ชื่อเสียงในยุคอินดี้ร็อกใหม่คือการต่อรอง ไม่ใช่รางวัลปลายทาง
ชื่อเสียงของศิลปินร็อกยุคใหม่คือกระบวนการต่อรองระหว่างความสำเร็จเชิงพาณิชย์และความเป็นตัวตนทางศิลปะ ที่เต็มไปด้วยความเปราะบาง การตั้งคำถามกับตัวเอง และการยืนยันเสียงของตัวเองผ่านการบันทึกเพลงมากกว่าจะเป็นปลายทางที่ตายตัวของความโด่งดัง นักดนตรีจำนวนมากจึงใช้ชื่อเสียงเป็นเครื่องมือสำรวจตัวตน แทนที่จะยอมให้ชื่อเสียงกลืนกินตัวตนที่แท้จริงของพวกเขา เมื่อคุยกับศิลปินร็อกที่กำลังเติบโตจากอินดี้ดาร์ลิงสู่ระดับร็อกสตาร์ สิ่งที่ชัดที่สุดไม่ใช่ยอดสตรีม แต่คือความลังเลและตั้งใจในทุกเหตุผลสร้างสรรค์ ทั้ง Julia Jacklin ที่ใช้เวลาไตร่ตรองความรู้สึกของตัวเองอย่างหนักในอัลบั้มใหม่ The Gem และ Rhian Teasdale จาก Wet Leg ที่ยอมรับว่าตัวเองไม่อินกับบทดาวดังตามขนบ ความตึงเครียดนี้ทำให้สัมภาษณ์นักดนตรีกลายเป็นหน้าต่างสำคัญสู่โลกภายในที่เรามักมองข้ามเวลาเห็นภาพร็อกสตาร์บนเวที
Julia Jacklin การกลับบ้านเพื่อหาตัวเองใน The Gem
สำหรับ Julia Jacklin ชื่อเสียงไม่ได้แปลว่าต้องทิ้งพื้นที่ปลอดภัยของตัวเองไปตลอดกาล อัลบั้ม The Gem ของศิลปินและนักเขียนเพลงจากออสเตรเลียสะท้อนการเติบโต การเรียนรู้ และการตกผลึกทางอารมณ์หลังผ่านช่วงเวลาหนักหนาที่ยาวนานในชีวิต เธอสารภาพว่าใช้เวลานานกับการบันทึกเพลงชุดนี้ เพราะพยายามซื่อสัตย์กับความรู้สึกของตัวเองอย่างที่สุด จนความสับสนในชีวิตช่วงนั้นไหลออกมาเป็นเพลงที่เปราะบางอย่างเห็นได้ชัด การเลือกกลับไปอัดทั้งอัลบั้มในบ้านที่เมลเบิร์นกับเพื่อนสนิททำให้บรรยากาศการทำงานพลิกกลับไปเหมือนตอนเริ่มต้นทำเพลงใหม่ ๆ Julia เล่าว่ามันรู้สึกธรรมดาและเท่าเทียมกว่าการทำงานในระบบอุตสาหกรรม ที่มักมีอำนาจลึกลับคอยถ่วงอยู่ในห้องบันทึกเสียงเสมอ เธอยังมองย้อนจากอัลบั้มเปิดตัว Don’t Let the Kids Win ในปี 2016 จนถึงวันนี้ และเชื่อว่าตัวเองเมื่อสิบปีก่อนคงตกใจมากหากเห็นว่าเธอมาได้ไกลแค่ไหน นี่คือการเดินทางกลับบ้าน ทั้งในความหมายของสถานที่และความเป็นตัวตนที่เธอเลือกเอง
ชื่อเสียงพบเงินในแนชวิลล์ และคำถามว่าดนตรีคุ้มกับชีวิตที่หายไปหรือไม่
สิ่งที่น่าสนใจคือ Julia ไม่โรแมนติไซส์เมืองแห่งดนตรีไปทั้งหมด เธอเล่าว่าแนชวิลล์เป็นพื้นที่ประหลาดสำหรับนักดนตรี เพราะมันคือจุดที่ดนตรีพบกับเงินอย่างเข้มข้น และบางส่วนของเมืองให้ความรู้สึกเหมือนสวนสนุกของดนตรีที่หลุดออกจากความเป็นจริง ประสบการณ์นั้นทำให้เพลง If I Had the Hand of God กลายเป็นแทร็กที่ส่วนตัวและเปราะบางที่สุดใน The Gem เธอตั้งคำถามกับตัวเองในช่วงพักทัวร์ว่าการเป็นนักดนตรีทัวร์คุ้มกับการพลาดช่วงชีวิตของผู้คนที่บ้านหรือไม่ Julia อธิบายว่าการใช้คำเปรียบ Hand of God ในเพลงคือการคิดสมมติว่า ถ้ามองเห็นอดีตและอนาคตทั้งหมดของตัวเอง เธอยังจะจัดลำดับความสำคัญให้การเดินสายเล่นคอนเสิร์ตเหมือนเดิมหรือเปล่า และตอนนี้เธอกำลังหมกมุ่นกับมันจนหลุดจากสิ่งสำคัญอื่น ๆ ในชีวิตที่วันหนึ่งอาจเสียใจเมื่อแก่ตัวหรือไม่ ความเปราะบางนี้ไม่ได้มีไว้เพื่อดึงความสงสาร แต่มันทำหน้าที่เตือนตัวเองให้เลือกชีวิตอย่างรู้เท่าทัน
Wet Leg และ Rhian Teasdale ร็อกสตาร์ที่ไม่ยอมให้รางวัลนิยามตัวตน
อีกฟากของอินดี้ร็อก Rhian Teasdale แห่ง Wet Leg แสดงให้เห็นว่าร็อกสตาร์ไม่จำเป็นต้องแบกภาพลักษณ์จริงจังหรือทรงอำนาจตลอดเวลา บนเวทีเธอโดดเด่นด้วยผมสีชมพูเปปโต ชุดตัวจิ๋ว และท่าทางเกร็งกล้ามไบเซปในเพลงที่สลับจากหน้าตายนิ่งไปสู่เนื้อหาทะลึ่งโจ่งแจ้ง แต่เมื่อเดินลงจากเวที เธอกลับปรากฏตัวด้วยกางเกงยีนส์ขาดและฮู้ดดี้สีดำที่พิมพ์คำว่า Rotisserie Chicken น้ำเสียงนุ่มเบาและการลังเลกับคำตอบทำให้ภาพร็อกสตาร์ของเธอดูมีความขัดแย้งแบบน่าสนใจ นับตั้งแต่ซิงเกิลแจ้งเกิด Chaise Longue ในปี 2021 Teasdale กลายเป็นหนึ่งในนักร้องนำหญิงที่ถูกจดจำได้ง่ายที่สุดในวงการอินดี้ร็อก แต่แม้จะคว้ารางวัล Grammy และ BRIT เธอยอมรับว่าเรื่องรางวัลทั้งหมดเป็นงานใหญ่โตเอิกเกริกมาก และไม่แน่ใจว่ามีไว้เพื่อศิลปินจริง ๆ หรือเปล่า สุดท้ายมันเป็นคนละส่วนกับกระบวนการสร้างสรรค์ของการอยู่ในวงโดยสิ้นเชิง นี่คือการปฏิเสธไม่ให้ระบบยกย่องภายนอกเข้ามากำหนดความหมายของความสำเร็จในระดับศิลปะ

ความกล้าเปราะบางคือสะพานเชื่อมศิลปินกับผู้ฟังทั่วโลก
ทั้ง Julia และ Rhian ต่างแสดงให้เห็นว่าการเป็นศิลปินร็อกในยุคนี้คือการยืนยันความเปราะบางอย่างเปิดเผยมากกว่าการทำตัวเข้มแข็งตลอดเวลา Julia เองบอกว่าบางครั้งเธอเขียนเพลงขึ้นมาเพื่อให้กำลังใจตัวเองในการทำสิ่งที่ยังไม่พร้อมทำ และหวังว่า The Gem จะทำหน้าที่แบบไหนก็ได้ที่ผู้ฟังต้องการจากมัน ไม่ว่าพวกเขาจะเพิ่งรู้จักเธอจากอัลบั้มนี้หรือไม่ ด้าน Rhian วง Wet Leg กลับมาด้วยอัลบั้มที่สอง Moisturiser ซึ่งนุ่มนวล โรแมนติก และเต็มไปด้วยเพลงรักหวานเลี่ยนกับช่วงเวลาที่เปราะบางอย่างจริงใจ แม้ยังมีเนื้อเพลงทะลึ่งในปริมาณกำลังดี สิ่งที่ทั้งคู่เหมือนกันคือการยืนข้างความเป็นตัวตนและทีมงานที่เข้าใจโลกของตนเอง Julia เล่าว่าการมีผู้ชายแค่คนเดียวในทีมทัวร์ทำให้เธอรู้สึกไม่โดดเดี่ยวเมื่อต้องเผชิญประสบการณ์แบบผู้หญิงในวงการ เพราะทุกคนเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นร่วมกันโดยไม่ต้องเสียพลังไปกับการอธิบาย เธอสรุปว่าควรใช้พลังไปกับดนตรี ตัวเอง และผู้คนของตัวเอง มากกว่ากังวลกับสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ และนี่คือหัวใจของความเป็นร็อกสตาร์รูปแบบใหม่ ที่ใช้ความซื่อสัตย์และช่องโหว่ทางอารมณ์เป็นสะพานเชื่อมกับคนฟังทั่วโลกผ่านทุกการบันทึกเพลง

