ทำไมพลังคนดังถึงกลายเป็นหัวใจของแฟชั่นวีก
กลยุทธ์แต่งตั้งดาราแอมบาสเดอร์แฟชั่นของลักชัวรีแบรนด์คนดัง คือการเลือกบุคคลสาธารณะที่มีอิทธิพลทางวัฒนธรรมและสื่อสังคมออนไลน์ มานำเสนอภาพลักษณ์และค่านิยมของแบรนด์ผ่านการปรากฏตัวในงานแฟชั่นวีก แคมเปญโซเชียล และกิจกรรมพิเศษ เพื่อสร้างโมเมนต์ที่จดจำได้ในทันที เพิ่มความน่าเชื่อถือ และเชื่อมต่อกับกลุ่มแฟนคลับอย่างเป็นธรรมชาติ ขับเคลื่อนการรับรู้และความปรารถนาในสินค้าโดยไม่ต้องพึ่งโฆษณารูปแบบเดิมเพียงอย่างเดียว
สิ่งที่เห็นชัดคือแฟชั่นวีกไม่ได้แข่งกันแค่คอลเล็กชัน แต่แข่งกันว่าใครครองโมเมนต์บนหน้าฟีดโซเชียลได้มากกว่า แบรนด์ที่ดึงคนดังระดับไอคอนมานั่งแถวหน้า หรือร่วมเดินทางไปงานสำคัญ จึงมีแต้มต่อทั้งเรื่องแฮชแท็ก ยอดแชร์ และภาพจำของแฟนๆ การสร้างแบรนด์จึงไม่ใช่เรื่องดีไซน์อย่างเดียว แต่เป็นการสร้างเรื่องเล่าที่ผูกกับตัวตนของคนที่ผู้บริโภครักและติดตามอยู่แล้ว กลยุทธ์นี้ผลักให้คำว่า แบรนด์แอมบาสเดอร์ลักชัวรี กลายเป็นบทบาททางการตลาดที่ทรงพลังที่สุดบทบาทหนึ่งในยุคโซเชียลมีเดีย
Tod’s กับการใช้ Thai Power ส่งเสียงบนเวทีไมลานแฟชั่นวีก
การตัดสินใจประกาศแต่งตั้ง เบคกี้ รีเบคก้า แพทรีเซีย อาร์มสตรอง เป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์คนล่าสุดของ Tod’s สะท้อนชัดว่าเมซงระดับลักชัวรีกำลังมองเห็นพลังของศิลปินรุ่นใหม่ในภูมิภาคเอเชียว่าเป็นกุญแจในการขยายฐานแฟนแฟชั่น เบคกี้ถูกอธิบายว่าโดดเด่นด้วยสไตล์ทันสมัย ความมั่นใจ และความเป็นตัวของตัวเอง ซึ่งตอบโจทย์การเล่าเรื่องแบรนด์เครื่องหนังที่มีภาพจำแบบหรูหราเรียบเท่ให้รู้สึกใกล้กับไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่มากขึ้น
หมุดหมายสำคัญที่ทำให้เห็นมิติแฟชั่นวีกชัดขึ้น คือการที่เธอมีกำหนดเดินทางไปร่วมงานชมแฟชั่นโชว์เปิดตัวคอลเล็กชันฤดูใบไม้ผลิ/ฤดูร้อน 2027 ของ Tod’s ณ กรุงมิลานในวันที่ 25 กันยายน ซึ่งตรงกับช่วงไมลานแฟชั่นวีก นี่ไม่ใช่แค่การเชิญคนดังไปดูโชว์ แต่เป็นการประกาศให้แฟนๆ ทั่วภูมิภาคเฝ้ารอดูการปรากฏตัวของดาราแอมบาสเดอร์แฟชั่นคนโปรด แบรนด์จึงได้ทั้งภาพลักษณ์สากลและกระแสโซเชียลในคราวเดียว ทำให้ชื่อ Tod’s ถูกพูดถึงในฐานะ แบรนด์แอมบาสเดอร์ลักชัวรี ที่กล้าเดิมพันกับพลังคนรุ่นใหม่อย่างเต็มตัว

Cartier กับมิติสุภาพบุรุษใหม่ผ่าน Friend of the Maison
อีกตัวอย่างของการใช้คนดังขับเคลื่อนภาพลักษณ์อย่างแยบยลคือ Cartier ที่เปิดตัว ต่อ ธนภพ ลีรัตนขจร ในฐานะ Friend of the Maison ชายคนแรกอย่างเป็นทางการ การเลือกใช้ตำแหน่ง Friend of the Maison แทนคำว่าแบรนด์แอมบาสเดอร์ เป็นการส่งสัญญะว่าความสัมพันธ์นี้ไม่ใช่แค่แคมเปญสั้นๆ แต่คือการร่วมเดินทางระยะยาว ซึ่งสอดคล้องกับข้อเท็จจริงว่าต่อมีประสบการณ์ร่วมงานกับแบรนด์มาแล้วหลายปี ทั้งการถ่ายแฟชั่น ขึ้นปกนิตยสาร และร่วมงานอีเวนต์สำคัญเคียงข้างเซเลบริตี้ระดับโลก
สิ่งที่น่าสนใจคือ Cartier ย้ำชัดว่าต่อเป็นหนึ่งในแฟชั่นไอคอนรุ่นใหม่ที่สะท้อนภาพสุภาพบุรุษที่มีความเป็นตัวของตัวเองและไม่หยุดค้นหาสิ่งใหม่ ซึ่งตรงกับวิสัยทัศน์ของเมซง การให้แฟนๆ ติดตามเรื่องราวของเขาผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เป็นการต่อยอดโมเมนต์เปิดตัวให้กลายเป็นเนื้อเรื่องต่อเนื่อง ไม่ใช่แค่ภาพข่าวครั้งเดียว Cartier จึงใช้ดาราแอมบาสเดอร์แฟชั่นในการรีเฟรมภาพแบรนด์เครื่องประดับคลาสสิกให้ขยับเข้าใกล้คนรุ่นใหม่ โดยไม่ทิ้งความสง่างามเหนือกาลเวลา

จากรันเวย์สู่สนามกีฬา: Adidas กับเกมคนดังไลฟ์สไตล์
การเคลื่อนไหวของ Adidas Thailand ที่คว้าศิลปินระดับโลกอย่าง BamBam สมาชิกวง GOT7 มาร่วมเป็นพาร์ทเนอร์คนใหม่ แสดงให้เห็นว่ากลยุทธ์ใช้คนดังไม่ได้จำกัดอยู่แค่เมซงลักชัวรี แต่ลามไปถึงแบรนด์สปอร์ตที่ต้องการยืนในฐานะผู้เล่นแฟชั่นและสปอร์ตไลฟ์สไตล์เต็มตัว การเปิดตัวครั้งนี้สร้างความฮือฮาในวงการและเซอร์ไพรส์ทั้งสายแฟชั่นและแฟนคลับของ BamBam ที่ต่างเฝ้ารอแคมเปญและไอเท็มพิเศษที่จะตามมา
แม้รายละเอียดแคมเปญยังไม่ถูกเปิดเผยทั้งหมด แต่จากสัญญาณที่เห็นชัดคือ Adidas กำลังใช้พาร์ทเนอร์ที่มีฐานแฟนระดับนานาชาติในการขยายการรับรู้แบรนด์ไปไกลกว่าการพูดเรื่องฟังก์ชันกีฬาเพียงอย่างเดียว การมี BamBam เข้าไปอยู่ในบทสนทนาทางแฟชั่น ทำให้แบรนด์ถูกมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของลุคประจำวันของคนรุ่นใหม่ การแต่งตัวเพื่อคอนเสิร์ต งานอีเวนต์ หรือไลฟ์สไตล์เมือง จึงกลายเป็นพื้นที่ที่สปอร์ตแบรนด์ต้องแข่งขันกับลักชัวรีแบรนด์คนดังอย่างจริงจัง การใช้คนดังจึงกลายเป็นสะพานเชื่อมโลกแฟชั่นวีกกับโลกสตรีตและสนามกีฬาเข้าไว้ด้วยกัน

บทสรุป: เมื่อแฟชั่นวีกคือสนามรบของโมเมนต์คนดัง
หากมองภาพรวม ตั้งแต่ Tod’s ที่ดันเบคกี้ขึ้นเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ลักชัวรีและเตรียมพาเธอไปสร้างโมเมนต์ในไมลานแฟชั่นวีก ไปจนถึง Cartier ที่สถาปนาต่อ ธนภพให้เป็น Friend of the Maison ชายคนแรกแบบต่อยอดความสัมพันธ์ระยะยาว และ Adidas ที่คว้า BamBam มาสร้างเสียงในโลกแฟชั่นและสปอร์ตไลฟ์สไตล์ เราจะเห็นชัดว่าการแต่งตั้งดาราแอมบาสเดอร์แฟชั่นกำลังกลายเป็นกลยุทธ์หลัก ไม่ใช่ทางเลือกเสริม
ในยุคที่โซเชียลมีเดียกำหนดว่าโมเมนต์ไหนจะขึ้นเทรนด์ การมีคนดังที่แฟนๆ รักเป็นตัวกลางเล่าเรื่องแบรนด์ช่วยให้การสื่อสารมีความน่าเชื่อถือและเป็นมนุษย์มากขึ้น ท้ายสุด แบรนด์ที่ชนะบนเวทีแฟชั่นวีกอาจไม่ใช่แบรนด์ที่ชุดสวยที่สุด แต่คือแบรนด์ที่สร้างเรื่องเล่าที่ทรงพลังที่สุดผ่านคนที่ทุกคนอยากกดติดตาม การแข่งขันจึงขยับจากดีไซน์ล้วนๆ ไปเป็นการแข่งขันกันว่าผู้บริโภคจะผูกอารมณ์และความทรงจำของตัวเองกับใคร และแบรนด์ใดจับมือกับคนเหล่านั้นได้ก่อน






