วัตถุดิบท้องถิ่นพรีเมียมไม่ใช่แค่ของดิบ แต่คือสะพานเศรษฐกิจฐานรากสู่โลก
การเชื่อมวัตถุดิบท้องถิ่นพรีเมียมกับเชฟและผู้ประกอบการคือกระบวนการคัดเลือกและยกระดับสินค้าเกษตรจากชุมชนให้ตอบโจทย์ตลาดอาหารมาตรฐานสูง ผ่านการเลือกสรรคุณภาพเชฟ การแต่งเรื่องราว และการสร้างมูลค่าเพิ่มผลิตภัณฑ์ เพื่อให้เกษตรกรไม่ขายเพียงของดิบแต่ขายประสบการณ์และคุณค่า ที่ต่อยอดไปถึงโอกาสเชื่อมเกษตรกรตลาดโลกอย่างมีระบบและยั่งยืน สิ่งที่น่าจับตาในตอนนี้คือการขยับจากงานส่งเสริมการขายแบบเดิม ไปสู่โมเดลเชิงกลยุทธ์ที่มองทั้งห่วงโซ่อาหาร ตั้งแต่วัตถุดิบต้นน้ำ การสร้างเมนูโดยเชฟ ไปจนถึงการเชื่อมเข้ากับแพลตฟอร์มอาหารบนเที่ยวบิน คาเฟ่ และ Future Food นี่ไม่ใช่แนวคิดเชิงนโยบายลอยๆ แต่คือความพยายามใช้ครัวเป็นเวทีต่อรองมูลค่าให้เกษตรกรอย่างเป็นรูปธรรม คำถามคือ ใครพร้อมจะเล่นเกมนี้ และใครจะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

จากงาน Local Ingredients World Class Experiences สู่โมเดลจับมือเชฟสร้างมูลค่า
งาน Local Ingredients World Class Experiences ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้เป็นเพียงงานแฟร์ขายของ แต่ถูกใช้เป็นสนามทดลองโมเดลเชื่อมสินค้าเกษตรจากต้นน้ำเข้าสู่ธุรกิจอาหารและตลาดที่มีศักยภาพ นายวิทยากรระบุว่า เป้าหมายหลักคือการสร้างโมเดลเชื่อมโยงสินค้าเกษตรคุณภาพจากต้นน้ำเข้ากับภาคธุรกิจอาหารและตลาดที่มีศักยภาพ ไม่ใช่แค่เพิ่มยอดจำหน่ายช่วงจัดงาน การตั้งเป้าการหมุนเวียนไม่ต่ำกว่า 10 ล้านบาทในงานเดียว บวกกับการคาดการณ์ผู้เข้าร่วมวันละ 30,000–50,000 คน แสดงให้เห็นว่ารัฐกำลังใช้พลังผู้บริโภคทดสอบศักยภาพวัตถุดิบท้องถิ่นพรีเมียมในบริบทใหม่ จุดเปลี่ยนสำคัญอยู่ที่การเปิดพื้นที่ให้เชฟชื่อดังกว่า 20 คนคัดเลือกวัตถุดิบคุณภาพจากแหล่งผลิตทั่วประเทศมาสร้างเมนูที่มีเอกลักษณ์และมูลค่าเพิ่ม การที่ข้าวหอมมะลิจากยโสธร ทุ่งกุลาร้องไห้ ข้าวเหนียวนิล เนื้อโคขุน น้ำตาลมะพร้าวแม่กลอง หรือปลาแรดแม่น้ำสะแกกรังถูกเล่าใหม่ผ่านเมนูระดับเชฟ ทำให้วัตถุดิบเหล่านี้หลุดจากภาพ “ของพื้นบ้านราคาถูก” ไปสู่การเป็นสินทรัพย์ทางรสชาติที่ต่อรองราคาและสถานะในตลาดได้
กรณีใบขลู่: เมื่อสมุนไพรพื้นถิ่นกลายเป็นเครื่องดื่มเวลเนสระดับพันสาขา
กรณีใบขลู่จากพื้นที่รอบทะเลสาบสงขลาเป็นตัวอย่างคมชัดว่าการต่อยอดวัตถุดิบท้องถิ่นพรีเมียมทำได้จริงเมื่อคิดแบบธุรกิจใบขลู่เคยเป็นเพียงสมุนไพรพื้นถิ่นที่คนในพื้นที่คั่วทำชา แต่เมื่อถูกตั้งคำถามว่า “จะสร้างมูลค่าเพิ่มผลิตภัณฑ์ได้อย่างไร” แนวคิดจึงขยับจากการขายวัตถุดิบไปสู่การออกแบบเครื่องดื่มที่คนรุ่นใหม่อยากลอง ภายใต้การสนับสนุนด้านวิเคราะห์ตลาด พัฒนาผลิตภัณฑ์ และบรรจุภัณฑ์ตามกรอบ DIPROM FLEXi ใบขลู่ถูกพัฒนาเป็น Rosé Spark คราฟต์โซดาสมุนไพรที่ผสมใบขลู่กับมะตูม มะขามป้อม พุทราจีน และกระเจี๊ยบ ก่อนเปิดตัวในงาน THAIFEX และเข้าสู่ตลาดเชิงพาณิชย์ภายในไม่ถึงหนึ่งปี ปัจจุบันผลิตภัณฑ์จากใบขลู่ของแบรนด์ KOS วางจำหน่ายในร้านกาแฟพันธุ์ไทยกว่า 1,000 สาขาทั่วประเทศ ยอดซื้อผลิตภัณฑ์จากใบขลู่ที่หน้าร้านเพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 70 และกำลังการผลิตต่อเดือนเพิ่มขึ้นมากกว่า 1 ใน 3 นี่คือหลักฐานว่าการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ Wellness Economy ทำให้ความต้องการตลาดย้อนกลับไปยกมูลค่าวัตถุดิบทั้งระบบ

จากวัตถุดิบสู่ห่วงโซ่ธุรกิจสมุนไพร: มุมมองที่เกษตรกรและแบรนด์ต้องเปลี่ยน
อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมชี้ชัดว่าการเติบโตของ Wellness Economy คือโอกาสสำคัญในการนำความหลากหลายทางชีวภาพ สมุนไพร และภูมิปัญญาท้องถิ่นมาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงที่ตอบโจทย์ตลาดทั้งในและต่างประเทศ แต่โอกาสจะสูญเปล่าหากผู้ประกอบการยังติดอยู่กับการขาย “ของดิบ” หรือการแปรรูปขั้นต้น ดังนั้นการเปลี่ยนวิธีคิดจาก “มีอะไรขาย” เป็น “อะไรที่ตลาดต้องการ” จึงเป็นหัวใจทางยุทธศาสตร์ กรอบการทำงาน 5 แนวทางภายใต้ DIPROM FLEXi ตั้งแต่การค้นหาสมุนไพรอัตลักษณ์ การใช้วิทยาศาสตร์และนวัตกรรมยกระดับสินค้า การเตรียมความพร้อมเชิงพาณิชย์ การเชื่อมเครือข่ายพันธมิตร ไปจนถึงการสร้างความเข้มแข็งเศรษฐกิจฐานราก เป็นเส้นทางให้ผู้ประกอบการสมุนไพรเดินได้อย่างเป็นระบบ หากมองให้ลึก โมเดลนี้คือการออกแบบห่วงโซ่ธุรกิจสมุนไพรที่ผลตอบแทนไม่หยุดอยู่ที่โรงงานหรือแบรนด์ แต่กระจายรายได้กลับสู่เกษตรกรและชุมชนต้นทางอย่างต่อเนื่อง

เชื่อมเกษตรกรตลาดโลกต้องกล้าตั้งมาตรฐานและลงทุนในเรื่องราว
ทั้งโมเดลเชื่อมวัตถุดิบสู่เชฟและกรณีใบขลู่สะท้อนภาพเดียวกัน คือการต่อยอดวัตถุดิบท้องถิ่นพรีเมียมต้องพึ่งมากกว่าความอร่อยหรือสรรพคุณ หนึ่งคือการเลือกสรรคุณภาพเชฟที่ทำให้วัตถุดิบธรรมดาถูกกลั่นเป็นเมนูที่มีเอกลักษณ์และมูลค่าเพิ่ม สองคือการคิดเชิงแบรนด์และผลิตภัณฑ์ให้ชัดว่าใครคือกลุ่มเป้าหมาย และเรื่องราวใดจะทำให้สินค้านั้นมีที่ยืนในตลาด กรมการค้าภายในประกาศชัดว่าพร้อมทำหน้าที่เป็นกลไกเชื่อมโยงสินค้าเกษตรคุณภาพกับเชฟ ผู้ประกอบการ และตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อให้วัตถุดิบเติบโตได้อย่างยั่งยืน ขณะเดียวกัน กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมเร่งสร้างผู้ประกอบการสมุนไพรที่สามารถเติบโตได้จริงใน Wellness Economy และทำให้รายได้หมุนกลับไปสู่เกษตรกรและชุมชนต้นทางตลอดทั้งห่วงโซ่ ข้อสรุปคือ ถ้าเกษตรกรและแบรนด์กล้าตั้งมาตรฐานคุณภาพ กล้าลงทุนกับการออกแบบผลิตภัณฑ์และเรื่องราว วัตถุดิบท้องถิ่นจะไม่ใช่ของราคาถูกที่ขายผ่านพ่อค้าคนกลางอีกต่อไป แต่จะกลายเป็นสินทรัพย์ที่เชื่อมเกษตรกรสู่ตลาดโลกด้วยศักดิ์ศรีและตัวเลขรายได้ที่จับต้องได้







