Active Learning คืออะไร และทำไมชายแดนใต้จึงกล้าขยับก่อน
การเรียนรู้แบบ Active Learning คือแนวทางจัดการเรียนรู้ที่เปลี่ยนบทบาทผู้เรียนจากผู้รับสารเฉยๆ ให้กลายเป็นผู้ลงมือสร้างความรู้ผ่านการคิด วิเคราะห์ ทดลอง ทำงานร่วมกัน และเชื่อมโยงประสบการณ์ของตนเองเข้ากับเนื้อหาที่เรียน โดยมีครูทำหน้าที่ออกแบบกิจกรรมและเป็นโค้ชคอยตั้งคำถาม กระตุ้นการคิด และช่วยให้ผู้เรียนสะท้อนการเรียนรู้ของตนอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เพียงการฟังบรรยายหรือท่องจำเนื้อหาเพื่อสอบเท่านั้น หัวใจสำคัญของการพลิกโฉมห้องเรียนในชายแดนใต้คือการยอมรับว่าโลกที่เด็กเติบโตขึ้นมาไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เด็กวันนี้เข้าถึงองค์ความรู้จากสมาร์ตโฟนได้ภายในไม่กี่วินาที สิ่งที่ขาดจึงไม่ใช่ข้อมูล แต่คือทักษะแห่งอนาคต ทั้งการคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหาซับซ้อน การสื่อสาร และการทำงานร่วมกับผู้อื่น การตัดสินใจเดินหน้าขับเคลื่อน Active Learning จึงไม่ใช่แฟชั่นการศึกษา แต่เป็นการตอบโจทย์โลกใหม่อย่างตรงจุด
จาก MOU สู่เวทีอบรมครูกว่า 2,000 คน การเปลี่ยนแปลงเริ่มที่ครู
จุดเปลี่ยนสำคัญเริ่มจากการลงนามบันทึกความเข้าใจด้านวิชาการระหว่างสถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการกับเครือข่ายโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาในจังหวัดชายแดนภาคใต้เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2569 เพื่อขับเคลื่อนการเรียนรู้แบบ Active Learning ด้วยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps นี่ไม่ใช่เอกสารพิธีการ แต่เป็นสัญญาว่าจะยกระดับห้องเรียนทั้งภูมิภาค เวทีอบรมรุ่นแรกเริ่มที่สตูลในวันที่ 4 ตุลาคม 2569 มีครูและบุคลากรทางการศึกษาเข้าร่วมมากกว่า 300 คน ก่อนขยายครอบคลุมครูกว่า 2,000 คนใน 5 จังหวัด และเดินหน้าต่อไปยังนราธิวาส ปัตตานี ยะลา และสงขลา สนามที่ 4 ที่ยะลา ระดมครูและบุคลากรทางการศึกษาถึง 400 คนเข้าร่วมอบรมพลิกโฉมห้องเรียน Active Learning ด้วย GPAS 5 Steps ผสานสื่อดิจิทัลและการเรียนรู้ยุคใหม่ ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนชัดว่า หากจะเปลี่ยนเด็กทั้งห้อง ต้องเริ่มจากการเปลี่ยนครูทั้งระบบ

GPAS 5 Steps โครงสร้างคิดยุคใหม่ที่ทำให้ Active Learning ไม่ใช่แค่กิจกรรมสนุก
จุดแข็งที่ทำให้การเรียนรู้แบบ Active Learning ในชายแดนใต้ไม่หลุดกรอบคือการใช้ GPAS 5 Steps เป็นโครงสร้างคิด GPAS 5 Steps ถูกพัฒนาจากงานวิจัยด้านกระบวนการเรียนรู้ต่อเนื่องหลายสิบปี และได้รับการเผยแพร่ในวารสารวิชาการระดับนานาชาติ จึงไม่ใช่สูตรสำเร็จชั่วคราว แต่เป็นกรอบคิดที่เข้าใจธรรมชาติการเรียนรู้ของมนุษย์ สิ่งที่น่าสนใจคือ GPAS 5 Steps ไม่ได้สอนเด็กให้คิดแบบกระจัดกระจาย แต่ช่วยพัฒนาการคิดอย่างเป็นระบบ มากกว่าการรับฟังหรืออ่านเพียงอย่างเดียว และสามารถเชื่อมโยงความรู้ไปใช้ในชีวิตจริงได้ เมื่อผสานกับนวัตกรรมการสอนและสื่อดิจิทัลในเวทีอบรมยะลา ครูถูกชวนให้ออกแบบกิจกรรมที่ทำให้เด็กสร้างองค์ความรู้และนวัตกรรมด้วยตนเอง แทนการจดจำเนื้อหาเพื่อสอบเท่านั้น นี่คือจุดที่ห้องเรียนเริ่มผลิตนักคิด นักแก้ปัญหา และนักนวัตกร ไม่ใช่เพียงผู้สอบผ่าน

ชายแดนใต้ในฐานะพื้นที่นำร่อง พลิกความเหลื่อมล้ำให้กลายเป็นโอกาส
หลายคนอาจมองชายแดนใต้เป็นพื้นที่ปลายทางของนโยบายการศึกษา แต่โครงการพลิกโฉมห้องเรียน Active Learning กำลังพลิกภาพนั้นให้กลับด้าน โรงเรียนในพื้นที่ชายแดนไทย–มาเลเซีย ทั้งสตูล ยะลา และนราธิวาสถูกย้ำว่ามีความจำเป็นต้องพัฒนาศักยภาพผู้สอนอย่างต่อเนื่อง การระดมครูหลายร้อยคนเข้าร่วมอบรมในแต่ละสนามจึงเป็นการประกาศว่าพื้นที่ที่เคยถูกมองว่าขาดโอกาส กำลังกลายเป็นแนวหน้าในการทดลองนวัตกรรมการสอน ยะลายิ่งตอกย้ำบทบาทนี้ในฐานะหนึ่งใน 8 จังหวัดพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา การพัฒนาครูให้ส่งเสริมเด็กคิด วิเคราะห์ และลงมือปฏิบัติถูกมองว่าเป็นรากฐานสำคัญของเยาวชนในอนาคต เมื่อผู้บริหาร ครู และเครือข่ายการศึกษาเดินไปในทิศทางเดียวกัน เป้าหมายไม่ใช่แค่คะแนนสอบ แต่คือการสร้างนักคิดและนักนวัตกรที่สามารถนำทรัพยากรในพื้นที่ เช่น ยางพารา ปาล์มน้ำมัน ประมง และผลไม้ ไปต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่มและพัฒนาเศรษฐกิจของชุมชนได้
จากเปลี่ยนครูสู่เปลี่ยนเด็ก เป้าหมาย 3 ปีที่ไม่ควรปล่อยให้หลุดมือ
แก่นคิดที่ชัดเจนที่สุดจากการขับเคลื่อนครั้งนี้คือประโยคที่ว่า "เปลี่ยน Mindset ผู้บริหาร–เปลี่ยนวิธีสอนของครู ห้องเรียนก็เปลี่ยน" หากการพัฒนาลงไปถึงครูอย่างทั่วถึง และผู้บริหารกับครูเห็นเป้าหมายเดียวกัน การเปลี่ยนแปลงที่ตามมาจะเกิดขึ้นกับนักเรียนทั้งห้อง ดร.ศักดิ์สินเชื่อว่าหากขับเคลื่อนต่อเนื่อง ภายใน 3 ปี คุณภาพผู้เรียนใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้อาจพัฒนาไปได้ไกลกว่าที่คาดการณ์ไว้ และยังมั่นใจว่าความสำเร็จอาจมาเร็วกว่ากรอบ 3 ปีด้วยซ้ำ เพราะผู้บริหารและครูให้ความสนใจอย่างจริงจัง คำถามจึงไม่ใช่ว่า Active Learning และ GPAS 5 Steps ดีหรือไม่ แต่คือเราจะรักษาแรงขับนี้ให้ยืนยาวอย่างไร หากปล่อยให้การอบรมครั้งนี้จบลงแค่เอกสารและภาพถ่าย เราก็จะเสียโอกาสในการเปลี่ยนอนาคตเด็กทั้งภูมิภาค แต่ถ้าโรงเรียนใช้สิ่งที่เรียนรู้ไปทดลอง ปรับ และแลกเปลี่ยนกันต่อเนื่อง ห้องเรียนชายแดนใต้มีศักยภาพจะกลายเป็นต้นแบบการพลิกโฉมห้องเรียนทั้งประเทศได้ในเวลาไม่นาน






