เวลเนสท่องเที่ยวคืออะไร และทำไมจึงกลายเป็นเศรษฐกิจสุขภาพลูกใหญ่
เวลเนสท่องเที่ยว คือรูปแบบการเดินทางที่ผสานการพักผ่อน การแพทย์เชิงป้องกัน และกิจกรรมเสริมสุขภาพเข้าด้วยกัน โดยเน้นการดูแลทั้งกายและใจตั้งแต่ก่อนป่วย ระหว่างทริป และต่อเนื่องหลังจากเดินทางกลับ ไม่ใช่การไปโรงพยาบาลเมื่อเกิดโรค แต่คือการใช้เวลาวันหยุดเพื่อเช็กสุขภาพเชิงลึก ปรับไลฟ์สไตล์ และเติมสมดุลชีวิต ผ่านศูนย์สุขภาพเชิงป้องกัน โปรแกรมท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพ และประสบการณ์เวลเนสที่ออกแบบแบบเฉพาะบุคคล
ในภาพรวมโลก ธุรกิจเกี่ยวกับสุขภาพมีมูลค่ามหาศาลและกำลังเติบโตเฉลี่ยปีละ 7.3% จากระดับ 6.3 ล้านล้านดอลลาร์ไปสู่ 9 ล้านล้านดอลลาร์ในไม่กี่ปีข้างหน้า เศรษฐกิจเวลเนสภายในประเทศเองมีมูลค่าประมาณ 1.45 ล้านล้านบาท ติดอันดับ 24 ของโลก และยังเติบโตเร็วที่สุดในโลกช่วงปีล่าสุดด้วยอัตรา 28.4% นั่นหมายความว่า ท่องเที่ยวสุขภาพไม่ได้เป็นเพียง “เทรนด์ไลฟ์สไตล์” แต่คือเศรษฐกิจลูกใหม่ที่กำลังแทรกตัวเข้าไปอยู่ใจกลางระบบสาธารณสุขและการท่องเที่ยวพร้อมกัน

จากโรงพยาบาลสู่จุดหมายปลายทางชีวิต: บทบาทของ BDMS และ BNH
สิ่งที่น่าสนใจคือเวลเนสท่องเที่ยวกำลังเปลี่ยนโรงพยาบาลให้กลายเป็น “จุดหมายปลายทางไลฟ์สไตล์” มากกว่าแค่สถานที่รักษาโรค BDMS เดินเกมนี้อย่างชัดเจนผ่าน BDMS ACADEMIC ANNUAL MEETING 2024 ภายใต้แนวคิดการมีสุขภาพดีตลอดชีวิต และเวทีเสวนา “New Era Wellness Hub of Thailand” ที่ย้ำว่าการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันคือหัวใจของเศรษฐกิจสุขภาพยุคใหม่ ขณะเดียวกัน ผู้บริหาร BDMS ชี้ว่าประชากรอายุเกิน 60 ปีมากกว่า 20% ของทั้งประเทศ ทำให้การป้องกันโรคไม่ติดต่อกลายเป็นยุทธศาสตร์ ไม่ใช่แค่คำแนะนำด้านสาธารณสุข
BNH ก็ขยับไปในทิศทางเดียวกัน แต่เพิ่มมิติไลฟ์สไตล์เมือง ผ่านการชี้ให้เห็นเทรนด์ใหม่ของที่อยู่อาศัยใกล้โรงพยาบาล ซึ่งเริ่มจากญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ก่อนจะมีอิทธิพลเข้ามาในเมืองใหญ่ นักเดินทางและผู้อยู่อาศัยอายุเกิน 50 ปีเริ่มคิดเรื่องเวลาที่จะเข้าถึงการรักษาอาการฉุกเฉินอย่าง stroke หรือ heart attack มากกว่าจะมองโรงพยาบาลเป็นที่ที่ควรหลีกเลี่ยง แนวโน้มเหล่านี้กำลังวาง “อินฟราสตรักเชอร์เวลเนส” ใหม่ ที่เชื่อมศูนย์สุขภาพเชิงป้องกันกับที่พักอาศัยและการท่องเที่ยวเข้าไว้ในเครือข่ายเดียว

Celes Samui และเวลเนสรีสอร์ต: เมื่อวันหยุดกลายเป็นโปรแกรมดูแลสุขภาพเชิงลึก
กรณีศึกษาที่ชัดที่สุดของการเปลี่ยนรีสอร์ตให้เป็นศูนย์กลางเวลเนสท่องเที่ยว คือ BDMS Wellness Clinic สาขา Celes Samui ศูนย์สุขภาพเชิงป้องกันที่เชิญชวนนักเดินทางมา “Wellness Vacation” ผสมผสานการพักผ่อนริมทะเลกับศาสตร์ Scientific Wellness และการตรวจ “พิมพ์เขียวสุขภาพ” ตั้งแต่ Preventive Check-up การตรวจวิตามิน แร่ธาตุ ฮอร์โมน เทโลเมียร์ ไปจนถึงรหัสพันธุกรรม เพื่อวางแผนปรับไลฟ์สไตล์แบบเฉพาะบุคคล
นักท่องเที่ยวที่เข้าพักจะได้รับการปรึกษากับแพทย์เวชศาสตร์ป้องกันและทีมสหวิชาชีพผ่าน Telemedicine และบริการ on-site ทำให้วันหยุดไม่ใช่การ “หนีสุขภาพ” แต่คือการลงทุนระยะยาวกับร่างกายตัวเอง รายงานจากสถาบันเวลเนสระดับโลกชี้ว่าเศรษฐกิจเวลเนสภายในประเทศเติบโตสูงที่สุดในโลก และส่วนที่โตเร็วที่สุดคือเวลเนสท่องเที่ยว ซึ่งมีการขยายตัวเกิน 100% ภายในเวลาไม่นาน เมื่อรวมเข้ากับกระแสซีรีส์ดังที่ถ่ายทำบนเกาะ ทำให้เกาะแห่งนี้ถูกค้นหาข้อมูลเพิ่มขึ้นกว่า 88% กลายเป็นจุดหมายพักผ่อนเชิงเวลเนสระดับโลกโดยไม่ต้องออกแรงโฆษณามากนัก

เม็ดเงินคุณภาพสูงและเทรนด์ที่พักใกล้ศูนย์สุขภาพเชิงป้องกัน
เวลเนสท่องเที่ยวไม่ได้สร้างแต่ภาพลักษณ์ แต่ดึงเม็ดเงินคุณภาพสูงเข้ามาอย่างชัดเจน ข้อมูลจากเวทีสัมมนาเศรษฐกิจสุขภาพระบุว่า นักท่องเที่ยวกลุ่ม Quality Wellness Tourism มีการใช้จ่ายสูงกว่าการท่องเที่ยวทั่วไปถึง 35% และในบางกลุ่มเป้าหมายอย่าง GCC การใช้จ่ายต่อทริปสูงกว่าหนึ่งแสนบาท นั่นทำให้นักลงทุนด้านที่พัก โรงแรม และโครงการอสังหาริมทรัพย์เริ่มขยับเข้ามาใกล้โรงพยาบาลและศูนย์เวลเนสมากขึ้น เพื่อดึงดูดลูกค้าที่เห็นมูลค่าของความปลอดภัยและการดูแลสุขภาพระยะยาว
เทรนด์ที่อยู่อาศัยใกล้โรงพยาบาล ซึ่งเคยเกิดในญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ กำลังกลายเป็นโมเดลใหม่ของเมืองใหญ่ที่เชื่อมที่พักกับศูนย์สุขภาพเชิงป้องกันและบริการฉุกเฉินภายในไม่กี่นาที นี่ไม่ใช่แค่ความสบายใจของผู้สูงวัย แต่คือ “ประกันชีวิตเชิงพื้นที่” ของนักท่องเที่ยวที่เลือกจุดหมายปลายทางจากความพร้อมของ facility หากเกิด heart attack หรือ stroke อย่างที่ผู้อำนวยการโรงพยาบาลรายหนึ่งกล่าว “นักท่องเที่ยวก็ให้ความสำคัญว่าถ้าเกิด Heart attack จะทำยังไง ไปที่ที่ Facility ไม่รองรับจะทำยังไง” ผลลัพธ์คือเม็ดเงินเวลเนสเข้าไปหล่อเลี้ยงทั้งโรงพยาบาล โรงแรม และคอนโดใกล้ศูนย์สุขภาพพร้อมกัน

ไบโอเทค สเต็มเซลล์ และเป้าหมายสู่ Global Wellness Hub
สิ่งที่ทำให้เวลเนสท่องเที่ยวในตลาดนี้แตกต่างจากจุดหมายปลายทางอื่น คือการผสานเทคโนโลยีชีวภาพและความเชี่ยวชาญทางการแพทย์เชิงลึกเข้าไปในประสบการณ์ท่องเที่ยว บริษัทด้านสเต็มเซลล์อย่างไครโอวิวา ซึ่งได้รับมาตรฐานระดับนานาชาติทั้งในด้านธนาคารเลือด การจัดเก็บสเต็มเซลล์ และเซลล์บำบัด ได้ประกาศวิสัยทัศน์ในงานประชุมวิชาการ The 8th SMART ว่าระบบสาธารณสุขกำลังเปลี่ยนผ่านจากการรักษาไปสู่การป้องกันและการมีอายุยืนอย่างมีคุณภาพ พร้อมผลักดันระบบนิเวศสุขภาพแบบครบวงจร
ในเชิงตัวเลข เศรษฐกิจเวลเนสมีมูลค่าประมาณ 1.45 ล้านล้านบาท และคาดว่าตลาดท่องเที่ยวเชิงการแพทย์และสุขภาพจะมีศักยภาพเติบโตจนแตะระดับ 110,000 ล้านดอลลาร์ภายในปี 2034 ฝั่งผู้เล่นอย่าง BDMS ประกาศชัดว่าต้องการรวมพลัง #TeamThailand เพื่อดันให้ประเทศก้าวขึ้นเป็น Wellness Hub ติดอันดับ 5 ของโลก และเป้าหมายนี้ไม่ได้อยู่แค่บนกระดาษ เมื่อโรงพยาบาล กรุงเทพ สมุย ยืนยันว่าจะใช้เทคโนโลยีทางการแพทย์ตามหลัก Scientific Wellness และเวชศาสตร์ป้องกันเพื่อยกระดับคุณภาพบริการอย่างต่อเนื่อง การขับเคลื่อนนี้เกิดจากการร่วมมือระหว่างภาคธุรกิจ สถาบันการศึกษา และหน่วยงานด้านการแพทย์ ที่มุ่งพัฒนาองค์ความรู้ วิจัย และนวัตกรรมร่วมกัน

บทสรุป: ท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพคือไลฟ์สไตล์ใหม่ของชนชั้นกลางถึงรายได้สูง
เมื่อรวมทุกชิ้นส่วนเข้าด้วยกัน เราจะเห็นภาพชัดเจนว่า ท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพกำลังกลายเป็นไลฟ์สไตล์ใหม่ของชนชั้นกลางถึงรายได้สูง มากกว่าจะเป็นบริการเฉพาะกลุ่มผู้ป่วย เวลเนสท่องเที่ยวทำให้วันหยุดกลายเป็นโอกาสในการเข้าถึงศูนย์สุขภาพเชิงป้องกัน ตรวจพิมพ์เขียวสุขภาพ และรับแผนดูแลเฉพาะบุคคล ขณะเดียวกันก็ผลักดันให้เมืองสำคัญและเกาะท่องเที่ยวถูกออกแบบใหม่ให้มีศูนย์สุขภาพ โรงพยาบาล และที่พักอาศัยอยู่ในรัศมีที่ปลอดภัยและเข้าถึงได้รวดเร็ว
อนาคตของเวลเนสท่องเที่ยวจึงไม่ใช่คำถามว่า “จะโตไหม” แต่อยู่ที่ว่าใครจะกล้าปรับโครงสร้างเมือง ระบบสาธารณสุข และผลิตภัณฑ์ท่องเที่ยวให้ตอบโจทย์นักเดินทางที่ยอมจ่ายมากขึ้น 35% เพื่อความสบายใจด้านสุขภาพ สำหรับนักเดินทางที่มองหาชีวิตยืนยาวอย่างมีคุณภาพ จุดหมายปลายทางในยุคใหม่ไม่ได้วัดกันที่ห้างหรือแลนด์มาร์กดัง แต่ดูที่ว่ามีแพทย์ เวลเนสคลินิก และนวัตกรรมไบโอเทคพร้อมรองรับหรือไม่ ท่องเที่ยวสุขภาพจึงคือสนามใหม่ที่ใครเข้าใจไวกว่าก็จะกลายเป็นศูนย์กลางสุขภาพและไลฟ์สไตล์ของโลกในอนาคต







