นิยามยุคใหม่ของการตรวจเลือด Alzheimer's และไบโอมาร์กเกอร์โรคสมอง
การตรวจเลือด Alzheimer's คือแนวทางการตรวจสารชีวภาพเฉพาะในเลือดที่สัมพันธ์กับการเกิดและการดำเนินโรคสมองเสื่อม เช่น โปรตีน Tau หรือโปรตีนที่เกี่ยวข้องกับคราบอะไมลอยด์ เพื่อช่วยให้แพทย์ประเมินความเสี่ยงและการเปลี่ยนแปลงของสมองได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น โดยใช้วิธีที่ไม่รุกล้ำตัวผู้ป่วยมากเท่าการตรวจภาพสมองและการเก็บน้ำไขสันหลัง หัวใจของการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้คือการยอมรับว่า ไบโอมาร์กเกอร์โรคสมอง ไม่ได้อยู่แค่ในสมองอีกต่อไป แต่กระจายร่องรอยออกมาทั้งในเลือดและบนผิวหนัง การที่บริษัทเทคโนโลยีชีวภาพสามารถวัด eMTBR Tau ในพลาสมาได้เป็นครั้งแรก ทำให้ Tau protein detection ก้าวจากห้องวิจัยเชิงทดลองสู่การพัฒนาเครื่องมือคัดกรองในเชิงพาณิชย์ได้ ขณะเดียวกัน งานวิจัยเรื่องกลิ่นจากสะดือและไขมันบนผิวก็กำลังเสนอว่า ร่างกายเราอาจส่งสัญญาณเตือนโรคประสาทออกมาผ่าน “กลิ่นตัวแบบเฉพาะโรค” ซึ่งท้าทายภาพเดิมของการวินิจฉัยโรคเบื้องต้นที่ต้องพึ่งเทคโนโลยีแพงและขั้นตอนที่เจ็บตัว
จากก้อนพันกันของ Tau สู่เข็มฉีดยา: ความหมายของ eMTBR-Tau ในพลาสมา
โปรตีน Tau ที่จับตัวเป็นก้อนพันกันในสมองเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์สำคัญของโรคสมองเสื่อมแบบ Alzheimer แต่ปัญหาคือรูปแบบ Tau ที่เกี่ยวข้องกับก้อนพันกันเหล่านี้มีระดับต่ำมากในเลือดจนเคยแทบวัดไม่ได้ การพึ่งการถ่ายภาพสมองและการตรวจน้ำไขสันหลังจึงกลายเป็นภาระทั้งค่าใช้จ่ายและความไม่สบายตัวของผู้ป่วย การมาถึงของชุดตรวจแบบอิมมูโนแอสเสย์ซิงเกิลเพล็กซ์สำหรับ eMTBR Tau ในพลาสมาที่บริษัท Spear Bio เปิดตัวในฐานะผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ชุดแรก ถือเป็นจุดเปลี่ยนด้าน Tau protein detection โดยเทคโนโลยีอิมมูโนแอสเสย์ความไวสูงของบริษัทนี้ถูกออกแบบมาเพื่อวัด eMTBR Tau ที่มีความเข้มข้นต่ำมากในพลาสมาได้ ไบโอมาร์กเกอร์โรคสมองตัวใหม่นี้ถูกนำเสนอในเวบินาร์หัวข้อการเพิ่มความไวในการตรวจ Tau tangle โดยมีนักวิจัยจากสถาบันการแพทย์และผู้บริหารผลิตภัณฑ์ของบริษัทเข้าร่วมในวันที่ 2 ตุลาคม เวลา 11 นาฬิกาตามเวลา EDT และมีการเปิดให้ลงทะเบียนรับชมย้อนหลังได้ ประเด็นสำคัญคือ eMTBR Tau อาจให้ภาพของพยาธิสภาพ Tau ที่ต่างจากไบโอมาร์กเกอร์ pTau ที่ใช้กันอยู่เดิม ซึ่งถ้ายืนยันได้ ก็หมายถึงเรากำลังขยับเข้าใกล้การคัดกรองโรคประสาทผ่านการตรวจเลือด Alzheimer's ที่ตีความโรคได้ละเอียดขึ้น แทนที่จะเห็นแค่มีหรือไม่มีความผิดปกติ
กลิ่นสะดือและไขมันบนผิว: ลายเซ็นกลิ่นที่อาจบอกสมองกำลังถดถอย
หากการตรวจเลือดคือด้านหนึ่งของเหรียญ อีกด้านที่กำลังน่าจับตาไม่แพ้กันคือ “กลิ่นตัว” งานวิจัยเบื้องต้นพบว่าสารประกอบอินทรีย์ระเหยง่ายจากผิวหนังบริเวณสะดือ หรือที่นักวิจัยเรียกว่า “ลายเซ็นทางเคมี” มีรูปแบบแตกต่างกันอย่างชัดเจนระหว่างคนสุขภาพดี ผู้ป่วยพาร์กินสัน และผู้ที่มีภาวะสมองถดถอยหรือบกพร่องทางการรู้คิดเล็กน้อย การเลือกสะดือเป็นจุดเก็บตัวอย่างไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เพราะเป็นบริเวณที่ถูกผลิตภัณฑ์ดูแลผิวน้อยกว่าส่วนอื่น ทำให้สารที่ร่างกายผลิตทั้งจากไขมันผิวหนัง เหงื่อ และจุลินทรีย์ สะท้อนกระบวนการทางชีวเคมีภายในได้ชัดกว่า การศึกษาหนึ่งที่ใช้เทคโนโลยี Laser based Photoacoustic Spectroscopy เก็บตัวอย่างจากจมูก ใบหู และสะดือของผู้เข้าร่วม 24 คน ซึ่งแบ่งเป็น 4 กลุ่ม กลุ่มละ 6 คน ได้แก่ ผู้ป่วยพาร์กินสัน ผู้ที่มีภาวะบกพร่องทางการรู้คิดเล็กน้อย ผู้ติดเชื้อโควิด 19 และคนสุขภาพดี พบว่าลายเซ็นทางเคมีของสารระเหยจากแต่ละกลุ่มต่างกัน และสะดือคือจุดที่แยกกลุ่มได้ชัดที่สุด งานวิจัยเหล่านี้จึงโยนคำถามสำคัญว่าการคัดกรองโรคประสาทในอนาคตอาจเริ่มจากก้านสำลีที่สะดือ ไม่ใช่เครื่องมือราคาแพงในห้องเอกซเรย์

ข้อเท็จจริงที่ต้องย้ำ: ศักยภาพสูง แต่ยังไม่ใช่เครื่องมือวินิจฉัยวันนี้
แม้แนวคิดใช้กลิ่นตัวและกลิ่นสะดือเพื่อการวินิจฉัยโรคเบื้องต้นจะดูน่าตื่นเต้น แต่งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการยังเป็นเพียงการพิสูจน์แนวคิดจากกลุ่มตัวอย่างจำนวนน้อยมากคือ 24 คน แบ่งเป็น 4 กลุ่ม กลุ่มละ 6 คนเท่านั้น นักวิจัยเองก็ย้ำว่ายังไม่สามารถนำผลเหล่านี้ไปใช้ตรวจวินิจฉัยโรคในชีวิตประจำวันได้ และจำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมในสภาพแวดล้อมที่หลากหลายกว่านี้ ปัจจุบันกลิ่นจากร่างกายได้รับอิทธิพลจากปัจจัยมากมาย ทั้งสุขอนามัย ผลิตภัณฑ์ดูแลผิว อาหาร และสภาพแวดล้อม ซึ่งล้วนเป็นตัวรบกวนสัญญาณเคมีที่เกี่ยวกับโรค อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์ที่สอดคล้องกันในงานวิจัยหลายชุดเกี่ยวกับพาร์กินสันชี้ว่าโรคนี้อาจทิ้งร่องรอยเฉพาะไว้ในกลิ่นและสารระเหยจากไขมันบนผิว และถ้าอนาคตมีการยืนยันซ้ำในกลุ่มตัวอย่างขนาดใหญ่ ข้อมูลเหล่านี้อาจเปิดทางสู่การคัดกรองโรคประสาทที่ง่ายและไม่เจ็บตัวมากขึ้น คำกล่าวที่ควรจดจำคือ “ในปี 2019 มีผู้ป่วยพาร์กินสันมากกว่า 8.5 ล้านคนทั่วโลก และจำนวนเพิ่มขึ้นราวสองเท่าในช่วง 25 ปีที่ผ่านมา” ซึ่งสะท้อนว่าความต้องการวิธีคัดกรองโรคที่เร็วและเข้าถึงได้กำลังสูงขึ้นควบคู่กับภาระโรคที่เพิ่มขึ้น
จากห้องแล็บสู่การคัดกรองโรคประสาท: ทางเลือกที่มากกว่าการถ่ายภาพสมอง
เมื่อมองภาพรวม eMTBR Tau ในพลาสมาและลายเซ็นกลิ่นสะดือมีสิ่งหนึ่งร่วมกันคือ ทั้งสองแนวทางกำลังขยายกรอบความคิดเรื่องการคัดกรองโรคประสาทออกไปไกลกว่าการถ่ายภาพสมองแบบเดิม การมีไบโอมาร์กเกอร์โรคสมองที่ตรวจได้จากเลือด และมีสัญญาณเสริมจากผิวหนัง ชี้ว่าร่างกายอาจกำลังเล่าเรื่องสมองของเราในภาษาที่ง่ายต่อการเข้าถึงมากขึ้น อย่างไรก็ดี ระหว่างที่งานวิจัยยังเดินหน้า สิ่งที่บุคคลทั่วไปควรทำยังเป็นเรื่องเดิม คือสังเกตการเปลี่ยนแปลงของความจำ การเคลื่อนไหว การทรงตัว และการรับกลิ่นของตนเองและคนใกล้ชิด หากสงสัยคือต้องปรึกษาแพทย์ ไม่ใช่ดมกลิ่นตัวแล้ววินิจฉัยเอง ในเชิงนโยบายสาธารณสุข การวินิจฉัยโรคเบื้องต้นผ่านการตรวจเลือด Alzheimer's หรือการคัดกรองโรคประสาทแบบไม่รุกล้ำควรถูกมองเป็นการลงทุนระยะยาวในระบบสุขภาพ มากกว่าค่าใช้จ่ายส่วนเกิน เพราะยิ่งรู้เร็ว ทางเลือกการดูแลและการวิจัยยิ่งเปิดกว้าง แม้วันนี้เทคโนโลยีเหล่านี้จะยังอยู่ในช่วงสร้างหลักฐาน แต่มันกำลังส่งสัญญาณชัดว่าภูมิทัศน์การวินิจฉัยโรคสมองกำลังเปลี่ยนไป และแพทย์ นักวิจัย รวมถึงสังคมควรเตรียมตัวรับมือกับยุคใหม่ของการตรวจที่อาศัยหยดเลือดและกลิ่นตัวไม่แพ้ภาพสมอง






