ZestBuyZestBuy

ถนนไปสู่แหลมทอง: นิทรรศการคราฟต์ฟิล์มที่บันทึกจิตวิญญาณปักษ์ใต้

ถนนไปสู่แหลมทอง: นิทรรศการคราฟต์ฟิล์มที่บันทึกจิตวิญญาณปักษ์ใต้
ความสนใจ|รวมภาพถ่าย

นิยามใหม่ของนิทรรศการภาพถ่าย: คราฟต์ฟิล์มกับการมองแหลมทองด้วยสายตาใหม่

นิทรรศการภาพถ่ายคราฟต์ฟิล์ม “ถนนไปสู่แหลมทอง” คือการนำศิลปะภาพถ่ายมาทำหน้าที่เป็นสมุดบันทึกสายตาและความทรงจำของศิลปินต่อดินแดนปักษ์ใต้ ผ่านกระบวนการถ่ายทำและล้างฟิล์มด้วยเทคนิคห้องมืดที่ประณีต ทำให้ทุกภาพบอกเล่ามิติของภูมิประเทศ ผู้คน และพหุวัฒนธรรมด้วยรายละเอียดแสงและเงาที่ซื่อตรงต่อความจริง แต่ยังคงความงามเชิงศิลปะและอัตลักษณ์ของผู้สร้างสรรค์อย่างชัดเจน เป็นนิทรรศการที่ยืนยันว่าคราฟต์ฟิล์มยังมีบทบาทสำคัญในโลกศิลปะภาพถ่ายร่วมสมัย และมีพลังในการถ่ายทอดศิลปะและวัฒนธรรมในระยะยาวมากกว่าการกดชัตเตอร์แบบฉาบฉวย

หัวใจของนิทรรศการนี้คือช่างภาพ ไชยยศ ปิ่นประดับ ผู้เคยเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งนิตยสาร Phuket Bulletin และกลับมาจับกล้องฟิล์มในวัย 74 ปี เขาไม่ได้เพียงออกเดินทางจากปราณบุรีสู่ตากใบเพื่อเก็บภาพสวยๆ แต่ตั้งใจบันทึกจิตวิญญาณของปักษ์ใต้ที่เป็นบ้านเกิดและรากเหง้าทางวัฒนธรรมของตนเอง ผ่านภาพถ่ายคราฟต์ฟิล์ม 114 ภาพที่จัดแสดงบนผนังโค้ง ชั้น 5 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ระหว่างวันที่ 28 กรกฎาคม – 9 สิงหาคม 2569 และเปิดให้ชมฟรีสำหรับสาธารณชน การเลือกใช้ฟิล์ม การเดินทางคนเดียว และการกลับไปถ่ายซ้ำหลายครั้ง บอกชัดว่าผลงานชุดนี้คือการทุ่มเทระยะยาวเพื่อการบันทึกเรื่องเล่า ไม่ใช่เพียงการสร้างภาพที่สวยงาม

ถนนไปสู่แหลมทอง: นิทรรศการคราฟต์ฟิล์มที่บันทึกจิตวิญญาณปักษ์ใต้

การเดินทาง 150 วัน: จากปราณบุรีถึงตากใบและภูมิทัศน์พหุวัฒนธรรม

สิ่งที่ทำให้ “ถนนไปสู่แหลมทอง” มีน้ำหนักมากกว่างานนิทรรศการภาพถ่ายทั่วไป คือระยะเวลาของการลงพื้นที่และความตั้งใจที่จะเข้าไปคลุกคลีกับภูมิทัศน์และผู้คนจริงๆ ไชยยศเริ่มต้นเส้นทางจากปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งมักถูกเรียกว่า “ประตูสู่ภาคใต้” ขับรถไปเรื่อยๆ ท่ามกลางภูเขา ทะเล เมืองเล็กและชุมชนพหุวัฒนธรรมที่เรียงรายตามแนวคาบสมุทร เขาใช้ช่วงเวลาตั้งแต่เดือนกันยายน 2567 ถึงมกราคม 2568 ตระเวนลงพื้นที่ตลอดแนวคาบสมุทร โดยมีปัตตานีเป็นศูนย์กลางการทำงาน การเดินทางกว่า 150 วันทำให้ภาพแต่ละใบไม่ได้เกิดจากการพบเห็นแบบผิวเผิน แต่คือผลของการสังเกต ความคุ้นเคย และการกลับไปดูพื้นที่เดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่า

สิ่งที่โดดเด่นในงาน คือการจัดองค์ประกอบที่ให้ความสำคัญกับเทือกเขา สถาปัตยกรรม และรายละเอียดเล็กน้อยในวิถีชีวิตที่คนท้องถิ่นคุ้นตา แต่คนภายนอกมักมองข้าม ไชยยศเล่าว่าเขาถูกโอบล้อมด้วยเทือกเขาขนาดใหญ่ หลายลูกสูงเสียดฟ้าอย่างน่าเกรงขาม บางลูกโค้งมนอ่อนโยนระหว่างทาง ภาพวัดวาอารามตั้งแต่ปลายนครศรีธรรมราชจรดสงขลา ไปจนถึงกุฏิเจ้าอาวาสวัดชลธาราสิงเห อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส คือหลักฐานว่าศิลปะพื้นถิ่นและงานช่างชั้นสูงของภาคใต้ยังได้รับการดูแลอย่างดี นิทรรศการนี้จึงไม่เพียงบอกว่าภาคใต้มีภูมิประเทศงดงาม แต่บอกว่ารากทางศิลปะและวัฒนธรรมยังแข็งแรงอยู่ในวัด ในตึกเก่า และในซอกเล็กๆ ของเมืองชายแดน

ถนนไปสู่แหลมทอง: นิทรรศการคราฟต์ฟิล์มที่บันทึกจิตวิญญาณปักษ์ใต้

คราฟต์ฟิล์ม Hasselblad Xpan: เมื่อเทคนิคกลายเป็นจริยธรรมการเล่าเรื่อง

การที่นิทรรศการนี้เลือกใช้คราฟต์ฟิล์มแทนระบบดิจิทัลคือจุดยืนที่ชัดเจน ไชยยศหวนกลับมาสู่วงการภาพถ่ายด้วยการโทรหาเพื่อนเก่าในกรุงเทพฯ เพื่อขอให้ช่วยจัดหากล้อง Hasselblad Xpan ซึ่งเป็นกล้องฟิล์มพาโนรามาแบบ Rangefinder ที่ศิลปินทั่วโลกตามหา เพราะสามารถบันทึกภาพในสัดส่วน 24×65 มิลลิเมตรที่ให้มุมมองกว้างและมิติความลึกที่ระบบดิจิทัลเลียนแบบได้ยาก เขาใช้ฟิล์มกว่า 50 ม้วนในการสร้างสรรค์ผลงาน 114 ภาพในนิทรรศการชุดนี้ ทุกครั้งที่ถ่ายเสร็จ เขาจะส่งม้วนฟิล์มกลับไปให้เพื่อนช่างห้องมืดช่วยล้างและอัดขยายอย่างพิถีพิถัน เป็นกระบวนการทำงานที่ช้า ตั้งใจ และมีต้นทุนทางเวลา แต่แลกมาด้วยภาพที่มีความน่าเชื่อถือเชิงแสง สี และเนื้อฟิล์ม

ข้อเท็จจริงที่น่าสนใจและควรนำมาคิดต่อสำหรับคนรักศิลปะภาพถ่ายคือ ฟิล์มทุกม้วนในนิทรรศการได้รับการล้างและอัดขยายด้วยเทคนิคห้องมืดมาตรฐานสากล โดยศรีสุภัจจ์ เสถียรศรี ผู้เชี่ยวชาญด้านห้องมืดและผู้ก่อตั้ง Min Black and White Darkroom นี่ไม่ใช่แค่เรื่องเทคนิค แต่คือจริยธรรมในการเล่าเรื่องผ่านภาพ การเลือกคราฟต์ฟิล์มหมายถึงการยอมรับข้อจำกัดของจำนวนภาพและแสงที่ควบคุมได้ยาก เพื่อแลกกับความซื่อตรงและสัมผัสของเนื้อภาพที่จับต้องได้มากกว่าไฟล์ดิจิทัล ภาพในนิทรรศการจึงมีคุณค่าทางการเวลาและฝีมือ ไม่ต่างจากงานหัตถกรรมที่ทำทีละชิ้น การถ่ายด้วยคราฟต์ฟิล์มในบริบทนี้กลายเป็นคำประกาศว่า ศิลปะภาพถ่ายยังเป็นงานคราฟต์ ไม่ใช่แค่ผลผลิตจากเครื่องมืออัตโนมัติ

ถนนไปสู่แหลมทอง: นิทรรศการคราฟต์ฟิล์มที่บันทึกจิตวิญญาณปักษ์ใต้

นิทรรศการเปิดให้ชมฟรี: ศิลปะและวัฒนธรรมที่คืนสู่สาธารณะ

อีกประเด็นที่ทำให้ “ถนนไปสู่แหลมทอง” น่าสนใจเชิงสังคม คือการเลือกเปิดพื้นที่ให้สาธารณชนเข้าชมฟรี ระหว่างวันที่ 28 กรกฎาคม – 9 สิงหาคม 2569 บริเวณผนังโค้ง ชั้น 5 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร หากมองในมุมศิลปะและวัฒนธรรม การที่นิทรรศการภาพถ่ายที่ลงทุนด้วยเวลาหลายเดือนและการทำคราฟต์ฟิล์มอย่างประณีต กลายเป็นพื้นที่ให้คนทั่วไปเข้ามาเดินดูโดยไม่มีค่าใช้จ่าย คือการคืนความรู้และความทรงจำทางวัฒนธรรมสู่สาธารณะ ภาพภูเขา ทะเล ตึกเก่า วัดวา และใบหน้าผู้คนจากดินแดนพหุวัฒนธรรม ไม่ได้ถูกเก็บไว้บนชั้นหนังสือหรือผนังส่วนตัวของศิลปิน แต่ถูกแขวนไว้ในพื้นที่กลางที่ใครก็สามารถเข้ามาตีความ ลงหลักหมาย และตั้งคำถามต่ออัตลักษณ์ภาคใต้ด้วยสายตาของตนเอง

นิทรรศการนี้จึงทำงานสองชั้นในเวลาเดียวกัน ชั้นแรกคือการบันทึกศิลปะภาพถ่ายในรูปแบบคราฟต์ฟิล์มที่กำลังกลายเป็นเทคนิคเฉพาะกลุ่ม แต่ยังสำคัญต่อการรักษาเนื้อแท้ของภาพ ชั้นที่สองคือการใช้ภาพถ่ายเหล่านี้เป็นเครื่องมือสาธารณะในการอนุรักษ์และตั้งคำถามต่อศิลปะและวัฒนธรรมของปักษ์ใต้ เมื่อผู้ชมเดินผ่านผนังโค้งที่เต็มไปด้วยภาพพาโนรามา พวกเขาไม่เพียงเห็น “ภูมิประเทศ” แต่เห็น “ภูมิใจ” ของคนภาคใต้ที่ยังคงผูกพันกับภูเขา ทะเล สถาปัตยกรรม และศรัทธาในชุมชน การเปิดให้ชมฟรีจึงไม่ใช่แค่การเข้าถึงง่าย แต่คือการยืนยันว่าศิลปะภาพถ่ายควรเป็นสมบัติร่วมของสังคมมากกว่าของสะสมส่วนบุคคล

ถนนไปสู่แหลมทอง: นิทรรศการคราฟต์ฟิล์มที่บันทึกจิตวิญญาณปักษ์ใต้

บทสรุป: คราฟต์ฟิล์มในฐานะเครื่องมือระยะยาวของการบันทึกความทรงจำปักษ์ใต้

เมื่อมองย้อนกลับไปตลอดเส้นทาง “ถนนไปสู่แหลมทอง” เราจะเห็นว่าความสำคัญของนิทรรศการนี้ไม่ได้อยู่แค่ในจำนวน 114 ภาพ หรือชื่อกล้อง Hasselblad Xpan หากอยู่ในเจตจำนงของช่างภาพวัย 74 ปีที่เลือกกลับมาทำงานด้วยคราฟต์ฟิล์ม และยอมใช้ชีวิตกว่า 150 วันบนถนนสายใต้เพื่อบันทึกภูมิทัศน์และจิตวิญญาณของบ้านเกิด การถ่ายด้วยฟิล์มที่ต้องคิดทุกช็อต การกลับไปถ่ายซ้ำเพื่อรอจังหวะแสงที่เหมาะสม และการทำงานร่วมกับห้องมืดมืออาชีพ ทำให้ผลงานชุดนี้มีน้ำหนักของเวลา ความอดทน และความรักในปักษ์ใต้ที่ประจักษ์ชัดในทุกเฟรม ภาพแต่ละใบจึงไม่ใช่เพียงหลักฐานทางสายตา แต่เป็นบันทึกอารมณ์ ความเชื่อ และความสัมพันธ์ระหว่างคนกับพื้นที่

ในยุคที่ภาพถ่ายดิจิทัลหลั่งไหลอย่างไร้ขีดจำกัด นิทรรศการภาพถ่ายคราฟต์ฟิล์มอย่าง “ถนนไปสู่แหลมทอง” เตือนให้เราตั้งคำถามว่า เราต้องการภาพจำนวนมาก หรือเราต้องการภาพที่มีความหมายและเวลาอยู่ข้างใน การเลือกใช้คราฟต์ฟิล์มและเทคนิคห้องมืดมาตรฐานสากลไม่ใช่ความย้อนยุค แต่เป็นการยืนยันว่าศิลปะภาพถ่ายยังมีศักยภาพในการบันทึกศิลปะและวัฒนธรรมในระยะยาว เมื่อผู้ชมเดินออกจากผนังโค้งของ BACC พวกเขาไม่ได้แค่พกภาพภาคใต้ในความทรงจำ แต่พกคำถามติดตัวว่าเราจะรักษาอัตลักษณ์และจิตวิญญาณของภูมิภาคต่างๆ ไว้ได้อย่างไร ในโลกที่เปลี่ยนเร็วเกินกว่าจะบันทึกด้วยสายตาที่ไม่ตั้งใจ

ถนนไปสู่แหลมทอง: นิทรรศการคราฟต์ฟิล์มที่บันทึกจิตวิญญาณปักษ์ใต้

ZestBuy ได้รับค่าคอมมิชชั่นเมื่อคุณช้อปผ่านลิงก์ของเรา โดยคุณไม่ต้องจ่ายเพิ่ม บทความนี้สร้างขึ้นด้วย AI จากแหล่งข้อมูลที่เผยแพร่และข้อมูลสินค้า

Related Products

You May Also Like

Comments
พูดอะไรบางอย่าง...
ยังไม่มีความคิดเห็น มาเป็นคนแรกที่แบ่งปันความคิดเห็นของคุณ!