ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกัน

ดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกันดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

วิทยาศาสตร์การทูต เปลี่ยนบทบาทชาติสู่ผู้นำความรู้บนเวทีโลก

วิทยาศาสตร์การทูต เปลี่ยนบทบาทชาติสู่ผู้นำความรู้บนเวทีโลก
ความสนใจ|ความรู้จากผู้เชี่ยวชาญ

วิทยาศาสตร์การทูตคืออะไร และทำไมกำลังกลายเป็นภาษาใหม่ของอำนาจอ่อน

วิทยาศาสตร์การทูต คือการใช้ความรู้ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมเป็นฐานของความร่วมมือระหว่างรัฐ มหาวิทยาลัย และภาคเอกชน เพื่อสร้างหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ แก้ปัญหาข้ามพรมแดน และเปิดตลาดใหม่ แทนที่จะยึดการเจรจาทางการเมืองเพียงอย่างเดียว แนวคิดนี้มองนักวิจัย ผู้ประกอบการเทคโนโลยี และสถาบันวิชาการเป็นทูตเชื่อมโลก เปลี่ยนองค์ความรู้ให้เป็นอำนาจต่อรองและโอกาสทางเศรษฐกิจ โดยให้มาตรฐานทางวิทยาศาสตร์เป็นจุดร่วม มากกว่าการเลือกข้างในความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ สิ่งที่น่าสนใจคือ วิทยาศาสตร์การทูตไม่ได้เป็นเรื่องไกลตัว แต่เป็นคำตอบต่อโลกหลังโควิดที่เดินเข้าสู่ยุคแบ่งขั้วภูมิรัฐศาสตร์ การรวมตัวของภูมิภาคต่างๆ และการแข่งกันสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ ผ่านสินค้าไฮเทคและองค์ความรู้ขั้นแนวหน้า ใครถือข้อมูล เทคโนโลยี และนวัตกรรมได้มากกว่า คนนั้นมีเสียงดังกว่าในการกำหนดกติกาโลก

ดัชนีนวัตกรรมโลก: คะแนนบทบาทชาติในสนามความรู้ ไม่ใช่แค่ตัวเลขจัดอันดับ

ผลดัชนีนวัตกรรมโลกล่าสุดที่จัดโดยองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก ภายใต้แนวคิด Powering Entrepreneurs at the Frontier of Science ชี้ชัดว่านวัตกรรมไม่ใช่การคิดของใหม่เท่านั้น แต่คือความสามารถในการเปลี่ยนความรู้เป็นมูลค่าในระบบเศรษฐกิจ นั่นแปลว่าอันดับของประเทศสะท้อนความจริงว่าเราสร้างและใช้ความรู้เพื่อเติบโตระยะยาวได้แค่ไหนท่ามกลางคลื่นเทคโนโลยีขั้นแนวหน้า กรณีไทย การขยับขึ้นมาอยู่อันดับ 44 จาก 139 เศรษฐกิจทั่วโลก และเป็นอันดับ 3 ในกลุ่มรายได้ปานกลางค่อนข้างสูง บอกเราว่าโครงสร้างระบบนวัตกรรมเริ่มส่งผลผลิตมากขึ้น ไม่ใช่แค่ลงทุนไปเฉยๆ ปัจจัยด้านระบบตลาดและระบบธุรกิจยังเป็นจุดแข็ง ขณะที่ผลผลิตด้านองค์ความรู้และเทคโนโลยีขยับจากอันดับ 44 เป็น 38 แสดงให้เห็นว่า การลงทุนในทุนมนุษย์ โครงสร้างพื้นฐาน และระบบวิจัย เริ่มแปลงกลับมาเป็นทรัพย์สินทางปัญญาและเทคโนโลยีที่จับต้องได้

มิติสถานะล่าสุดความหมายเชิงนโยบาย
อันดับดัชนีนวัตกรรมรวมอันดับ 44 จาก 139 เศรษฐกิจสะท้อนศักยภาพการผลิตและใช้ความรู้ในระบบเศรษฐกิจ
ปัจจัยนำเข้าทางนวัตกรรมอันดับ 46 คงเดิมลงทุนและทรัพยากรด้านนวัตกรรมยังต้องเร่งเพิ่มคุณภาพ
ผลผลิตความรู้และเทคโนโลยีขยับเป็นอันดับ 38ระบบวิจัยเริ่มสร้างผลลัพธ์เชิงเศรษฐกิจและทรัพย์สินทางปัญญาได้มากขึ้น
วิทยาศาสตร์การทูต เปลี่ยนบทบาทชาติสู่ผู้นำความรู้บนเวทีโลก

มหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัย: สะพานเชื่อมการทูตกับเศรษฐกิจฐานความรู้

ถ้าในอดีตทูตมืออาชีพคือคนจับมือระหว่างชาติ วันนี้มหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยกำลังถูกผลักขึ้นมาเป็นด่านหน้าในการสร้างความร่วมมือเชิงวิทยาศาสตร์การทูต รองนายกรัฐมนตรีที่คุมด้านอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมถึงกับระบุว่า “คนนำในการทูตเรื่องนี้ มหาวิทยาลัยเหมาะสมมาก เพราะเวลาพูดคุยกับรัฐบาล รัฐบาลจะกลับมาที่ Innovator ซึ่งก็คือมหาวิทยาลัย” นี่คือการประกาศบทบาทใหม่ของสถาบันการศึกษา การแลกเปลี่ยนหลักสูตร นักศึกษา อาจารย์ และการทำความร่วมมือวิจัยร่วม ทำให้ผลงานวิจัยไม่ได้หยุดอยู่ในวารสาร แต่เดินทางไปสู่ตลาดโลก กลายเป็น Startup และ Spin-off ภายใต้แนวคิด Entrepreneurial University ที่กำลังถูกผลักดัน พร้อมเครื่องมืออย่าง University Holding Company ที่ลงทุนในบริษัทเกิดใหม่ของตัวเอง เพื่อให้มหาวิทยาลัยเป็นทั้งแหล่งผลิตความรู้และนักแสดงเศรษฐกิจรายใหม่บนเวทีระหว่างประเทศ

วิทยาศาสตร์การทูต เปลี่ยนบทบาทชาติสู่ผู้นำความรู้บนเวทีโลก

นวัตกรรมและการทูต: จากทรัพย์สินทางปัญญาสู่เครื่องยนต์เศรษฐกิจและอำนาจอ่อน

หัวใจของวิทยาศาสตร์การทูตในยุคนี้ไม่ใช่คำคมในโต๊ะเจรจา แต่คือทรัพย์สินทางปัญญา ข้อมูล และมาตรฐานเทคโนโลยีที่คนอื่นต้องการ รองนายกรัฐมนตรีชี้ให้เห็นตรงไปตรงมาว่า ถ้าเราถือสิทธิบัตรนานาชาติ หรือ PCT Patent ในสาขาที่มีอุปสงค์สูง ต่างชาติ “จะคุยกับเราเองโดยธรรมชาติ เนื่องจากทรัพย์สินทางปัญญานั้นเป็นของเรา ถ้าเราเป็นผู้ให้ เขาก็จะให้เราต่อ” นี่คือการเปลี่ยนนวัตกรรมให้กลายเป็นภาษาการทูตและอำนาจต่อรอง ในทางปฏิบัติ การสร้างฐานข้อมูลด้านการเกษตร ดิน ความอุดมสมบูรณ์ และข้อมูลพันธุกรรมประชากร ทำให้ภูมิภาคที่ต้องการทำ AI และเทคโนโลยีชีวภาพจำเป็นต้องมาร่วมมือกับผู้ถือข้อมูล เมื่อผสานกับนโยบายบ่มเพาะ Startup ผ่านศูนย์เร่งการเติบโต กลไกถือหุ้นร่วมของมหาวิทยาลัย และการลงทุนร่วมในระดับต่างๆ ของหน่วยงานด้านนวัตกรรม การทูตจึงแปรสภาพเป็นการออกแบบระบบนิเวศเศรษฐกิจ ที่ดึงเงินทุนและความสามารถจากต่างประเทศเข้ามา ขณะเดียวกันก็รักษาเอกราชทางข้อมูลและเทคโนโลยีของตนเอง

วิทยาศาสตร์การทูตในยุคแบ่งขั้ว: เลือกข้างความรู้มากกว่าข้างการเมือง

คำถามใหญ่ในยุคภูมิรัฐศาสตร์ร้อนแรงคือ ชาติควรเลือกข้างหรือไม่ บทวิเคราะห์จากเวทีสาธารณะล่าสุดให้คำตอบที่น่าคิดว่า เราไม่จำเป็นต้องเลือกเป็นรายประเทศ แต่ควร “เลือกข้างคนของเรา” โดยใช้วิทยาศาสตร์การทูตเป็นเครื่องมืออธิบายว่า ในบางประเด็นจำเป็นต้องร่วมมือกับบางกลุ่ม เพื่อเข้าถึงเทคโนโลยีและตลาด ขณะที่บางเรื่องเรามีเหตุผลจะไม่เลือกข้างเลย วิธีคิดนี้ผลักดันให้วิทยาศาสตร์การทูตเป็นยุทธศาสตร์อำนาจอ่อนมากกว่าภาพลักษณ์สวยงาม เพราะสัมพันธ์โดยตรงกับเสถียรภาพการเมือง ความโปร่งใส และความต่อเนื่องของนโยบาย เมื่อระบบนวัตกรรมเดินหน้าอย่างมีเป้าหมาย ผ่านการยกระดับผู้ประกอบการให้แข่งขันระดับสากล กลไกการร่วมลงทุนกับสตาร์ตอัป และการสร้างตลาดภาครัฐให้ซื้อผลิตภัณฑ์นวัตกรรมที่ผ่านการรับรอง ชาติจะยืนอยู่ในเวทีโลกในฐานะหุ้นส่วนความรู้ ไม่ใช่ผู้รับเงื่อนไขฝ่ายเดียว การเลือกข้างจึงกลายเป็นการเลือกข้างอนาคตของระบบวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมของตนเอง มากกว่าการเลือกข้างมหาอำนาจใดมหาอำนาจหนึ่ง

ZestBuy ได้รับค่าคอมมิชชั่นเมื่อคุณช้อปผ่านลิงก์ของเรา โดยคุณไม่ต้องจ่ายเพิ่ม

You May Also Like

Comments
พูดอะไรบางอย่าง...
ยังไม่มีความคิดเห็น มาเป็นคนแรกที่แบ่งปันความคิดเห็นของคุณ!