วันที่ไรเดอร์ยื่นกล่องจากร้าน official ใน Shopee ให้ มิ้นท์รู้ทันทีว่าเป็น BOROM เพราะขวดแก้วสีอำพันทรงสี่เหลี่ยมขวดใหม่ ฝาดำสลักชื่อแบรนด์ ด้านหน้าแปะป้ายชื่อกลิ่น ตัวขวดหนักมือกว่าราคาที่จ่ายไปมาก มิ้นท์ฉีดไปทำงานแทบทุกวันติดกันเกือบสองอาทิตย์แล้ว วันนี้เลยขอรวบทุกอย่างที่รู้เกี่ยวกับแบรนด์ไทยบ้านนี้มาเล่าในที่เดียว เพื่อที่ก่อนโปร 11.11 จะมาถึง ทุกคนจะรู้ว่าขวดไหนควรมีชื่ออยู่ในตะกร้าค่ะ
ใครยังไม่รู้จัก BOROM ขอเล่าสั้นๆ ว่านี่คือน้ำหอมนิชแบรนด์ไทยที่นักท่องเที่ยวต่างชาติยกให้เป็นของฝากที่ต้องซื้อกลับจากกรุงเทพ เคาน์เตอร์ชั้น 1 เซ็นทรัลเวิลด์ข้าง Pop Mart มีคนยืนดมกันไม่ขาด ส่วนสายห้างฝั่งลาดพร้าวก็มีเคาน์เตอร์ที่โซน Beauty Galerie ชั้น 1 เซ็นทรัลลาดพร้าวเหมือนกัน แต่อย่าคิดว่าดังเพราะการตลาดอย่างเดียว เพราะพอได้ฉีดเองมิ้นท์ก็เข้าใจคนที่กลับไปสอยขวดใหญ่ซ้ำทันที
นิชแบรนด์ไทยที่เกิดจากมือกูรูน้ำหอมชื่อไปป์-บรม
BOROM ก่อตั้งโดยไปป์-บรม วิชญะเดชา หรือที่วงการน้ำหอมไทยรู้จักในชื่อ BOROMV กูรูด้านน้ำหอมที่คลุกคลีกับกลิ่นมานาน เขาทุ่มเงินลงทุนกว่า 100 ล้านบาท พร้อมเป้าผลักดันแบรนด์ไทยให้เป็นที่รู้จักในระดับโลกภายใน 3 ปี คอลเลกชันเปิดตัวคือ BOROM Textile Collection ที่เล่าเรื่องผ่าน "ผืนผ้า" แต่ละกลิ่นชวนให้นึกถึงเสื้อผ้าบนตัวผู้สวมใส่ ก่อนเปิดตัวครบเซ็ตเขาทดลองขาย Mysterious Wool กับ Naked Satin ก่อน และขายได้กว่า 300 ขวดภายในเดือนเดียว ซึ่งก็พอการันตีว่ากลิ่นไม่ธรรมดาจริง
จาก 9 กลิ่นวันแรก วันนี้บ้านนี้มีกลิ่นในสาย Textile เพิ่มเป็น 11 กลิ่น (รวม Black Cashmere และ Silk 26 ที่ออกมาทีหลัง) บวกกับ Vanilla Collection สายหวาน และน้องใหม่ล่าสุดอย่าง LACE VII.XII คอนเซปต์ยังคงเดิมคืออ่านชื่อกลิ่นแล้วเห็นผืนผ้าทันที มิ้นท์ว่าเป็นวิธีเล่าเรื่องที่ฉลาดมาก เพราะทำให้เลือกกลิ่นจากไลฟ์สไตล์การแต่งตัวได้เลย

ขวดใหม่ 30 มล. ประตูที่ทำให้ BOROM กดง่ายขึ้น
เมื่อก่อน BOROM เป็นแบรนด์ที่มิ้นท์มองผ่านเพราะราคาดูไกลตัว แต่ปีนี้แบรนด์ออกแพ็กเกจจิ้งใหม่ขนาด 30 มล. เป็นขวดแก้วสีอำพันทรงสี่เหลี่ยม ฝาดำหนามีชื่อแบรนด์สลักอยู่ ป้ายชื่อกลิ่นสีครีมแปะหน้าขวด น้ำหนักในมือให้ความรู้สึกพรีเมียมแบบเคาน์เตอร์แบรนด์ราคาหลักหมื่น ราคา Textile Collection ขวด 30 มล. อยู่ที่ ฿3,900 ส่วน Vanilla Collection ย่อมเยาลงมาที่ ฿3,500 ใครอยากลองก่อนมีขนาดพกพา 10 มล. ราคา ฿1,290 ที่มาพร้อมถุงผ้าสักกะหลาด และถ้าเจอกลิ่นชีวิตแล้ว ขวดใหญ่ 100 มล. ราคา ฿9,900 ค่ะ
มิ้นท์กดจาก ร้าน official ใน Shopee ช่วงโปรวันเบิ้ล ซ้อนโค้ดร้านกับโค้ดแพลตฟอร์มแล้วราคาลดลงอีกหลายร้อย ถือว่าคุ้มกว่าเดินห้างสำหรับคนต่างจังหวัดอย่างมิ้นท์ ส่วนใครอยากเช็กราคาแต่ละกลิ่นแบบครบไซซ์ดูได้ที่ หน้าร้าน LINE official ค่ะ


สายคลีนและสกินเซนต์ ฉีดเข้าออฟฟิศแล้วเพื่อนไม่จาม
Japanese Cotton คือกลิ่นคลีนที่มิ้นท์อยากให้สายสะอาดลองสักครั้ง โน้ตเปิดเป็นไวท์ที ตามด้วยเมลอนบางๆ และปิดด้วยจัสมินที่เติมความพาวเดอรี่นิดๆ กลิ่นรวมเหมือนเสื้อขาวที่เพิ่งซักเสร็จแล้วใส่หลังอาบน้ำใหม่ๆ ความหวานของเมลอนถูกไวท์ทีทอนลงพอดีเลยไม่กลายเป็นกลิ่นฟรุตตี้เด็กเกิน บนผิวมิ้นท์สามชั่วโมงแรกหอมโปร่งสบาย หลังจากนั้นนั่งลงเป็นสกินเซนต์นุ่มๆ Around ชั่วโมงที่ 6-7 ยังได้กลิ่นตอนขยับแขน เป็นกลิ่น unisex ที่ใส่ได้ทั้งวันสบายๆ และวันเที่ยว
แต่ตัวขายดีประจำบ้านคือ Cashmere Unnamed สกินเซนต์โทนมัสก์สะอาดที่มีความเย็นสดชื่นแทรกมาตอนเปิด หัวกลิ่นมีทูเบอร์โรสช่วยให้ความฟุ้งแบบหรู และเบสเป็นอำพันที่ล็อกความทนไว้แน่นมาก บนผิวมิ้นท์อยู่เกิน 12 ชั่วโมงจริง ฉีดเจ็ดโมงเช้าแล้วอาบน้ำสี่ทุ่มยังได้กลิ่นที่ปกเสื้อ มันเป็นความหอมแบบ your skin but better ที่คนข้างๆ จะถามว่าใช้อะไรกว่าจะยอมบอก
ข้อดี
- กลิ่นสายคลีนนุ่มสุภาพ นั่งโต๊ะติดกันทั้งวันไม่มีใครปวดหัว
- Cashmere Unnamed ติดทนเกิน 12 ชั่วโมงทั้งที่เป็นสกินเซนต์
- โทน unisex ใช้ร่วมกันได้ทั้งบ้าน แชร์กับแฟนได้ไม่ต้องซื้อสองขวด
ข้อเสีย
- การกระจายตัวของสายคลีนจะนุ่มและชิดผิว ไม่เหมาะกับคนอยากได้ฟุ้งเป็นทางเดิน
- Japanese Cotton พอสักชั่วโมงที่ 6 จะลงเป็นสกินเซนต์ วันประชุมยาวต้องฉีดซ้ำบนเสื้อ
ถ้าอยากได้ความคลีนแบบแต่งตัวขึ้นอีกนิด Gentle Oxford ให้ฟีลเสื้อออกซ์ฟอร์ดเรียบสะอาดใส่ได้ทุกโอกาส มีความผู้ดีแบบ old money แทรกมาบางๆ ส่วน Irish Linen เป็นลินินธรรมชาติที่ดูแพงแบบไม่พยายาม คู่นี้มิ้นท์ยกให้วันประชุมใหญ่ที่ใส่เบลเซอร์แล้วอยากได้กลิ่นที่ดูเชื่อถือได้ค่ะ

สายเย็น สายหรู และสายกลางคืน สำหรับเดตและห้องแอร์หนาว
Black Cashmere คือด้านเซ็กซี่ของบ้านนี้ แคชเมียร์โทนเข้มที่ให้ความมาสคูลินแต่สาวสายเท่ฉีดได้สวยมาก ฉีดออกกลางคืนแล้วได้ฟีลคนมีความลับ Mysterious Wool เป็นผ้าขนสัตว์อุ่นนุ่ม หนึ่งในสองกลิ่นล็อตทดสอบที่ขายหมดเกลี้ยงในเดือนแรก Naked Satin คือซาตินนุ่มลื่น หอมละมุนแบบมีเสน่ห์ Red Velvet ให้ความกำมะหยี่แดงแวววาวสูงศักดิ์ เหมาะคืนงานgalas ที่สุด Sweet Tweed กับ Classic Corduroy เป็นทวีดหรูมีสไตล์และลูกฟูกวินเทจสำหรับวันเข้าคาเฟ่หน้าหนาว ส่วน Silk 26 ปิดท้ายด้วยผ้าไหมเรียบลื่นสำหรับคนชอบความเนียน
ตัวที่มิ้นท์หยิบบ่อยสุดในกลุ่มนี้สำหรับห้องแอร์ 24 องศาคือ Mysterious Wool เพราะความอุ่นของมันกำลังดี ไม่อบจนเพื่อนลุกหนีตอนอุ่นไมโครเวฟข้างๆ และบนเสื้อโค้ทหรือเสื้อไหมพรมมันทิ้งกลิ่นไว้ถึงวันถัดไปค่ะ

Vanilla Collection วานิลลาสามแบบที่ไม่เลี่ยนในงบ ฿3,500
Vanilla at First Sight คือวานิลลาที่มิ้นท์ฉีดบ่อยที่สุดเดือนนี้ เปิดด้วยความฟรุตตี้ของพีชตามด้วยเปลือกส้มบางๆ แล้วจัสมินจะพาความครีมมี่เข้ามา ก่อนลงเอยที่วานิลลานวลๆ ที่มีดอกส้มคอยดึงให้สดชื่นสะอาด เป็นวานิลลาสายชิคแบบลูกคุณหนูที่ไม่เลี่ยนเลย บนผิวมิ้นท์อยู่ได้ 8-9 ชั่วโมง และถ้าฉีดบนเสื้อ เช้าถัดมายังหอมจางๆ ที่ชายเสื้ออยู่เลย
Lost in Vanilla เป็นวานิลลาสาย gourmand โน้ตพีช ขิง โกโก้ แมนดาริน จัสมินแซมบัค และวานิลลา ปิดด้วยแพทชูลี่ หอมเหมือนเค้กโกโก้อุ่นๆ วันฝนตก ส่วน Love Me Love My Vanilla เป็นวานิลลาแห้งอุ่นโทนพริกไทย ซีดาร์วู้ด อำพัน กัวแอควู้ด มีร์ เฮเซลนัท เหมาะกับคนที่รู้สึกว่าวานิลลาหวานมันเด็กไปสำหรับฉัน และคอลเลกชันนี้ยังมี Bath & Body ครบเซ็ตให้เลเยอร์ให้กลิ่นแน่นขึ้นทั้งวันด้วยค่ะ

LACE VII.XII น้องใหม่ bouquet ดอกไม้ขาวจากทั่วโลก
กลิ่นใหม่ล่าสุดของบ้านคือ LACE VII.XII ที่เล่าเรื่องผ้าลูกไม้ผ่านคอนเซปต์ "A Bouquet Gathered from Around the World" รวมดอกไม้ขาวห้าชนิดจากหลายประเทศ ทั้งจัสมินแกรนดิฟลอรัมจากอียิปต์ ไวท์โรสเดอเมจากฝรั่งเศส ทูเบอร์โรสจากอินเดีย ลิลลี่ออฟเดอะวัลเลย์จากฝรั่งเศส และไวท์พีโอนี่จากจีน มาเรียงเป็นช่อในขวดเดียว กลิ่นออกมาเป็นไวท์ฟลอรัลสะอาดละมุนละเอียด มีฐาน floral vanilla นวลๆ ให้ความ feminine แบบไม่แก่ ไม่หวานเจี๊ยบ ขนาด 30 มล. ราคา ฿3,900 และช่วงโปร Shopee ซ้อนโค้ดแล้วเหลือราว ฿3,700 ค่ะ

สรุปความติดทนบนผิวมิ้นท์ และโพยกดก่อน-หลัง
รวมผลเทสต์บนผิวจริงเกือบสองอาทิตย์ ทั้งวันห้องแอร์และวันออกแดดข้างนอก ให้ดูง่ายๆ แบบนี้ค่ะ
| กลิ่น | ฟีลกลิ่น | บนผิวมิ้นท์ | ราคา 30 มล. |
|---|---|---|---|
| Japanese Cotton | เสื้อขาวสะอาด ไวท์ที-เมลอน | 6-7 ชม. | ฿3,900 |
| Cashmere Unnamed | สกินเซนต์มัสก์ ฐานอำพัน | 12 ชม.+ | ฿3,900 |
| Gentle Oxford | เสื้อออกซ์ฟอร์ด ผู้ดีเก่า | ราว 8 ชม. | ฿3,900 |
| Black Cashmere | แคชเมียร์เข้ม สายกลางคืน | ราว 10 ชม. | ฿3,900 |
| Vanilla at First Sight | พีชครีมมี่ วานิลลาไม่เลี่ยน | 8-9 ชม. | ฿3,500 |
| Lost in Vanilla | โกโก้ พีช แพทชูลี่ | ราว 8 ชม. | ฿3,500 |
| Love Me Love My Vanilla | วานิลลาแห้งอุ่น เฮเซลนัท | ราว 9 ชม. | ฿3,500 |
| LACE VII.XII | ไวท์ฟลอรัล bouquet ดอกไม้ขาว | ราว 8 ชม. | ฿3,900 |
ทริกฉีดของมิ้นท์คือสองสเปรย์บนผิว หนึ่งสเปรย์ด้านในปกเสื้อ และคู่ที่เลเยอร์แล้วสวยมากคือ Cashmere Unnamed เป็นเบสแล้วทับด้วย Vanilla at First Sight จะได้มัสก์ครีมมี่หวานนวลที่อยู่ยันเลิกงาน แถมตอนค่ำเหลือเป็นกลิ่นนุ่มๆ บนผิวแบบไม่ต้องฉีดเพิ่มค่ะ

ปิดท้าย ใครควรกด และควรตุนไหมก่อน 11.11
BOROM เหมาะกับคนที่อยากได้นิชแบรนด์ที่กลิ่นไม่โหลไม่ชนทั้งออฟฟิศ และยอมรับราคาหลักพันเพื่อแลกกับความประณีตระดับที่ดมแล้วนึกว่าเคาน์เตอร์แบรนด์ต่างประเทศ มือใหม่เริ่มจากขนาด 10 มล. ฿1,290 ก่อนก็ได้ แต่ถ้าถามมิ้นท์ตรงๆ ว่าขวดไหนควรมาก่อนในโปรนี้ คำตอบคือ Cashmere Unnamed สำหรับคนชอบสกินเซนต์ติดทน และ Vanilla at First Sight สำหรับสายหวาน ส่วน Japanese Cotton คือของขวัญปลอดภัยที่สุดสำหรับคนที่ยังไม่รู้ตัวว่าชอบโทนไหน
ควรตุนไหม มิ้นท์มองว่าหนึ่งขวด 30 มล. บวกขนาดพกพาในกระเป๋าอีกหนึ่งขวดคือกำลังดีมาก เพราะกลิ่นเบสอำพันกับมัสก์ของบ้านนี้ทนจนใช้หมดช้ากว่าที่คิด 5555 ใครฉีดกลิ่นไหนของ BOROM อยู่ มาคอมเมนต์ยืนยันกันหน่อยว่าบนผิวคุณมันอยู่ถึงชั่วโมงที่เท่าไหร่ มิ้นท์จะจดชื่อกลิ่นไว้เป็นโพยรอบกด 11.11 รอบหน้าค่ะ






