เวียดนาม ไทย เศรษฐกิจ เดินเส้นเดียวกันแต่สปีดต่างกัน
เวียดนาม ไทย เศรษฐกิจ และภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังสะท้อนความจริงข้อหนึ่งว่า แม้จะมีภูมิประเทศ ทรัพยากร และโอกาสด้านการค้าใกล้เคียงกัน แต่ความเร็วและทิศทางการเติบโตทางเศรษฐกิจสามารถแตกต่างกันอย่างชัดเจนจากคุณภาพนโยบาย การลงทุน และโครงสร้างแรงงานที่แต่ละประเทศเลือกเดิน ซึ่งทำให้ผลลัพธ์ด้านรายได้ ประสิทธิภาพการส่งออก และความสามารถในการแข่งขันเปลี่ยนไปในระยะเวลาไม่นานนัก
ภาพรวมวันนี้คือ เวียดนามกำลังไล่จี้และบางมิติเริ่มแซงหน้าไทย ทั้งที่ในเชิงขนาดผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ ไทยยังครองอันดับสองของภูมิภาคอยู่ จากข้อมูลของธนาคารโลกมีการคาดการณ์ว่า GDP ของไทยจะอยู่ในระดับสูงกว่าของเวียดนาม แต่ข้อเท็จจริงอีกด้านคือเวียดนามเดินเกมเติบโตด้วยอัตราที่สูงกว่าอย่างต่อเนื่อง คาดว่าการเติบโตจะอยู่ราว 8.02% ทำให้ประเทศนี้ถูกมองว่าเป็นหนึ่งในเศรษฐกิจที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก คำถามจึงไม่ใช่แค่ว่าใครใหญ่กว่าในวันนี้ แต่คือใครกำลังเตรียมตัวดีสำหรับวันพรุ่งนี้

จากปลากัดถึงการแข่งขันส่งออก: จุดเล็กที่สะท้อนภาพใหญ่
กรณีตลาดปลากัดและสัตว์น้ำสวยงามคือภาพจำลองขนาดเล็กของการแข่งขันส่งออกในภูมิภาค ปลากัดของไทยและเวียดนามมีพื้นฐานจากสายพันธุ์ Betta splendens เหมือนกัน แต่ผลลัพธ์บนเวทีโลกกลับต่างกันชัดเจน ข้อมูลการค้าระบุว่า อินโดนีเซียครองส่วนแบ่งส่งออกปลากัดราว 76% ของโลก ขณะที่เวียดนามมีสัดส่วนประมาณ 15% และไทยอยู่ที่ราว 7% ของการส่งออก Betta ทั้งโลก ตัวเลขนี้ชี้ให้เห็นว่าความได้เปรียบด้านต้นกำเนิดพันธุ์หรือแบรนด์ดั้งเดิมไม่ได้การันตีความสำเร็จเชิงการค้าเสมอไป
ด้านหนึ่ง ไทยพยายามแก้เกม เช่น การที่ไปรษณีย์ไทยและกรมประมงร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงเพื่อส่งเสริมการส่งออกสัตว์น้ำสวยงามของไทยสู่ตลาดโลก ผ่านบริการส่งด่วนสัตว์น้ำสวยงามไปต่างประเทศเป็นครั้งแรก โดยมีการประเมินว่าตลาดสัตว์น้ำสวยงามทั่วโลกมีมูลค่ากว่า 10,000 ล้านบาทต่อปี และไทยมีส่วนแบ่งราว 11% หรือคิดเป็นมูลค่าประมาณ 1,000 ล้านบาท แต่เมื่อเวียดนามสามารถใช้จุดแข็งด้านต้นทุน การจัดการ และความคล่องตัวดึงส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มขึ้น ช่องว่างด้านความสามารถแข่งขันของไทยในเวทีส่งออกจึงไม่อาจปฏิเสธได้

เงินเดือน อาเซียน: ทำไมเศรษฐกิจใหญ่แต่ค่าตอบแทนไม่ตาม
ในขณะที่เศรษฐกิจภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เติบโตต่อเนื่องและกลายเป็นแม่เหล็กการลงทุน ทำให้หลายประเทศยกระดับข้อเสนอด้านค่าจ้างให้แรงงานของตนสูงขึ้น ไทยกลับติดอยู่ตรงกลางที่ไม่สบายเท่าไร ข้อมูลเงินเดือน อาเซียนล่าสุดระบุว่า สิงคโปร์มีฐานเงินเดือนเริ่มต้นเฉลี่ยสูงสุดในภูมิภาคที่ประมาณ 233,017 บาทต่อเดือน เนื่องจากบทบาทฐานการเงินและเทคโนโลยีของภูมิภาค ขณะที่ไทยอยู่ลำดับที่ 7 จาก 11 ประเทศ โดยมีเงินเดือนเริ่มต้นประมาณ 25,000 บาทต่อเดือน ช่องว่างนี้สะท้อนว่าขนาดเศรษฐกิจไม่ได้แปลว่าคนทำงานจะมีรายได้สูงเสมอไป
แม้จะมีการอธิบายว่าแรงงานทักษะระดับกลางขึ้นไปในไทยยังสามารถหางานที่เสนอเงินเดือนช่วง 50,000-100,000 บาทต่อเดือนได้ เพราะตลาดแรงงานยังแข่งขันกันด้านข้อเสนอเพื่อดึงดูดคนเก่ง แต่ภาพใหญ่คือคนส่วนใหญ่ยังติดกับดักค่าจ้างเริ่มต้นที่ไม่สอดคล้องกับค่าครองชีพ ตอกย้ำด้วยข้อมูลหนี้ครัวเรือนที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประเมินว่าจะสูงถึง 16.44 ล้านล้านบาท หรือราว 86.7% ของ GDP ซึ่งถือว่าสูงมากในเอเชีย และกำลังกดทับกำลังซื้อภายในประเทศ เมื่อรายได้โตช้ากว่าหนี้สิน เศรษฐกิจที่เคยพิงการบริโภคภายในจึงเริ่มสั่นคลอน

ท่องเที่ยว ประเทศไทย vs เป้าหมายใหม่ของเวียดนาม
การท่องเที่ยวเคยเป็นสนามที่ไทยแทบไร้คู่แข่งในภูมิภาค แต่เวียดนามกำลังวางหมากระยะยาวอย่างชัดเจน ข้อมูลล่าสุดระบุว่าเวียดนามตั้งเป้ารับนักท่องเที่ยวต่างชาติ 25 ล้านคนในปี 2026 และเพิ่มเป็น 50 ล้านคนภายในปี 2030 พร้อมทั้งเปิดเกมลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ เช่น สนามบินนานาชาติใหม่ใกล้นครโฮจิมินห์และโครงการทางรถไฟในภาคเหนือ เพื่อรองรับการเติบโตด้านการท่องเที่ยวและการค้า นี่ไม่ใช่เพียงเรื่องตัวเลขนักท่องเที่ยว แต่คือการสร้างเศรษฐกิจบริการและห่วงโซ่มูลค่าสูงที่ผูกกับการเดินทางของคนทั่วโลก
ฝั่งไทย แม้ยังมีขนาดเศรษฐกิจรวมใหญ่กว่า โดยมีการคาดการณ์ว่า GDP จะอยู่ราว 577 พันล้านดอลลาร์ เทียบกับเวียดนามที่ประมาณ 514 พันล้านดอลลาร์ แต่การเติบโตกลับช้ากว่าชัดเจน อยู่เพียงราว 2.4% ในปีหนึ่ง และถูกคาดการณ์ให้อยู่ในช่วง 1.5-2.5% ในปีถัดไป ซึ่งถือว่าช้าที่สุดในหมู่เศรษฐกิจหลักของอาเซียน ขณะที่เวียดนามตั้งเป้าอัตราการเติบโตเฉลี่ยถึง 10% ต่อปีระหว่างปี 2026-2030 เมื่อฝ่ายหนึ่งเดินหน้าปรับฐานโครงสร้างและเร่งเครื่อง อีกฝ่ายเดินด้วยจังหวะเดิม โอกาสที่ช่องว่างจะหดตัวหรือถูกแซงจึงไม่ใช่เรื่องไกลตัว
อนาคตการแข่งขันส่งออกและบทเรียนที่ไม่ควรมองข้าม
ความได้เปรียบของไทยวันนี้คือขนาดเศรษฐกิจที่ยังใหญ่กว่า แต่ความได้เปรียบของเวียดนามคืออัตราเร่งและความชัดเจนของเป้าหมาย ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจในลอนดอนคาดการณ์ว่า เวียดนามมีแนวโน้มจะแซงไทยหลังปี 2028 และอาจมี GDP แตะระดับใกล้ 1 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2035 พร้อมทั้งแซงหน้าประเทศเศรษฐกิจเปิดขนาดเล็กที่เคยเป็นต้นแบบ ในสนามการค้า นักวิเคราะห์บางรายชี้ว่า การส่งออกของเวียดนามอาจแตะระดับ 475 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นถึง 17% เมื่อเทียบปีก่อน ขณะที่ของไทยคาดอยู่ราว 335.1 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นคำเตือนตรงไปตรงมาว่าเกมการแข่งขันส่งออกเริ่มตัดสินผลรอบแรกแล้ว
บทเรียนสำคัญคือ ไทยไม่ขาดทรัพยากรหรือฐานอุตสาหกรรม แต่ขาดการอัปเกรดประสิทธิภาพและการมองระยะยาว ทั้งในตลาดเฉพาะทางอย่างปลากัด ไปจนถึงโครงสร้างรายได้แรงงานและนโยบายหนี้ครัวเรือน หากยังใช้นโยบายแบบเดิมและหวังพึ่งจุดแข็งเก่าอย่างท่องเที่ยว ประเทศอาจกลายเป็นเศรษฐกิจใหญ่ที่เติบโตช้าและกระจายผลประโยชน์ไปไม่ถึงคนส่วนใหญ่ ในทางกลับกัน การยอมรับความจริงว่าเวียดนามคือคู่แข่งที่กำลังไล่แซง และใช้โอกาสนี้ปรับโครงสร้างส่งออก พัฒนาทักษะแรงงาน และลดภาระหนี้ครัวเรือนให้สอดคล้องกับรายได้ คือทางรอดเดียวที่จะทำให้เวทีเวียดนาม ไทย เศรษฐกิจ และการแข่งขันส่งออกกลับมายุติธรรมกับคนไทยมากขึ้น

