ดัชนีนวัตกรรมโลกคืออะไร และการขยับอันดับครั้งนี้บอกอะไร
ดัชนีนวัตกรรมโลก คือเครื่องมือจัดอันดับศักยภาพด้านการสร้างและใช้ประโยชน์จากนวัตกรรมของแต่ละประเทศ โดยอาศัยตัวชี้วัดหลายมิติ ทั้งโครงสร้างพื้นฐาน ทุนมนุษย์ การวิจัย ระบบตลาด ระบบธุรกิจ และผลผลิตจากองค์ความรู้ เทคโนโลยี และความคิดสร้างสรรค์ เพื่อวัดว่าประเทศหนึ่งสามารถเปลี่ยนความรู้ให้เป็นมูลค่าและโอกาสทางเศรษฐกิจได้มากน้อยเพียงใด ภายใต้กระแสเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์ขั้นแนวหน้าที่เปลี่ยนภูมิทัศน์การแข่งขันโลก การที่ดัชนีนวัตกรรมโลก 2026 จัดให้เศรษฐกิจหนึ่งอยู่ในอันดับ 44 และขยับขึ้น 1 อันดับจากปีก่อนหน้า ไม่ใช่เพียงข่าวดีเชิงสถิติ แต่สะท้อนว่าระบบนวัตกรรมประเทศเริ่มตอบสนองการลงทุนด้านความรู้ได้ดีขึ้น NIA ในฐานะหน่วยงานด้านนวัตกรรมภายใต้กระทรวงที่ดูแลอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ได้เผยผลการจัดอันดับครั้งนี้ภายใต้แนวคิด “Powering Entrepreneurs at the Frontier of Science – การขับเคลื่อนผู้ประกอบการสู่พรมแดนวิทยาศาสตร์ขั้นแนวหน้า” ชี้ให้เห็นว่านวัตกรรมไม่ใช่แค่สิ่งใหม่ แต่คือการแปลงความรู้เป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจและการเติบโตระยะยาว
ผลผลิตความรู้ไทย: จากงานวิจัยสู่ความได้เปรียบเชิงดัชนี
หัวใจของการไต่ระดับในดัชนีนวัตกรรมโลก 2026 คือผลผลิตความรู้ไทยที่พุ่งขึ้นอย่างชัดเจน ปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนอันดับคือผลผลิตด้านความรู้และเทคโนโลยี ซึ่งดีขึ้นจากอันดับ 44 เป็น 38 แสดงให้เห็นว่าการลงทุนในงานวิจัยและทุนมนุษย์เริ่มแปลผลเป็นผลงานจริงในเวทีสากล สิ่งที่น่าสนใจคือแทบทุกปัจจัยย่อยในหมวดนี้ขยับดีขึ้น กลุ่มการสร้างความรู้ขยับจากอันดับ 48 เป็น 35 และกลุ่มผลกระทบของความรู้ดีขึ้นจากอันดับ 56 เป็น 47 บ่งชี้ว่าผลงานวิจัยไม่ได้หยุดอยู่บนกระดาษ แต่เริ่มมีผลต่อเศรษฐกิจและสังคมที่จับต้องได้ อย่างไรก็ตาม ภาพยังไม่สวยสมบูรณ์ ผลผลิตเชิงสร้างสรรค์ลดลงจากอันดับ 39 เป็น 44 และปัจจัยด้านสถาบันลดลงจากอันดับ 76 เป็น 80 จึงสะท้อนช่องว่างด้านกฎกติกาและโครงสร้างที่ยังไม่เอื้อต่อการผลักดันวิทยาศาสตร์ไทยให้เบ่งบานเต็มที่ นี่คือสัญญาณเตือนว่าการเพิ่มผลผลิตความรู้ต้องเดินคู่กับการปรับสถาบันและวัฒนธรรมการบริหารที่ทันเกมนวัตกรรม
ระบบนวัตกรรมประเทศ: จุดแข็ง จุดอ่อน และแรงส่งจากนโยบายใหม่
เมื่อมองลงไปในโครงสร้างดัชนี จะเห็นภาพชัดว่าระบบนวัตกรรมประเทศยังเป็นโมเสกระหว่างจุดแข็งและจุดอ่อน การจัดอันดับใช้ตัวชี้วัด 79 รายการ แบ่งเป็นดัชนีย่อยปัจจัยนำเข้าทางนวัตกรรม 5 ด้าน คือสถาบัน ทุนมนุษย์และการวิจัย โครงสร้างพื้นฐาน ระบบตลาด และระบบธุรกิจ และดัชนีย่อยผลผลิตทางนวัตกรรม 2 ด้าน คือผลผลิตจากองค์ความรู้และเทคโนโลยี และผลผลิตจากความคิดสร้างสรรค์ ในปีนี้ ปัจจัยนำเข้าอยู่ที่อันดับ 46 เท่าเดิม ขณะที่ดัชนีย่อยผลผลิตขยับขึ้น 2 อันดับเป็น 41 แสดงว่าระบบเริ่มเปลี่ยนทรัพยากรและการลงทุนให้เป็นผลลัพธ์ได้ดีขึ้นแม้ฐานโครงสร้างยังไม่เปลี่ยนมากนัก จุดแข็งสำคัญคือด้านระบบตลาดที่คงอันดับ 27 และระบบธุรกิจที่ดีขึ้นจากอันดับ 42 เป็น 41 ซึ่งช่วยหนุนให้ผู้ประกอบการมีพื้นฐานพร้อมรองรับนวัตกรรม แต่จุดอ่อนด้านสถาบันและผลผลิตเชิงสร้างสรรค์เป็นอุปสรรคที่หากไม่แก้ จะจำกัดความทะเยอทะยานในการขยับขึ้นไปสู่กลุ่มบนในอนาคต การไต่ระดับจึงไม่ใช่เป้าหมายสุดท้าย แต่เป็นแรงกระตุ้นให้เรากล้าเปลี่ยนโครงสร้างเกมและกติกาในระบบนวัตกรรมประเทศให้ทันโลก
บทบาท NIA กับการผลักผู้ประกอบการสู่พรมแดนวิทยาศาสตร์ไทย
การที่คำสำคัญของดัชนีนวัตกรรมโลกปีนี้คือ “การขับเคลื่อนผู้ประกอบการสู่พรมแดนวิทยาศาสตร์ขั้นแนวหน้า” ไม่ใช่แค่คำขวัญ แต่สะท้อนการขยับบทบาทของ NIA จากผู้สนับสนุนนวัตกรรมทั่วไป ไปสู่การผลักผู้ประกอบการและนักวิจัยให้จับงานปัญญาประดิษฐ์ เทคโนโลยีชีวภาพ เซมิคอนดักเตอร์ หุ่นยนต์ เทคโนโลยีอวกาศ วัสดุขั้นสูง และพลังงานสะอาด ที่กำลังสร้างอุตสาหกรรมรูปแบบใหม่ นี่คือพื้นที่ที่วิทยาศาสตร์ไทยต้องเลือกว่าจะเป็นผู้ตามหรือผู้เล่นแนวหน้า คำกล่าวที่น่าจับตาคือ การจัดอันดับครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าประเทศสามารถเปลี่ยนทรัพยากรและการลงทุนด้านนวัตกรรมให้เกิดผลผลิตได้ในระดับหนึ่ง และยังคงมีศักยภาพในการสร้างผลลัพธ์จากฐานการลงทุนที่มีอยู่ หมายความว่า หากนโยบายและเครื่องมือสนับสนุนถูกออกแบบแม่นยำขึ้น ทั้งการเชื่อมต่อแหล่งทุน การร่วมมือกับบริษัทขนาดใหญ่ และกลไกตลาด เช่นบัญชีนวัตกรรมภาครัฐที่เปิดเป็นลูกค้ารายแรก ความก้าวหน้าในดัชนีก็อาจเร่งตัวจนพลิกฐานเศรษฐกิจได้
จากอันดับ 44 สู่การนำด้านวิทยาศาสตร์: ก้าวต่อไปที่ต้องกล้าตัดสินใจ
การขึ้นสู่อันดับ 44 ในดัชนีนวัตกรรมโลก 2026 พร้อมสถานะอันดับ 3 ในกลุ่มประเทศรายได้ปานกลางค่อนข้างสูง และอันดับ 10 ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เอเชียตะวันออก และโอเชียเนีย แสดงว่าผลผลิตความรู้ไทยเริ่มมีน้ำหนักบนเวทีโลก แต่ยังอยู่กลางตารางเมื่อเทียบกับคู่แข่งที่ทะยานไปข้างหน้าแล้ว สิ่งที่ดัชนีบอกเราชัดคือ แรงส่งด้านความรู้และเทคโนโลยีเริ่มมา แต่สถาบันและความคิดสร้างสรรค์เชิงระบบยังอ่อนแรง NIA ระบุชัดว่ามุ่งเร่งขับเคลื่อนระบบนวัตกรรมประเทศในระยะต่อไป ด้วยการยกระดับผู้ประกอบการให้แข่งขันได้ระดับสากล ผ่านกลไกที่เชื่อมต่อกัน 5 ด้าน นี่คือโอกาสที่จะใช้ดัชนีไม่เป็นเพียงตราเชิงภาพลักษณ์ แต่เป็นเข็มทิศยุทธศาสตร์ หากผู้กำหนดนโยบายพร้อมยอมรับว่าระบบนวัตกรรมยังมีจุดอ่อน และกล้าปรับทั้งกฎหมาย โครงสร้างงบประมาณ และวัฒนธรรมการทำงานให้เปิดทางให้วิทยาศาสตร์ไทย การขยับครั้งต่อไปอาจไม่ใช่แค่หนึ่งอันดับ แต่เป็นการก้าวสู่การเป็นผู้นำด้านความรู้ในภูมิภาคอย่างแท้จริง






