วิธีตั้งค่าและใช้ ECG บน Apple Watch เพื่อดูแลหัวใจ

วิธีตั้งค่าและใช้ ECG บน Apple Watch เพื่อดูแลหัวใจ
ความสนใจ|อุปกรณ์สวมใส่อัจฉริยะ

ECG บน Apple Watch คืออะไร และใครควรใช้

การตั้งค่าและใช้งาน ECG บน Apple Watch คือขั้นตอนการเปิดแอปตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจบนสมาร์ทวอทช์ที่รองรับ เพื่อบันทึกจังหวะการเต้นของหัวใจแบบ single-lead ประมาณ 30 วินาที จากนั้นให้ผลการจำแนกจังหวะหัวใจ พร้อมเก็บข้อมูลในแอปสุขภาพบน iPhone เพื่อดูย้อนหลังและส่งให้แพทย์วิเคราะห์ต่อได้ เป็นเครื่องมือช่วยติดตามหัวใจด้วยสมาร์ทวอทช์สำหรับคนที่อยากสังเกตสุขภาพหัวใจ wearable ของตัวเองอย่างใกล้ชิด แต่ไม่ใช่เครื่องมือวินิจฉัยโรคแทนแพทย์แต่อย่างใด. ถ้าเพื่อนเริ่มรู้สึกว่าหัวใจเต้นแปลกๆ หรือแพทย์เคยขอให้บันทึกจังหวะหัวใจเป็นครั้งคราว การเรียนรู้วิธีใช้ ECG Apple Watch จะช่วยให้จับจังหวะผิดปกติได้ทันเวลา และมีหลักฐานเป็นกราฟหัวใจส่งให้แพทย์ดู เมื่อรวมกับฟีเจอร์วัดอัตราการเต้นของหัวใจและออกซิเจนในเลือดที่มีอยู่แล้วบน Apple Watch การดูแลหัวใจตลอดวันจึงทำได้สะดวกขึ้นมาก.

วิธีตั้งค่าและใช้ ECG บน Apple Watch เพื่อดูแลหัวใจ

เตรียมความพร้อมก่อนเริ่มใช้ ECG บน Apple Watch

ก่อนลงมือใช้ ECG บนข้อมือ ต้องเช็กของให้ครบก่อน ไม่งั้นหาแอปไม่เจอหรือเปิดไม่ได้แน่นอน ขั้นแรก คือรุ่นของ Apple Watch ต้องเป็น Series 4 หรือใหม่กว่า หรือรุ่น Ultra ที่มีเซนเซอร์ ECG ฝังอยู่ ส่วน Apple Watch SE ทุกรุ่นจะไม่มีเซนเซอร์นี้ จึงไม่สามารถใช้แอป ECG ได้เลยไม่ว่าอัปเดตซอฟต์แวร์แค่ไหนก็ตาม. จากนั้นต้องมี iPhone ที่จับคู่กับนาฬิกา และติดตั้งแอป Health พร้อมอัปเดต iOS และ watchOS เป็นเวอร์ชันล่าสุดผ่านเมนู Settings > General > Software Update ทั้งบน iPhone และแอป Watch บนเครื่องเดียวกัน. แอปจะตรวจอายุผ่านโปรไฟล์ใน Health และต้องอายุ 22 ปีขึ้นไป พร้อมอยู่ในภูมิภาคที่เปิดใช้ ECG แล้ว จึงจะเปิดหน้าเซ็ตอัปได้. ถ้าข้อใดไม่ผ่าน แอป ECG จะไม่โผล่บนหน้าจอนาฬิกาเลย เป็นข้อจำกัดที่หลายคนมักติดช่วงแรก.

วิธีตั้งค่าและใช้ ECG บน Apple Watch เพื่อดูแลหัวใจ

ขั้นตอนใช้งาน ECG บน Apple Watch แบบทีละสtep

พอเตรียมทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว มาดูขั้นตอนทีละสเต็ปกัน เหมือนมีเพื่อนนั่งอยู่ข้างๆ ช่วยจับมือทำ จะได้ไม่หลงเมนูระหว่างทาง และได้ผลการวัดที่เชื่อถือได้ในเวลาไม่ถึงครึ่งนาที.

  1. อัปเดต iOS บน iPhone ผ่าน Settings > General > Software Update แล้วเปิดแอป Watch บน iPhone ไปที่ General > Software Update เพื่ออัปเดต watchOS ให้เป็นเวอร์ชันล่าสุด.
  2. ตรวจสอบรุ่น Apple Watch ว่าเป็น Series 4 หรือใหม่กว่า หรือรุ่น Ultra โดยดูจาก Settings > General > About บน iPhone หรือข้อความด้านหลังตัวเรือน เพื่อยืนยันว่ารองรับ ECG และไม่ใช่รุ่น SE.
  3. เปิดแอป Health บน iPhone แตะแท็บ Browse ด้านล่าง เลือกหมวด Heart แล้วหาเมนู Electrocardiogram (ECG) เพื่อเข้าสู่หน้าตั้งค่า.
  4. กด Set Up ECG App ในหน้า Electrocardiogram (ECG) ทำตามขั้นตอนบนหน้าจอเพื่อยืนยันอายุ พื้นที่ใช้งาน และการจับคู่กับ Apple Watch เมื่อจบแล้ว แอป ECG จะถูกเปิดใช้งานบนตัวนาฬิกา.
  5. บน Apple Watch กด Digital Crown เพื่อดูรายชื่อแอป แตะไอคอน ECG ที่เป็นเส้นกราฟหัวใจ อ่านคำอธิบายสั้นๆ บนหน้าจอครั้งแรก แล้วกดผ่านจนถึงหน้าพร้อมบันทึก.
  6. นั่งลงให้สบาย พักแขนที่ใส่นาฬิกาบนโต๊ะหรือหน้าตัก ปรับสายให้พอดีกับข้อมือ จากนั้นใช้นิ้วมืออีกข้างแตะเบาๆ ที่ Digital Crown โดยไม่ต้องกดลง แล้วแตะ Start บนหน้าจอนาฬิกาเพื่อเริ่มบันทึก.
  7. ค้างนิ้วไว้บน Digital Crown เงียบ และนิ่งให้มากที่สุด ประมาณ 30 วินาที ระหว่างนี้นาฬิกาจะแสดงวงแหวนความคืบหน้า เมื่อครบเวลา การบันทึกจะหยุดเองและให้ผลการจำแนกจังหวะหัวใจบนหน้าจอทันที.
  8. อ่านผลบน Apple Watch ซึ่งจะระบุว่าเป็น Sinus Rhythm, Atrial Fibrillation (AFib), Inconclusive, Low Heart Rate หรือ High Heart Rate แล้วเพิ่มอาการที่รู้สึกขณะวัด เช่น ใจสั่น แน่นหน้าอก ผ่านคำถามบนหน้าจอเพื่อเก็บเป็นบันทึก.
  9. กลับไปที่แอป Health บน iPhone เลือก Browse > Heart > Electrocardiograms (ECG) เพื่อดูประวัติการบันทึกทั้งหมด สามารถเปิดกราฟแต่ละครั้งเพื่อดูรายละเอียดเพิ่มเติมและใช้ในการติดตามสุขภาพหัวใจระยะยาว.

หัวใจของการวัดครั้งนี้คือการอยู่นิ่งและให้การสัมผัสกับ Digital Crown สม่ำเสมอ ผลที่คาดหวังคือหลังครบ 30 วินาที นาฬิกาจะหยุดบันทึกอัตโนมัติและแสดงการจำแนกจังหวะหัวใจทันทีบนหน้าจอ. ถ้าทำตามขั้นตอนนี้ทุกครั้ง จะได้ข้อมูล ECG แบบสม่ำเสมอไว้ดูแนวโน้มสุขภาพหัวใจ wearable ของเราอย่างต่อเนื่อง.

วิธีตั้งค่าและใช้ ECG บน Apple Watch เพื่อดูแลหัวใจ

อ่านผล ECG และส่งรายงานให้แพทย์อย่างเป็นระบบ

หลายคนเปิดดูผลบนหน้าจอนาฬิกาแล้วไม่แน่ใจว่าควรตีความอย่างไร ลองคิดแบบง่ายๆ ว่าแอป ECG เป็นเครื่องมือช่วยจำแนกจังหวะหัวใจ ไม่ใช่ใบวินิจฉัยโรค ผลที่พบได้บ่อยคือ Sinus Rhythm ซึ่งหมายถึงรูปแบบการเต้นที่ถือว่าเป็นปกติและสม่ำเสมอในกรอบของแอป ส่วน Atrial Fibrillation (AFib) คือจังหวะที่ดูผิดปกติไป กลุ่มห้องบนและห้องล่างของหัวใจเต้นไม่พร้อมกัน เป็นสัญญาณที่ควรนำไปปรึกษาแพทย์ ไม่ใช่คำตัดสินวินิจฉัยโรคในตัวมันเอง. ถ้าขึ้น Inconclusive มักเกิดจากการขยับตัว พูดคุย สายหลวม หรือการแตะ Digital Crown ไม่แน่น ทำให้แอปไม่กล้าจำแนกผล. ส่วนข้อความ Low Heart Rate หรือ High Heart Rate แปลว่าในช่วงเวลานั้นอัตราการเต้นหัวใจสูงหรือต่ำเกินช่วงที่แอปใช้จำแนก จึงไม่มีผลจังหวะให้ ถ้าวัดใหม่หลังพักสงบสักครู่มักได้ผลชัดขึ้น. เมื่อได้ผลที่อยากส่งต่อให้แพทย์ เปิด Health > Browse > Heart > Electrocardiograms (ECG) บน iPhone แตะรายการที่ต้องการ เลื่อนลงแล้วเลือก Export PDF แอปจะสร้างรายงาน ECG มาตรฐานพร้อมกราฟและผลจำแนก จากนั้นแตะไอคอน Share เพื่อส่งผ่าน Mail, Messages, AirDrop หรือบันทึกลง Files ได้. ถ้าเก็บไว้ใน iCloud Drive ยังสามารถเปิดจากคอมพิวเตอร์เครื่องอื่นผ่านเว็บเพื่อแนบกับอีเมลหรือระบบของโรงพยาบาลได้อีกด้วย.

ปัญหาที่เจอบ่อยกับแอป ECG และข้อควรระวังสุดท้าย

ใช้ไปสักพัก เพื่อนจะเริ่มเจอปัญหาคล้ายๆ กันอยู่ไม่กี่แบบ ถ้าแอป ECG ไม่ปรากฏบน Apple Watch ทั้งที่พยายามหาแล้ว สาเหตุหลักมักเป็นเพราะตัวนาฬิกาเป็นรุ่น SE ที่ไม่มีเซนเซอร์ ECG หรือซอฟต์แวร์ยังไม่อัปเดตถึงเวอร์ชันที่รองรับ หรือยังไม่ได้ทำขั้นตอนเซ็ตอัปในแอป Health ให้ครบ. การแก้ก็เริ่มจากยืนยันรุ่นนาฬิกาให้แน่ใจ อัปเดตทั้ง iPhone และ Apple Watch แล้วกลับไปเปิด Heart > Electrocardiogram (ECG) บน Health เพื่อตั้งค่าใหม่อีกครั้ง. อีกปัญหาหนึ่งคือผลขึ้น Inconclusive บ่อยๆ ทั้งที่วัดหลายครั้งแล้ว มักเกิดจากการเคลื่อนไหวมากกว่าที่คิด เช่น ขยับแขน คุยโทรศัพท์ หรือสายหลวมทำให้ตัวเรือนขยับไปมา รวมถึงการวางนิ้วบน Digital Crown ไม่คงที่ แก้โดยการพักแขนบนโต๊ะ ปรับสายให้กระชับ แตะนิ้วเบาๆ ค้างไว้ และนั่งนิ่งเงียบให้ครบ 30 วินาที แล้วลองใหม่หลังพักสักครู่. ถ้าขึ้น Low Heart Rate หรือ High Heart Rate ให้รอจนไม่ได้ออกแรง ไม่เพิ่งออกกำลังกาย หรือรับคาเฟอีน แล้ววัดอีกครั้ง. สุดท้าย อย่าลืมว่าบน Apple Watch ยังมีฟีเจอร์ด้านสุขภาพอื่นที่ร่วมกันดูแลหัวใจ เช่น การวัดอัตราการเต้นของหัวใจตลอดวัน การวัดออกซิเจนในเลือด และการแจ้งเตือนการล้มหรือการชนที่ช่วยเพิ่มความปลอดภัยในชีวิตประจำวัน. การใช้ ECG ควบคู่กับฟีเจอร์เหล่านี้ทำให้การติดตามหัวใจด้วยสมาร์ทวอทช์ครบมิติขึ้นมาก แต่ต้องจำไว้เสมอว่า“แอป ECG ไม่ใช่เครื่องมือวินิจฉัยโรคและไม่สามารถแทนการตรวจโดยแพทย์ได้”. สำหรับคนที่เริ่มใช้แล้วจะพบว่ามันคุ้ม เพราะได้เข้าใจจังหวะหัวใจตัวเองมากขึ้น แต่ก็ควรระวังไม่ตีความเกินข้อมูลที่แอปให้ และหากมีอาการผิดปกติควรรีบติดต่อแพทย์เป็นอันดับแรก.

ZestBuy ได้รับค่าคอมมิชชั่นเมื่อคุณช้อปผ่านลิงก์ของเรา โดยคุณไม่ต้องจ่ายเพิ่ม บทความนี้สร้างขึ้นด้วย AI จากแหล่งข้อมูลที่เผยแพร่และข้อมูลสินค้า

You May Also Like

Comments
พูดอะไรบางอย่าง...
ยังไม่มีความคิดเห็น มาเป็นคนแรกที่แบ่งปันความคิดเห็นของคุณ!