การใช้จ่ายฟิตเนสที่โต 20% บอกอะไรกับเรา
แนวโน้มการใช้จ่ายฟิตเนส 2568 คือภาพสะท้อนว่าผู้บริโภคเริ่มมองสุขภาพไม่ใช่แค่กิจกรรมยามว่างหรือภาระค่าใช้จ่าย แต่เป็นการลงทุนระยะยาวเพื่อคุณภาพชีวิต ผ่านการสมัครฟิตเนส การซื้ออุปกรณ์กีฬา การเข้าร่วมกิจกรรม และบริการที่ช่วยให้การออกกำลังกายมีประสิทธิภาพและต่อเนื่องมากขึ้น จนกลายเป็นหนึ่งในหมวดการใช้เงินที่คนยอมกันงบอย่างจริงจังและมีเป้าหมายชัดเจน.
ข้อมูลการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตพบว่า หมวดฟิตเนสในปี 2568 เติบโตถึง 20% จากปีก่อน ขณะที่หมวดกีฬาโดยรวมโต 10% สะท้อนชัดว่าผู้คนไม่ได้มองการออกกำลังกายเป็นกิจกรรมเสริมอีกต่อไป แต่เลือกจัดสรรเงินเพื่อดูแลสุขภาพและคุณภาพชีวิตมากขึ้นอย่างมีแบบแผน การใช้จ่ายฟิตเนส 2568 จึงไม่ใช่แค่ตัวเลขสวยงามในเชิงธุรกิจ แต่คือสัญญาณว่าผู้บริโภคกำลังเลื่อนระดับจาก “จ่ายเพื่อใช้ครั้งเดียว” ไปสู่ “ลงทุนเพื่อเปลี่ยนวิถีชีวิต”.
ผู้ให้บริการการเงินรายหนึ่งมองว่า โอกาสของเศรษฐกิจสุขภาพไม่ได้อยู่ที่การทำให้คนใช้เงินมากขึ้น แต่อยู่ที่การทำให้ทุกบาทที่ใช้ไปกับสุขภาพสร้างคุณค่าได้มากกว่าเดิม ทั้งในรูปของความรู้ ทักษะ และแรงสนับสนุนทางสังคมที่ช่วยให้การออกกำลังกายกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ไม่ใช่แค่โปรเจ็กต์สั้นๆ ช่วงต้นปี.
จากร้านค้ากีฬาสู่พื้นที่ประสบการณ์ออกกำลังกาย
เมื่อการใช้จ่ายฟิตเนสโตต่อเนื่อง ร้านค้ากีฬาไทยที่ยังคิดว่าหน้าที่ของตัวเองคือการขายรองเท้า เสื้อผ้า หรืออุปกรณ์เท่านั้น กำลังเสี่ยงจะตกขบวนเทรนด์ครั้งใหญ่ ผู้บริโภคไม่ได้ต้องการเพียงสินค้าที่ดี แต่ต้องการ “คำตอบครบชุด” ตั้งแต่แรงบันดาลใจ วิธีเริ่มต้น ไปจนถึงชุมชนที่ช่วยให้เดินหน้าต่อได้เมื่อไฟเริ่มมอด ประสบการณ์ออกกำลังกายจึงกลายเป็นสินค้าใหม่ที่จับต้องไม่ได้ แต่คนพร้อมจ่าย.
ตัวอย่างที่ชัดคือการต่อยอดกลุ่ม KTC SPORTS จากโปรแกรมสิทธิประโยชน์ด้านกีฬาไปสู่การสร้างคอมมูนิตี้กีฬาและสุขภาวะ ที่เชื่อมสมาชิกเข้ากับองค์ความรู้ ประสบการณ์ และกิจกรรม เพื่อให้เงินที่ใช้กับสุขภาพไม่ใช่แค่การรูดจ่ายครั้งเดียวแล้วจบ จุดยืนนี้สะท้อนแนวคิดสำคัญว่า แบรนด์ไม่ควรหยุดที่การเป็น “ผู้ขาย” แต่ควรกลายเป็น “ผู้ร่วมเดินทาง” บนเส้นทางสุขภาพของลูกค้า.
อีกด้านหนึ่ง แบรนด์ค้าปลีกอุปกรณ์กีฬาเบอร์ใหญ่ประกาศเป้าหมายจะเป็น Sports Destination และ Integrated Sports Ecosystem เชื่อมสินค้า บริการ คอนเทนต์ เทคโนโลยี กิจกรรมกีฬา และ Sports Community เข้าไว้ด้วยกัน การมองตัวเองเป็นระบบนิเวศ ไม่ใช่ร้านค้าปลีก ทำให้ทุกจุดสัมผัสกับลูกค้าถูกออกแบบให้ต่อเนื่อง ตั้งแต่การปั้นแรงบันดาลใจไปจนถึงการสร้างชุมชนนักวิ่งที่กลับมาใช้บริการซ้ำ.

กิจกรรมปรับท่าวิ่ง: เมื่อความรู้กลายเป็นสินทรัพย์หลักของนักวิ่ง
การเติบโตของชุมชนนักวิ่งทำให้คำถามสำคัญไม่ใช่ “วิ่งไกลแค่ไหน” แต่คือ “วิ่งดีแค่ไหน” การเพิ่มระยะหรือความเร็วโดยไม่มีพื้นฐานการเคลื่อนไหวที่ถูกต้อง อาจแปลเป็นค่าเจ็บตัวมากกว่าค่าแข็งแรง การลงทุนกับสุขภาพจึงต้องรวมทั้งอุปกรณ์และความรู้ เห็นได้จากการจัดกิจกรรมปรับท่าวิ่งที่เน้นให้คนเข้าใจร่างกายตัวเองก่อนจะไปล่าระยะ.
กิจกรรม “ปรับท่าวิ่ง” สำหรับสมาชิกบัตรและบุคคลทั่วไป เชิญวิทยากรอาวุโสจากสหพันธ์กรีฑาโลกมาอธิบายตั้งแต่พื้นฐานการเคลื่อนไหว การวิเคราะห์ท่าวิ่ง ไปจนถึงการปรับเทคนิคให้เหมาะกับแต่ละคน เพื่อให้ผู้เข้าร่วมเอาไปใช้ซ้อมได้จริง แก่นคิดคือ “วิ่งมากไม่ได้แปลว่าวิ่งดี” หากขาดพื้นฐานที่ถูกต้อง ความเสี่ยงบาดเจ็บก็สูงขึ้นตาม.
ท่ามกลางการใช้จ่ายฟิตเนส 2568 ที่พุ่งขึ้น 20% ถ้าผู้ให้บริการยังวัดความสำเร็จจากยอดขายรองเท้าคู่ใหม่ แต่ไม่สนใจว่าจะช่วยให้ลูกค้าวิ่งได้ดีขึ้นหรือไม่ ก็เท่ากับพลาดโอกาสสร้างความผูกพันระยะยาว ในทางกลับกัน การยื่นความรู้และโค้ชที่มีคุณภาพให้ลูกค้า คือการเปลี่ยนทุกบาทที่จ่ายให้กลายเป็นทุนสุขภาพระยะยาว ซึ่งยากที่ใครจะมาแย่งความสัมพันธ์นี้ไป.
Supersports และเกมใหม่ของการสร้างชุมชนนักวิ่ง
เมื่อแบรนด์ค้าปลีกกีฬาเลือกฉลองครบรอบ 29 ปี ด้วยแคมเปญ “มูฟไปให้ไกล ลุ้นไปโอซาก้า” สิ่งที่น่าสนใจไม่ใช่แค่ของรางวัล แต่คือการยกประสบการณ์ออกกำลังกายขึ้นมาเป็นพระเอก ลูกค้าไม่ได้ถูกชวนให้ซื้อรองเท้าแล้วจบ แต่ถูกชวนให้ฝันต่อถึงสนามวิ่งนานาชาติ Osaka Marathon 2027 ที่มีนักวิ่งกว่า 30,000 คนร่วมลงสนาม.
แคมเปญนี้เปิดโอกาสให้คนรักการวิ่งลุ้นแพ็กเกจเดินทางร่วมงานวิ่งระดับโลก พร้อมรางวัลอื่นๆ รวมมูลค่ากว่า 2 ล้านบาท กลยุทธ์เบื้องหลังชัดเจนมาก: รองเท้าวิ่งหนึ่งคู่ไม่ใช่จุดจบของการขาย แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการตั้งเป้าหมายใหม่ในชีวิต ตั้งแต่การวิ่งครั้งแรก ไปจนถึงการพิชิตมาราธอนระดับโลกสักครั้ง การตลาดจึงไม่จบที่การปิดการขาย แต่ขยายออกเป็นการสร้างเรื่องราวร่วมกับลูกค้า.
นอกจากนั้น แบรนด์ยังเชื่อมทุก Customer Touchpoint ให้เป็นส่วนหนึ่งของ Sports Ecosystem ตั้งแต่คอนเทนต์สร้างแรงบันดาลใจ การคัดเลือกสินค้าในร้านและช่องทาง Omnichannel การจัดกิจกรรมกีฬา ไปจนถึงการสร้าง Sports Community ที่เติบโตไปพร้อมกับลูกค้า ในภาพนี้ ร้านค้ากีฬาไทยที่อยากอยู่รอดจึงต้องคิดให้ไกลกว่ายอดขายรายวัน และถามตัวเองว่า “เราช่วยให้ชีวิตนักวิ่งไปได้ไกลขึ้นแค่ไหน?”.

บทสรุป: จากการใช้จ่ายสู่การลงทุนในชุมชนสุขภาพ
เมื่อยอดใช้จ่ายหมวดฟิตเนสปี 2568 โต 20% และหมวดกีฬาโต 10% เรากำลังเห็นจุดเปลี่ยนสำคัญของผู้บริโภคที่ยอมลงทุนกับสุขภาพมากขึ้น ประเด็นจึงไม่ใช่ว่าใครจะขายรองเท้าได้มากที่สุด แต่คือใครจะเปลี่ยนทุกบาทของลูกค้าให้กลายเป็นประสบการณ์ออกกำลังกายที่ต่อเนื่องและมีความหมาย.
ทั้ง KTC SPORTS ที่ใช้ข้อมูลการใช้จ่ายมาเชื่อมกับการสร้างคอมมูนิตี้ และแบรนด์ค้าปลีกกีฬาที่พัฒนาตัวเองเป็น Sports Destination ต่างสะท้อนทิศทางเดียวกันว่า อนาคตของร้านค้ากีฬาไทยคือการเป็นศูนย์กลางชุมชนนักวิ่งและคนรักสุขภาพ ไม่ใช่เพียงหน้าร้านขายของ.
สำหรับผู้บริโภค นี่คือโอกาสเลือกใช้เงินกับผู้เล่นที่มอบมากกว่าสินค้าชิ้นเดียว เลือกแบรนด์ที่ให้ทั้งความรู้ พื้นที่ และเพื่อนร่วมทาง เพื่อให้การออกกำลังกายไม่ใช่โปรเจ็กต์ชั่วคราว แต่กลายเป็นวิถีชีวิตที่ยั่งยืน ส่วนสำหรับธุรกิจ หากไม่รีบเปลี่ยนจากการคิดแบบ “ร้านค้า” ไปเป็น “ชุมชน” ตอนนี้ ก็อาจไม่ทันจังหวะวิ่งของลูกค้าที่กำลังมูฟไปให้ไกลกว่าเดิมทุกวัน.






