ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกัน

ดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกันดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

ทำไมแพ็กเกจไร้โฆษณากำลังหายไปจากบริการสตรีมมิง

ทำไมแพ็กเกจไร้โฆษณากำลังหายไปจากบริการสตรีมมิง
ความสนใจ|ดูซีรีส์

นิยามใหม่ของความบันเทิงสตรีมมิง เมื่อโฆษณากลายเป็นเงื่อนไข

แนวโน้มที่บริการสตรีมมิงอย่าง Netflix และ Disney+ เปลี่ยนจากการขายค่าสมาชิกแบบไร้โฆษณาไปสู่โมเดลที่โฆษณาในแอปกลายเป็นส่วนหนึ่งของทุกแพ็กเกจ คือการเปลี่ยนวิธีสร้างรายได้จากการพึ่งพาการเติบโตของจำนวนสมาชิกและชั่วโมงการรับชม ไปสู่การเพิ่มรายได้ต่อชั่วโมงและต่อบัญชี ด้วยการผสมระหว่างค่าใช้บริการสตรีมมิงที่สูงขึ้นและรายได้จากโฆษณา ส่งผลให้ผู้ใช้ต้องตัดสินใจระหว่างการจ่ายแพงขึ้นกับการยอมรับโฆษณารอบเนื้อหาที่รับชม ซึ่งสะท้อนว่าความหมายของคำว่าไร้โฆษณาในโลกสตรีมมิงไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป จุดเปลี่ยนสำคัญมาจากฝั่ง Disney+ โฆษณาได้ถูกระบุชัดในข้อตกลงผู้ใช้ว่าแพ็กเกจทุกแบบสามารถมีคอนเทนต์โปรโมต สปอนเซอร์ และโฆษณาก่อนและหลังการเล่นภาพยนตร์หรือซีรีส์ได้ ไม่เว้นแม้แต่แพ็กเกจระดับสูงสุด ข้อตกลงใหม่ยังบังคับให้ผู้ใช้ต้องยอมรับเงื่อนไขผ่านหน้าจอในแอปก่อนจึงจะดูต่อได้ และมีการส่งอีเมลแจ้งว่าทุกแพ็กเกจอาจมีสื่อการตลาดรอบการรับชม ผลคือประสบการณ์ที่เคยโฆษณาไม่ได้เปลี่ยนเป็นประสบการณ์ที่โฆษณา “น้อยกว่า” แต่ไม่หายไป

ทำไมแพ็กเกจไร้โฆษณากำลังหายไปจากบริการสตรีมมิง

เมื่อ Disney+ โฆษณาเข้าได้ทุกแพ็กเกจ ความต่างระหว่างแพ็กถูกลดทอน

การอัปเดตข้อตกลงสมาชิกของ Disney+ เป็นสัญญาณชัดว่าตลาดสตรีมมิงกำลังละทิ้งคำสัญญา “ไร้โฆษณาอย่างแท้จริง” แพลตฟอร์มได้เขียนกติกาใหม่ให้คอนเทนต์โปรโมต สปอนเซอร์ และโฆษณาปรากฏก่อนหรือหลังการเล่นได้ในทุกแพ็กเกจ รวมถึงแพ็ก Premium ที่เคยถูกวางภาพว่าเป็นตัวเลือกสำหรับคนที่ต้องการรับชมแบบไม่ถูกขัดจังหวะ ข้อตกลงใหม่ยังระบุว่าประสบการณ์ปลอดโฆษณาโดยสมบูรณ์ไม่ใช่ข้อเสนอของแพลตฟอร์มอีกต่อไป ไม่ว่าผู้ใช้จะจ่ายค่าสมาชิกระดับไหน ผลกระทบต่อผู้ใช้ชัดเจนกว่าที่ภาษาในอีเมลทำให้รู้สึก ผู้ที่เลือกแพ็กแพงเพื่อหลีกเลี่ยงโฆษณาพบว่าความต่างด้านประสบการณ์ระหว่างแพ็กบนกับแพ็กล่างแคบลงมาก ผู้ใช้ทุกคนอาจเจอโฆษณาบางส่วนที่ไม่สามารถข้ามได้ และหากพยายามบล็อกโฆษณาก็อาจทำให้การเล่นคอนเทนต์สะดุดหรือหยุดไปเลยตามที่ถูกระบุในเงื่อนไข ทางเลือกจึงเหลือเพียงรับเงื่อนไขใหม่นี้หรือยกเลิกหรือดาวน์เกรดแพ็ก โดยมีเพียงโปรไฟล์ Junior Mode สำหรับเด็กที่ยังคงปลอดโฆษณาโดยสมบูรณ์

Netflix รายได้โตเร็วกว่าเวลาที่คุณดู เพราะโฟกัสเปลี่ยนไปแล้ว

ฝั่ง Netflix ภาพที่เห็นชัดคือบริษัทไม่ได้วัดความสำเร็จจากการที่คุณใช้เวลาอยู่หน้าจอนานขึ้นเท่าเดิมอีกต่อไป แต่จากเม็ดเงินที่ได้ต่อทุกชั่วโมงการรับชม รายงานระบุว่ารายได้รวมสองไตรมาสแรกอยู่ราว 2.481 หมื่นล้านดอลลาร์ เติบโต 14.7% เมื่อเทียบรายปี ขณะที่ชั่วโมงการรับชมเพิ่มขึ้นเพียง 2% ส่งผลให้รายได้ต่อชั่วโมงเพิ่มขึ้นราว 12.5% ผู้ใช้ไม่ได้ดูมากขึ้นมากนัก แต่ Netflix รายได้ต่อชั่วโมงที่คุณดูคอนเทนต์กลับสูงขึ้นอย่างชัดเจน คำอธิบายหลักคือการผสมระหว่างการเติบโตของผู้สมัครใช้บริการ การปรับขึ้นราคา สัดส่วนแพ็กเกจแบบมีโฆษณา และปัจจัยภูมิภาค บริษัทเองก็ยอมรับว่ารายได้จากโฆษณาเติบโตเร็วกว่าภาคสมาชิก และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวจากปีก่อน สะท้อนว่าแพ็กเกจราคาต่ำที่แทรกโฆษณาไม่ใช่แค่ตัวเลือกประหยัดสำหรับผู้ชม แต่เป็นเส้นทางให้แพลตฟอร์มเพิ่มรายได้ต่อชั่วโมงในแบบที่ต้นทุนคอนเทนต์ไม่ขยายตามไปเท่ากัน แนวทางนี้ทำให้กำไรยังสามารถโตได้เร็วกว่าแม้การเติบโตของรายได้จะเริ่มชะลอในระยะเติบโตเต็มที่

ทำไมแพ็กเกจไร้โฆษณากำลังหายไปจากบริการสตรีมมิง

จากการล่า subscribers สู่การรีดค่าคอนเทนต์ทุกนาทีที่คุณดู

หากมองภาพรวม จะเห็นว่าทั้ง Disney+ และ Netflix กำลังเดินไปในทิศทางเดียวกันคือแทนที่จะใช้โมเดลสตรีมมิงที่เน้นดึงผู้สมัครใหม่ให้มากที่สุด พวกเขาหันมาโฟกัสการเพิ่มมูลค่าทางรายได้จากผู้ใช้เดิมทุกชั่วโมงที่รับชม เมื่อการเติบโตของสมาชิกเริ่มเข้าสู่ระยะอิ่มตัว การขึ้น streaming ค่าสมาชิกควบคู่กับการเปิดกว้างต่อโฆษณาในแอปจึงกลายเป็นทางออกทางธุรกิจที่เห็นผลเร็ว หนึ่งในประโยคที่สะท้อนทิศทางนี้ได้ชัดคือ “บริษัทมีความเชี่ยวชาญมากขึ้นเรื่อย ๆ ในการเปลี่ยนการรับชมให้เป็นรายได้ แต่ตัวการรับชมเองกลับไม่ได้เติบโตอย่างมีนัยสำคัญอีกต่อไป” ซึ่งถูกใช้ในการวิเคราะห์ Netflix ในระยะหลัง ฝั่ง Disney+ ก็เลือกจังหวะปรับข้อตกลงโฆษณาหลังเผชิญช่วงเวลายากลำบากจากการขึ้นราคาและแรงกดดันด้านยกเลิกสมาชิก ขณะที่ตลาดสตรีมมิงวงกว้างเองก็ขยับไปทางคล้ายกัน โดยมีการแทรกโปรโมตในแพ็กเกจระดับสูงมากขึ้น ทั้งหมดนี้สะท้อนการเปลี่ยนผ่านจากสงครามผู้ใช้สู่สงคราม “รายได้ต่อชั่วโมงคอนเทนต์” ที่เข้มข้นกว่าเดิม

ทำไมแพ็กเกจไร้โฆษณากำลังหายไปจากบริการสตรีมมิง

ผู้ชมต้องคำนวณใหม่ จะจ่ายแพงขึ้นหรือทนรับโฆษณา

สำหรับผู้ใช้ทั่วไป ผลลัพธ์ของการเปลี่ยนโมเดลนี้คือทางเลือกที่ไม่สบายใจนัก หนึ่ง ยอมจ่ายค่าใช้บริการสตรีมมิงต่อเดือนรวมทุกแพลตฟอร์มสูงขึ้น เพื่อรักษาประสบการณ์โฆษณาน้อยลงเท่าที่ระบบยอมให้ สอง ยอมรับว่าโฆษณาจะเป็นส่วนหนึ่งของทุกบริการ และหาทางจัดการให้รบกวนการใช้ชีวิตน้อยที่สุด กรณี Disney+ แสดงให้เห็นชัดว่าพื้นที่ต่อรองของผู้ใช้แคบลง ผู้ที่ต้องการดูต่อจำเป็นต้องกดยอมรับเงื่อนไขใหม่ในแอป มิฉะนั้นก็ต้องเลิกใช้หรือเปลี่ยนไปใช้โปรไฟล์เด็กซึ่งปลอดโฆษณา ข้อตกลงยังบอกตรง ๆ ว่าบางโปรโมตไม่สามารถข้ามได้ และการพยายามบล็อกอาจทำให้การเล่นสะดุด ด้าน Netflix แม้ยังมีแพ็กเกจไม่มีโฆษณา แต่การเน้นเพิ่มรายได้ต่อชั่วโมงผ่านโฆษณาและราคาแสดงว่าความกดดันต่อผู้ใช้จะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในอนาคตอันใกล้ เสียงดนตรีเปิดแอปอาจมาพร้อมคำถามในหัวเราว่า นาทีนี้ความบันเทิงที่เรากำลังดูคุ้มกับเงินและเวลาแค่ไหน เมื่อโฆษณากลายเป็นส่วนหนึ่งของราคาที่ต้องจ่าย

ZestBuy ได้รับค่าคอมมิชชั่นเมื่อคุณช้อปผ่านลิงก์ของเรา โดยคุณไม่ต้องจ่ายเพิ่ม

You May Also Like

Comments
พูดอะไรบางอย่าง...
ยังไม่มีความคิดเห็น มาเป็นคนแรกที่แบ่งปันความคิดเห็นของคุณ!