กำไรโทรคมนาคมพุ่งสามเท่า เมื่อศูนย์ข้อมูล AI กลายเป็นธุรกิจหลัก

กำไรโทรคมนาคมพุ่งสามเท่า เมื่อศูนย์ข้อมูล AI กลายเป็นธุรกิจหลัก
ความสนใจ|วิเคราะห์ข้อมูลด้วย AI

ศูนย์ข้อมูล AI กำลังเขียนธุรกิจโทรคมนาคมใหม่

การเติบโตของศูนย์ข้อมูล AI ไทยคือจุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้างที่ผลักให้บริษัทโทรคมนาคมจากผู้ให้บริการโครงข่ายแบบดั้งเดิม กลายเป็นผู้เล่นหลักด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่สร้างรายได้ต่อเนื่องจากบริการเชื่อมต่อข้อมูลและศูนย์ข้อมูลระดับ Hyperscaler โดยกำไรไตรมาส 2 ที่พุ่งขึ้นหลายร้อยเปอร์เซนต์ในปีล่าสุดสะท้อนว่า โมเดลรายได้กำลังขยับจากงานติดตั้งครั้งเดียวไปสู่สัญญาบริการระยะยาวที่ยึดโยงกับการขยายตัวของ AI และ Cloud อย่างชัดเจน จุดที่ควรจับตาไม่ใช่แค่ตัวเลขกำไรไตรมาส 2 ที่สวยหรู แต่คือความจริงที่ว่ากลุ่มบริษัทอย่าง ITEL, AIT และ INSET กำลังใช้โครงสร้างพื้นฐาน Hyperscaler และศูนย์ข้อมูล AI ไทยเป็นแกนกลางของกลยุทธ์ใหม่ ข้อมูลจากผู้บริหาร ITEL ระบุชัดว่าการเปิดให้บริการเชิงพาณิชย์ของศูนย์ข้อมูลกำลังเปลี่ยนรายได้จากงานก่อสร้างและติดตั้ง ไปสู่รายได้แบบ Recurring Revenue ที่มั่นคงมากกว่าในระยะยาว. สิ่งนี้คือการพลิกหน้าตำราธุรกิจโทรคมนาคม ไม่ใช่เพียงรอบวัฏจักรกำไรระยะสั้น

ITEL: จากไฟเบอร์ออพติกสู่เครื่องจักรทำ Recurring Revenue

กรณีของ ITEL แสดงให้เห็นชัดว่าการ “เดิมพัน” บนศูนย์ข้อมูล AI และโครงสร้างพื้นฐาน Hyperscaler ให้ผลตอบแทนทางธุรกิจที่จับต้องได้ บริษัทรายงานรายได้ไตรมาส 2 อยู่ที่ 711 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีกำไรสุทธิ 20 ล้านบาท โดยครึ่งปีแรกทำรายได้รวม 1,418 ล้านบาท กำไรสุทธิ 52 ล้านบาท. ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้โดดเด่นเพราะอัตราเติบโตของรายได้เท่านั้น แต่เพราะอัตรากำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี และค่าเสื่อมราคาต่อรายได้ขยับจากราว 19.9% เป็น 26.7% สะท้อนคุณภาพรายได้ที่ดีขึ้นจากบริการที่มีมาร์จิ้นสูง หัวใจของการเปลี่ยนผ่าน คือโครงข่ายไฟเบอร์ออพติกที่ครอบคลุมทั่วประเทศ พร้อมความหลากหลายของเส้นทางทั้งแนวรถไฟ ถนน และโครงข่ายใต้ดิน ซึ่งรองรับบริการตั้งแต่ MPLS, IPLC, Dark Fiber ไปจนถึง Wavelength สำหรับลูกค้าองค์กร ผู้ให้บริการ Cloud, Data Center และ Hyperscaler. เมื่อศูนย์ข้อมูลจำนวนมากเปลี่ยนจากช่วงก่อสร้างไปสู่การให้บริการเชิงพาณิชย์ ความต้องการด้าน Connectivity ก็เปลี่ยนจากรายได้ครั้งเดียวเป็นรายได้ต่อเนื่อง ทำให้ ITEL สามารถยกระดับรายได้โทรคมนาคม AI ให้กลายเป็นสินทรัพย์ทำเงินระยะยาวแท้จริง

INSET และ AIT: ผู้รับเหมาศูนย์ข้อมูลที่กลายเป็นเสาหลักโครงสร้างพื้นฐาน AI

ถ้า ITEL คือผู้เชื่อมต่อโครงข่าย INSET และ AIT ก็คือผู้สร้างโครงสร้างพื้นฐาน AI ตั้งแต่ระดับศูนย์ข้อมูลขึ้นไป ผลประกอบการไตรมาส 2 ของ INSET มีกำไรสุทธิ 63.66 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 652.33% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรเพียง 8.46 ล้านบาท และมีรายได้รวม 722.52 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 217.58% จากเดิม 227.51 ล้านบาท. กระแสนี้มาจากรายได้หลักด้านการก่อสร้าง Data Center งานซ่อมบำรุง และโครงสร้างพื้นฐานโครงข่ายโทรคมนาคมและคมนาคมขนส่ง ซึ่งล้วนผูกกับเมกะเทรนด์ AI และ Cloud อย่างแน่นหนา พร้อมกันนั้น INSET ยังเดินหน้าเข้าประมูลงานใหม่ 9 โครงการ โดยเป็นงาน Data Center 6 โครงการ งาน Telecom 1 โครงการ และงาน MA อีก 1 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 5,000 ล้านบาท และมี Backlog อยู่ที่ 5,800 ล้านบาท ที่จะทยอยรับรู้รายได้ภายใน 1–2 ปี. ด้าน AIT แม้ตัวเลขเติบโตจะไม่หวือหวาเท่า INSET แต่ก็แสดงเสถียรภาพที่น่าคิด บริษัทมีรายได้งบเฉพาะกิจการไตรมาส 2 อยู่ที่ 1,727 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.2% จากปีก่อน และมีกำไรสุทธิ 146 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.8% เมื่อเทียบปีต่อปี. ที่สำคัญ AIT มี Backlog แน่นถึง 5,200 ล้านบาท ณ วันที่ 31 กรกฎาคม ซึ่งเป็นฐานรองรับการรับรู้รายได้ต่อเนื่องในครึ่งปีหลัง. ทั้งสองบริษัทจึงกำลังยึดพื้นที่สำคัญในห่วงโซ่คุณค่าโครงสร้างพื้นฐาน AI ตั้งแต่การสร้างศูนย์ข้อมูล AI ไทยไปจนถึงการดูแลระบบให้พร้อมสำหรับงานระดับ Hyperscale

จากธุรกิจลิงก์สัญญาณสู่เศรษฐกิจบริการ AI ระยะยาว

ภาพรวมของกลุ่มบริษัทโทรคมนาคมและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลเหล่านี้ชี้ชัดว่า โมเดลธุรกิจเดิมที่พึ่งพารายได้จากการติดตั้งระบบและขายอุปกรณ์กำลังถูกแทนที่ด้วยรายได้โทรคมนาคม AI ในรูปแบบสัญญาบริการระยะยาว บริษัทอย่าง ITEL ระบุเป้ารายได้จากกลุ่ม Data Center และ Hyperscaler ว่าจะเติบโตมากขึ้นในปี 2569 พร้อมประเมินว่าภายในสิ้นปี 2570 รายได้จากลูกค้ากลุ่มนี้มีศักยภาพเพิ่มขึ้นสู่ระดับประมาณ 200–300 ล้านบาทต่อปี. ขณะที่ INSET ตั้งเป้าผลงานปี 2569 ทำสถิติสูงสุดใหม่จากการทยอยส่งมอบงานและการประมูลงานใหม่กว่า 5,000 ล้านบาท. AIT เองก็วางเป้ารายได้โดยอิงกับ Backlog 5,200 ล้านบาท และการจับโอกาสจากเมกะเทรนด์ AI, Cloud และ Cyber Security. คำถามสำคัญสำหรับนักลงทุนและผู้กำหนดนโยบายคือ จะถือว่าการพุ่งขึ้นของกำไรไตรมาส 2 เป็นแค่ “รอบทอง” ชั่วคราว หรือเป็นจุดเริ่มต้นของโครงสร้างรายได้แบบใหม่ที่ผูกกับศูนย์ข้อมูล AI ไทยและโครงสร้างพื้นฐาน Hyperscaler อย่างยั่งยืน? เมื่อดูทั้งตัวเลข Backlog แผนประมูลงานใหม่ และการเปลี่ยนผ่านสู่ Recurring Revenue แนวโน้มชัดว่าธุรกิจโทรคมนาคมกำลังหลุดพ้นจากการเป็นเพียงผู้ให้บริการสื่อสาร ไปสู่การเป็นหัวใจของเศรษฐกิจ AI ในระดับโครงสร้างพื้นฐาน

ข้อสรุป: ใครคุมท่อข้อมูล AI คนนั้นคุมกำไรระยะยาว

เมื่อมองภาพรวมของ ITEL, INSET และ AIT จะเห็นแนวโน้มเดียวกันคือการผลักดันศูนย์ข้อมูล AI ไทยและโครงสร้างพื้นฐาน Hyperscaler ให้เป็นแกนกลางของการเติบโต ทั้งสามบริษัทไม่ได้แข่งขันกันแค่เรื่องจำนวนสายไฟเบอร์หรือขนาดศูนย์ข้อมูล แต่แข่งขันกันว่าจะสร้างโมเดลรายได้ที่มีความต่อเนื่อง ปรับตัวได้กับความผันผวนเศรษฐกิจโลก และรองรับวิกฤตต่าง ๆ เช่นการขาดแคลนชิป AI ที่คาดว่าจะลากยาวถึงปี 2571 ซึ่ง AIT ยอมรับว่าต้องวางแผนจัดซื้อและประสานงานพันธมิตรล่วงหน้าเพื่อลดผลกระทบ. ข้อเท็จจริงคือ ใครก็ตามที่สามารถออกแบบโครงสร้างพื้นฐานเชื่อมต่อศูนย์ข้อมูล AI ให้มั่นคง มีค่าหน่วงต่ำ และรองรับปริมาณข้อมูลสูง พร้อมเส้นทางสำรองเพียงพอ จะกลายเป็นเจ้าของ “ท่อข้อมูล” แห่งยุคใหม่ และเจ้าของกำไรในระยะยาวด้วย การที่กำไรไตรมาส 2 เติบโตระดับสามถึงหกเท่าในบางบริษัทไม่ได้เป็นเพียงสัญญาณของวัฏจักรลงทุนศูนย์ข้อมูล แต่คือการบอกว่า เศรษฐกิจ AI กำลังเลือกผู้ชนะในธุรกิจโทรคมนาคมชุดใหม่แล้ว และเกมนี้จะตัดสินกันที่คุณภาพของโครงสร้างพื้นฐานมากกว่าจำนวนเสาสัญญาณบนถนน

ZestBuy ได้รับค่าคอมมิชชั่นเมื่อคุณช้อปผ่านลิงก์ของเรา โดยคุณไม่ต้องจ่ายเพิ่ม

You May Also Like

Comments
พูดอะไรบางอย่าง...
ยังไม่มีความคิดเห็น มาเป็นคนแรกที่แบ่งปันความคิดเห็นของคุณ!