิกายน 2569 ซึ่งจะดึงผู้นำด้านสุขภาพจากทั่วโลกมาแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และข้อมูลเศรษฐกิจสุขภาพใหม่ๆ พร้อมผลักดันภาพลักษณ์ศูนย์กลางการเยียวยาและดูแลสุขภาวะระดับโลก ภาคเอกชนมองชัดว่าเป้าหมายต้องไม่หยุดแค่การเป็นที่พักผ่อน แต่ต้องกล้าไปถึงการเป็น Sanctuary of the World หรือที่พักพิงเพื่อสุขภาวะองค์รวมสำหรับผู้รักสุขภาพที่พร้อมพำนักระยะยาว

Expat Economy และ Global Lifestyle Hub: ใครเข้าใจไลฟ์สไตล์ ใครชนะตลาด

อีกขาที่กำลังผลักภูมิภาคให้เข้าใกล้ฐานะ global lifestyle hub คือการเติบโตของ expat economy ไทย ซึ่งเกิดจากกำลังซื้อของผู้บริโภคชาวต่างชาติที่เข้ามาใช้ชีวิต ทำงาน และเดินทางอย่างต่อเนื่องในประเทศนี้ ข้อมูลชี้ชัดว่ากลุ่มนี้ใช้จ่ายเฉลี่ยสูงกว่าคนท้องถิ่นมาก และเติบโตทุกปี โดยเฉพาะกลุ่ม Long-Stay Residents และ Frequent Visitors ที่ใช้ชีวิตและจับจ่ายในประเทศเป็นประจำ

สิ่งที่น่าสนใจคือแต่ละสัญชาติมี fingerprint การใช้จ่ายต่างกันอย่างมีนัย เช่น กลุ่มที่ทุ่มกับหมวด Home & DIY และ Beauty สะท้อนการตั้งรกรากระยะยาว ขณะที่บางชาติใช้จ่ายสูงในหมวด Grocery Health & Beauty และสินค้าเด็ก บ่งชี้ว่าพวกเขาไม่ได้มองประเทศนี้เป็นแค่ปลายทางท่องเที่ยว แต่คือบ้านหลังที่สอง การสร้างบริการ wellness และไลฟ์สไตล์ที่พรีเมียมและละเอียดต่อความต้องการเฉพาะชาติ จึงไม่ใช่แค่โอกาสทางธุรกิจ แต่คือกุญแจในการยึดตำแหน่ง global lifestyle hub อย่างแท้จริง

ทำไมภูมิภาคเราต้องแย่งส่วนแบ่งตลาด Wellness ก่อนจะสาย

Ecosystem และ Wellness Sandbox: เกมรุกใหม่ของนวัตกรรมสุขภาพ

จุดแกร่งของภูมิภาคคือมีองค์ประกอบ wellness พร้อมเกือบครบ ทั้ง hospitality ระดับโลก การแพทย์คุณภาพ ราคาเข้าถึงได้ อาหาร การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม สมุนไพร และศาสตร์แพทย์แผนผสมผสาน แต่โจทย์ใหญ่คือการเชื่อมทุกส่วนให้กลายเป็น ecosystem เดียว สร้าง customer journey ที่ต่อเนื่องตั้งแต่การกินอยู่ การดูแลสุขภาพ ไปจนถึงการพักผ่อนแบบยืดอายุสุขภาพหรือ longevity travel

ตัวอย่างสำคัญคือโครงการ WellEra ที่ถูกพัฒนาเป็นต้นแบบการใช้ชีวิตและพำนักอาศัยควบคู่กับบริการสุขภาพ เชื่อม wellness clinic ร้านค้าปลีกสุขภาพ และ retreat เข้ากับการออกแบบอาคารอย่างเป็นระบบ พร้อมกันนั้น ภาคธุรกิจเสนอแนวคิด wellness sandbox นวัตกรรม ในบางพื้นที่หรือบางจังหวัด เพื่อให้เอกชนทดลองบริการและเทคโนโลยี wellness รูปแบบใหม่ที่กฎหมายปัจจุบันยังไม่ครอบคลุม ภายใต้การควบคุมความเสี่ยง ก่อนขยายสู่ระดับประเทศ ใครสร้าง sandbox ที่ฉลาดและยืดหยุ่นได้ก่อน ก็จะสะสมความได้เปรียบเชิงนวัตกรรมแบบทิ้งห่าง

อุปสรรคที่ต้องกล้าปรับ กับบทเรียนที่แตะได้จากชีวิตคุณ

แม้ภูมิภาคจะมีแต้มต่อ แต่ยังติดกับดักกฎระเบียบที่ออกแบบมาสำหรับการท่องเที่ยวแบบเดิม เช่น กรอบวีซ่า 30 วันซึ่งเป็นอุปสรรคต่อ medical tourism เพราะไม่เพียงพอสำหรับการรักษาและฟื้นฟูสุขภาพที่ต้องใช้เวลานานกว่าหนึ่งรอบท่องเที่ยว ในขณะที่บางประเทศคู่แข่งมีกฎเรื่อง stem cells ที่ยืดหยุ่นและสะสมประสบการณ์ด้านนี้มาหลายสิบปี ทำให้ดึงนักท่องเที่ยวสายสุขภาพและ longevity ไปได้ก่อน

บทสรุปที่คุณควรถามตัวเองคือ จะใช้โอกาสจาก wellness economy อย่างไรในชีวิตจริง คุณอาจเลือกที่พักที่ออกแบบเพื่อสุขภาพและจิตใจ ลงทุนเวลาในโปรแกรมท่องเที่ยวสุขภาพ หรือใช้บริการที่ผสมผสานการแพทย์ การออกกำลังกาย และการพักผ่อนในทริปเดียว ในระดับมหภาค รัฐและธุรกิจต้องเร่งเชื่อม healthcare tourism และไลฟ์สไตล์ให้เป็น ecosystem เดียวกัน ในระดับปัจเจก คุณเลือกใช้เงินทุกครั้งกำลังโหวตให้รูปแบบเศรษฐกิจแบบหนึ่ง หากเลือกโหวตให้ไลฟ์สไตล์ที่ดูแลสุขภาพ คุณไม่ได้แค่ซื้อบริการ แต่กำลังผลักทั้งภูมิภาคให้เข้าใกล้เศรษฐกิจสุขภาพที่ยั่งยืนมากขึ้น

ZestBuy ได้รับค่าคอมมิชชั่นเมื่อคุณช้อปผ่านลิงก์ของเรา โดยคุณไม่ต้องจ่ายเพิ่ม

You May Also Like

Comments
พูดอะไรบางอย่าง...
ยังไม่มีความคิดเห็น มาเป็นคนแรกที่แบ่งปันความคิดเห็นของคุณ!