ตลาดแรงงาน AI โตสวนทางเศรษฐกิจ แต่ไม่โตสำหรับผู้หญิง
งาน AI และ Data คือกลุ่มงานด้านเทคโนโลยีที่ใช้ปัญญาประดิษฐ์และข้อมูลเพื่อแก้ปัญหาให้ธุรกิจและสังคม เน้นการออกแบบระบบ วิเคราะห์ข้อมูล และพัฒนาเครื่องมือดิจิทัลที่ตอบโจทย์ผู้ใช้งาน งานกลุ่มนี้ต้องอาศัยทักษะการเขียนโปรแกรม การคิดเชิงระบบ และความเข้าใจบริบทการใช้งาน พร้อมทั้งมุมมองด้านจริยธรรม ความปลอดภัย และความเป็นส่วนตัวของข้อมูล จึงถูกมองว่าเป็นแกนกลางของตลาดแรงงานยุคใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี AI หลายคนอาจคิดว่าผู้หญิงได้ประโยชน์จากการเติบโตของตลาดแรงงาน AI เพราะงานใหม่เกิดขึ้นจำนวนมาก แต่ตัวเลขกำลังบอกอีกเรื่อง ข้อมูลที่วิเคราะห์ประกาศรับสมัครงานกว่า 912,000 ตำแหน่งพบว่า ภาพรวมตลาดแรงงานหดตัว 9.2% ขณะที่งานสาย AI และ Data กลับเติบโต 29.6% สวนทางตลาดโดยรวม ทว่าผู้หญิงกลับคิดเป็นเพียง 26% ของคนที่ได้งานใหม่ในสาย AI เทียบกับ 50% ในงานสายอื่น การบูมของตลาดแรงงาน AI จึงไม่แปลว่าทุกคนเข้าถึงโอกาสได้เท่ากัน โดยเฉพาะงาน AI เพศหญิงที่ยังต้องฝ่ากำแพงหลายชั้น

ทำไมงานยิ่งเงินดี ยิ่งมีผู้หญิงน้อยในวงการ AI
จุดเจ็บปวดที่สุดของช่องว่างเพศ เทคโนโลยี ไม่ได้อยู่ที่จำนวนผู้หญิงในวงการเทคโดยรวม แต่อยู่ที่ระดับตำแหน่งที่มีอำนาจและรายได้สูงในงาน AI เมื่อดูโครงสร้างงาน AI เพศหญิงจะเห็นภาพชัด ผู้หญิงกระจุกอยู่ในงานที่ค่าตอบแทนต่ำ เช่น ตำแหน่งผู้ติดป้ายกำกับข้อมูลที่มีหน้าที่จัดหมวดหมู่ข้อมูลเพื่อใช้สอนโมเดล AI ซึ่งผู้หญิงคิดเป็นเกินครึ่งของคนที่ได้งานตำแหน่งนี้ แต่ก็เป็นงาน AI ที่จ่ายต่ำที่สุด ต่ำกว่างานทั่วไปที่ไม่เกี่ยวกับ AI ด้วยซ้ำ ในทางกลับกัน ตำแหน่งที่ใช้ทักษะลึกและมีอำนาจตัดสินใจด้านเทคโนโลยี เช่น Member of Technical Staff หรือหัวหน้าฝ่าย AI กลับมีผู้หญิงอยู่เพียง 18% และ 20% ตามลำดับ งานวิจัยยังพบว่า เมื่อสัดส่วนผู้ชายในอาชีพ AI สูงขึ้นทุก 10 จุดเปอร์เซ็นต์ ค่าตอบแทนมัธยฐานในประกาศรับสมัครจะสูงขึ้นราว 45,000 ดอลลาร์ เมื่อเชื่อมโยงข้อมูลเหล่านี้เข้าด้วยกัน จะเห็นภาพตรงไปตรงมาว่า ยิ่งงาน AI จ่ายสูงเท่าไร ผู้หญิงยิ่งถูกผลักไปอยู่ชายขอบมากขึ้นเท่านั้น

ตลาดแรงงาน AI ต้องการคนด่วน แต่มหาวิทยาลัยกำลังผลิตใคร
แม้ช่องว่างเพศ เทคโนโลยีจะเด่นชัด แต่ความต้องการ AI Talent กลับพุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลประกาศงานระดับปริญญาตรีพบว่า 79% ต้องการผู้สมัครที่มีประสบการณ์อย่างน้อย 1 ปี สะท้อนการแข่งขันที่สูงขึ้นและทักษะที่เปลี่ยนไป ไม่ใช่แค่ใช้เครื่องมือเป็นแล้วจบ แต่ต้องเข้าใจปัญหา เลือกเทคโนโลยีเหมาะสม และรับผิดชอบผลลัพธ์จากสิ่งที่พัฒนาด้วย สถาบันการศึกษาจึงเร่งปั้นคนสายนี้ให้ทันตลาดแรงงาน AI ตัวอย่างคือโครงการ Gen AI Challenge 2026 ที่มีนักศึกษาชั้นปีที่ 2–4 จาก 3 สาขาวิชาเข้าร่วมกว่า 200 คน เพื่อเรียนรู้ทั้งปัญญาประดิษฐ์เชิงสร้างสรรค์ การออกแบบคำสั่งให้ AI และการใช้ AI อย่างรับผิดชอบ ก่อนลงมือพัฒนาต้นแบบแอปพลิเคชันผ่านแพลตฟอร์มที่เกี่ยวข้อง จากกิจกรรมนี้เกิดต้นแบบแอปพลิเคชัน AI เชิงสร้างสรรค์ 10 โครงการ และมีแผนต่อยอดบางผลงานไปเป็นระบบจริงหรือเข้าประกวดด้านนวัตกรรมในอนาคต คำถามสำคัญคือ ใน pipeline AI Talent เหล่านี้ ผู้หญิงถูกดึงเข้ามามากพอหรือยัง

เมื่อระบบผลักผู้หญิงออกจากงาน AI ทั้งทางตรงและทางอ้อม
การที่งาน AI เพศหญิงมีสัดส่วนน้อยไม่ใช่เรื่องของความสามารถ แต่สะท้อนระบบการทำงานและวัฒนธรรมที่ผลักผู้หญิงออกแบบเงียบ ๆ ข้อมูลชี้ว่าผู้หญิงไม่ได้เพียงเข้าไม่ถึงงานใหม่ที่ AI สร้างขึ้นเท่านั้น แต่ยังถูกกระจุกอยู่ในตำแหน่งที่ AI กำลังเข้ามาแทนสูง เช่น งานบริการลูกค้า ทำให้เสียเปรียบสองด้าน ทั้งเสี่ยงตกงานเดิม และเข้าไม่ถึงงานเงินดีชุดใหม่ ในแวดวงที่การแข่งขันรุนแรงและเทคโนโลยีเปลี่ยนเร็ว ผู้หญิงยังต้องแบกรับความคาดหวังเรื่องการทุ่มเวลาทำงานยาวนาน และผลกระทบจากการหยุดพักเพื่อดูแลครอบครัว มีเสียงสะท้อนว่าการลาคลอดไม่กี่เดือนก็ทำให้ต้องกลับมาไล่ตามเครื่องมือและโมเดลที่เปลี่ยนไประดับใหม่แล้ว และการอยู่รอดในสนามนี้อาศัยระบบสนับสนุน ทั้งจากองค์กรและครอบครัว ซึ่งไม่ใช่ผู้หญิงทุกคนจะมี เมื่อต่อภาพกับปัญหาวัฒนธรรมองค์กรที่ไม่เปิดรับและโอกาสเติบโตที่จำกัด ช่องว่างเพศ เทคโนโลยีจึงไม่ใช่แค่เรื่องการฝึกทักษะ แต่เป็นเรื่องโครงสร้างอำนาจและการออกแบบงาน
ข้อสรุปเชิงนโยบาย โอกาส AI ต้องไม่เป็นอภิสิทธิ์ของเพศเดียว
เมื่อ AI กำลังสร้างงานกลุ่มที่โตเร็วที่สุดและส่งผลต่อเศรษฐกิจโลกมากที่สุด แต่ผู้หญิงมีสัดส่วนน้อยอย่างน่าตกใจในบทบาทกำหนดทิศทางเทคโนโลยี ช่องว่างนี้จึงไม่ใช่เรื่องเล็ก หากปล่อยให้แนวโน้มดำเนินต่อไป เราอาจเห็นช่องว่างรายได้ระหว่างเพศที่กว้างที่สุดในหลายชั่วอายุคน และผู้หญิงจะถูกกันออกจากโต๊ะที่ใช้กำหนดอนาคตเศรษฐกิจและสังคม คำตอบจึงไม่ใช่แค่การเพิ่มคอร์สสอน AI แต่ต้องออกแบบระบบให้ความต้องการ AI Talent แปลเป็นโอกาสจริงสำหรับคนทุกเพศ ตั้งแต่การรับนักศึกษาในสาขาเทคโนโลยีโดยไม่ใช้มายาคติเรื่องเพศ การสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่รับฟังเสียงส่วนน้อย การจัดโครงสร้างเวลาทำงานและการลาพักที่ไม่ลงโทษผู้ดูแลครอบครัว ไปจนถึงการวัดผลงานด้วยฝีมือแทนภาพจำเรื่องเพศ ถ้า AI คืออนาคต การปล่อยให้อนาคตนี้ถูกเขียนโดยเพศเดียวก็เท่ากับยอมรับระบบชนชั้นล่างถาวรสำหรับอีกครึ่งหนึ่งของประชากรตั้งแต่วันนี้






