Pet Economy คืออะไร และสัญญาณการเติบโตที่มองข้ามไม่ได้
Pet Economy คือระบบเศรษฐกิจที่เกิดจากการใช้จ่ายเพื่อสัตว์เลี้ยง ตั้งแต่อาหาร ผลิตภัณฑ์สุขภาพ การแพทย์ การประกัน บริการด้านไลฟ์สไตล์ ไปจนถึงที่อยู่อาศัยและการท่องเที่ยวที่รองรับสัตว์เลี้ยง ซึ่งสะท้อนการมองสัตว์เลี้ยงเป็นสมาชิกครอบครัว ทำให้เจ้าของยอมทุ่มงบประมาณเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและอายุขัยของสัตว์เลี้ยงอย่างต่อเนื่อง มากกว่าการดูแลเพียงพื้นฐานด้านอาหารและที่อยู่แบบเดิม.
ภาพที่ชัดที่สุดของการเติบโตของตลาดสัตว์เลี้ยง คือยอดใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตในหมวดค่าใช้จ่ายสัตว์เลี้ยงช่วงเดือนมกราคม–มิถุนายน มีมูลค่ารวมกว่า 602 ล้านบาท เติบโต 12% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน. ในเดือนมิถุนายนเพียงเดือนเดียว ยอดใช้จ่ายแตะ 101 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 13% จากปีก่อน. ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นท่ามกลางเศรษฐกิจที่ผู้บริโภคโดยรวมยังระมัดระวังการใช้จ่ายและกำลังซื้อฟื้นตัวไม่ทั่วถึง. กล่าวได้ว่าสัตว์เลี้ยงกำลังกลายเป็น “ศูนย์กลางการใช้จ่ายเชิงอารมณ์” ที่มีความยืดหยุ่นต่อภาวะเศรษฐกิจมากกว่าหลายหมวดสินค้าและบริการอื่น.

จาก Pet Humanization สู่ Pet Longevity: ทำไมเจ้าของยอมจ่ายแพงขึ้น
หัวใจของการเติบโตในตลาดสัตว์เลี้ยงคือการเปลี่ยนทัศนคติจากการเลี้ยงสัตว์แบบเดิมไปสู่ยุค Pet Parent หรือ pet humanization ที่เจ้าของยกระดับสัตว์เลี้ยงเป็นสมาชิกครอบครัวที่ต้องดูแลอย่างดี. รูปแบบการใช้จ่ายจึงขยับจากอาหารและของใช้พื้นฐานไปสู่สินค้าและบริการพรีเมียมที่เน้นสุขภาพระยะยาว คุณภาพชีวิต และความสุขในทุกช่วงวัยของสัตว์เลี้ยง. เมื่อความรักถูกแปลงเป็นงบประมาณ เจ้าของจึงให้ความสำคัญกับการดูแลเชิงป้องกันมากกว่ารอให้เจ็บป่วยแล้วค่อยรักษา.
แนวคิดนี้ต่อยอดไปสู่เทรนด์ pet longevity หรือการอยากให้สัตว์เลี้ยงมีอายุยืนอย่างมีคุณภาพ โดยครอบคลุมทั้งอาหารที่ใช้วัตถุดิบคุณภาพสูง สูตรเฉพาะสำหรับโรคหรือช่วงวัย การพบสัตวแพทย์ทางไกล (televet) การตรวจ DNA ประเมินความเสี่ยงโรค และเทคโนโลยีสเต็มเซลล์เพื่อฟื้นฟูสุขภาพ. กล่าวแบบจำได้ง่ายคือ เจ้าของไม่ได้ต้องการให้สัตว์เลี้ยง “อยู่ยาวอย่างเดียว” แต่ต้อง “อยู่ดี อยู่สบาย” จนตลอดช่วงชีวิต การลงทุนกับผลิตภัณฑ์สุขภาพ การรักษาพยาบาล และประกันสัตว์เลี้ยงจึงเพิ่มขึ้นตามไปด้วย.

คนโสด สังคมไม่มีลูก และการขยายตัวของฐานผู้บริโภคในตลาดสัตว์เลี้ยง
Pet Economy ไม่ได้โตเพราะคนรักสัตว์มากขึ้นอย่างเดียว แต่โตเพราะโครงสร้างครอบครัวและค่านิยมเปลี่ยนไปอย่างเป็นระบบ ข้อมูลวิจัยพบว่าจำนวนสุนัขและแมวที่มีเจ้าของเพิ่มจาก 4.7 ล้านตัวในปี 2565 เป็น 7.3 ล้านตัวในปี 2569 หรือเติบโตเฉลี่ย 11.6% ต่อปี. ในขณะที่อัตราการเกิดของเด็กลดลงต่อเนื่อง. นี่คือสัญญาณชัดเจนว่าหลายคนกำลังเลือกสัตว์เลี้ยงมาเติมเต็มความหมายของคำว่าครอบครัว แทนการมีลูกในระบบครอบครัวแบบดั้งเดิม.
ผลสำรวจยังชี้ว่า ประมาณครึ่งหนึ่งของกลุ่มคนโสด (SINK) และกลุ่มที่แต่งงานแล้วแต่ไม่มีบุตร (DINK) อายุ 24–44 ปี ไม่ต้องการมีลูก. ขณะที่ 49% ของกลุ่มตัวอย่างอายุ 24–41 ปีต้องการเลี้ยงสัตว์เป็นลูก. กลุ่มคนโสดและคู่ไม่มีบุตรจึงกลายเป็นฐานผู้บริโภคใหม่ที่ใช้จ่ายกับค่าใช้จ่ายสัตว์เลี้ยงมากขึ้น ทั้งอาหารพรีเมียม การรักษาพยาบาล ไปจนถึงบริการไลฟ์สไตล์สำหรับสัตว์เลี้ยง การที่กลุ่มวัยทำงานมีกำลังซื้อหันมาให้ความสำคัญกับสัตว์เลี้ยงเช่นนี้ ทำให้ตลาดสัตว์เลี้ยงมีแนวโน้มเติบโตยาวและขยายตัวไปสู่สินค้าบริการหลากหลายรูปแบบมากขึ้น.

Pet Expo และสิทธิพิเศษทางการเงิน: จุดเชื่อมระหว่างแบรนด์กับ Pet Parent
เมื่อ Pet Economy โตแรง งานอีเวนต์และมหกรรมสินค้าเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงจึงกลายเป็นสมรภูมิสำคัญที่แบรนด์เข้าไปเชื่อมต่อกับเจ้าของสัตว์เลี้ยงโดยตรง งาน Pet Expo Championship 2026 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 30 กรกฎาคม – 2 สิงหาคม 2569 ณ ฮอลล์ 6–8 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เป็นตัวอย่างชัดว่าอุตสาหกรรมสินค้าและบริการสำหรับสัตว์เลี้ยงกำลังเดินหน้าอย่างจริงจัง ทั้งในมิติการสร้างแบรนด์ การนำเสนอสินค้าใหม่ และการออกแบบประสบการณ์ร่วมกับเจ้าของสัตว์เลี้ยง.
ภายในงานดังกล่าว ยังมีการใช้เครื่องมือทางการเงินมาช่วยผลักดันการใช้จ่ายของกลุ่ม Pet Parent เช่น สิทธิในการใช้คะแนนสะสมแลกรับเครดิตเงินคืนสูงสุด 18% ตามยอดใช้จ่ายต่อวัน และทางเลือกแบ่งชำระด้วยอัตราดอกเบี้ยพิเศษ 0.74% ต่อเดือน นานสูงสุด 10 เดือน เมื่อมียอดใช้จ่ายตามเงื่อนไข. ข้อเสนอเหล่านี้ไม่ได้เป็นแค่โปรโมชั่น แต่สะท้อนว่าผู้ให้บริการทางการเงินเริ่มมองค่าใช้จ่ายสัตว์เลี้ยงเป็นหมวดที่ต้องออกแบบผลิตภัณฑ์เฉพาะ รองรับทั้งการใช้จ่ายครั้งใหญ่และการบริหารความเสี่ยงระยะยาว เช่นแนวโน้มประกันสัตว์เลี้ยงและบริการ televet ที่บริษัทประกันสามารถพิจารณาเพิ่มเข้าไปในแผนคุ้มครอง.
อนาคต Pet Economy: โอกาสใหญ่ของธุรกิจสัตว์เลี้ยงและบริการรอบตัว
การเติบโตของยอดใช้จ่ายด้านสัตว์เลี้ยงที่แตะ 602 ล้านบาทในครึ่งปีและพุ่งขึ้น 12% แม้เศรษฐกิจโดยรวมยังไม่ฟื้นเต็มที่ เป็นสัญญาณว่า Pet Economy กำลังขึ้นมาเป็นกลไกสำคัญของเศรษฐกิจไลฟ์สไตล์. สัตว์เลี้ยงไม่ใช่แค่ตลาดปลายทางของอาหารและของเล่น แต่เป็นศูนย์กลางที่เชื่อมต่อหลายอุตสาหกรรม ตั้งแต่อาหารและการแพทย์ ไปจนถึงที่อยู่อาศัย บริการ และไลฟ์สไตล์ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับการใช้ชีวิตร่วมกับสัตว์เลี้ยง. ใครที่มองเห็นสัตว์เลี้ยงเป็น “ลูกค้า” กลุ่มใหม่ จะมีโอกาสออกแบบสินค้าและบริการที่สร้างรายได้และความสัมพันธ์ระยะยาว.
ด้านการเงิน แนวโน้มความรักที่มาพร้อมค่าใช้จ่ายที่คาดไม่ถึงกำลังผลักให้บริษัทประกันและสถาบันการเงินต้องคิดผลิตภัณฑ์ใหม่ ตั้งแต่การพัฒนาเทคโนโลยียืนยันตัวตนสัตว์เลี้ยง ความร่วมมือกับสถานพยาบาลสัตว์เลี้ยงเพื่อเก็บข้อมูลค่ารักษาอย่างเป็นระบบ ไปจนถึงการเพิ่มบริการ televet ในความคุ้มครองเพื่ออำนวยความสะดวกทั้งเจ้าของและสัตว์เลี้ยง. เมื่อจำนวนสัตว์เลี้ยงมีเจ้าของเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และเจ้าของยอมลดค่าใช้จ่ายหมวดอื่นแต่ยังทุ่มให้สัตว์เลี้ยง, ธุรกิจสัตว์เลี้ยงและบริการรอบด้านที่เข้าใจเทรนด์ Pet Humanization และ Pet Longevity จึงมีโอกาสเติบโตระยะยาวอย่างโดดเด่นกว่าหลายเซ็กเตอร์ในเศรษฐกิจปัจจุบัน.






