ตลาดสกินแคร์กำลังเดือด และแบรนด์ไทยเลือกเดินเกมเชิงรุก
การรุกตลาดสกินแคร์ของแบรนด์สกินแคร์ไทยคือการขยายกลุ่มผลิตภัณฑ์บำรุงผิวอย่างเป็นระบบ ทั้งการพัฒนาสูตรให้ตอบโจทย์สภาพผิว การใช้พรีเซนเตอร์ชื่อดังสร้างการรับรู้ และการตั้งเป้าเติบโตเชิงตัวเลขในตลาดสกินแคร์ประเทศไทยที่กำลังแข่งขันสูง โดยเน้นการเข้าใจอินไซต์และเซกเมนต์ผู้บริโภคที่หลากหลายอย่างชัดเจน เพื่อยกระดับภาพลักษณ์แบรนด์บิวตี้ให้แข็งแรงทั้งในมิติความงามและสุขภาพผิวระยะยาว
ประเด็นสำคัญไม่ใช่แค่การเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ แต่คือทิศทางที่ชัดว่าแบรนด์บิวตี้ไทยต้องการครองพื้นที่สกินแคร์ให้มากขึ้น ตลาดความงามในประเทศมีมูลค่าสูงและเติบโตต่อเนื่องกว่า 12% โดยมีมูลค่าตลาดราว 1.85 แสนล้าน และยังโตระดับตัวเลขสองหลักอย่างต่อเนื่อง เมื่อสนามแข่งขันใหญ่ขึ้น การยืนเฉย ๆ คือการถอยหลัง แบรนด์ที่กล้าลงทุนกับนวัตกรรมผิวและการสื่อสารเชิงอารมณ์จะเป็นผู้ได้เปรียบในระยะยาว โดยเฉพาะเมื่อผู้บริโภคหันมาให้ความสำคัญกับการบำรุงและปกป้องผิวจากรังสี UV และมลภาวะในชีวิตประจำวันมากขึ้น

ศรีจันทร์ IN-SKIN: จากเมคอัพสู่นิยามใหม่ของการดูแลผิว
ศรีจันทร์เลือกใช้จังหวะที่ผลิตภัณฑ์สุขภาพและความงามเติบโตสูงสุด โดยเฉพาะสกินแคร์ที่มีสัดส่วนโตถึง 44% เพื่อขยายจากเมคอัพเข้าสู่กลุ่มสกินแคร์อย่างเต็มตัว แบรนด์ประกาศวิสัยทัศน์ชัดว่าไม่ต้องการเป็นแค่บิวตี้แบรนด์ แต่จะเดินไปสู่ธุรกิจ Beauty & Wellness เพื่อตอบรับเทรนด์ผู้บริโภคที่ดูแลทั้งผิวและสุขภาพควบคู่กัน นี่คือการขยับจากการแต่งแต้มสวยภายนอกไปสู่การสร้างผิวแข็งแรงเป็นฐานของความงามทั้งหมด ซึ่งเป็นข้อความที่ทรงพลังในสายตาผู้ใช้สกินแคร์ยุคใหม่.
หัวใจของกลยุทธ์คือไลน์ศรีจันทร์ IN-SKIN กลุ่มผลิตภัณฑ์สกินแคร์ที่ถูกออกแบบมาเพื่อดูแลทุกสภาพผิว โดยให้ความสำคัญกับการดูแลผิวตั้งแต่ Inside the skin ไม่ใช่แค่ผิวชั้นนอก แบรนด์เน้นการคัดเลือก ingredients ให้ตอบโจทย์แต่ละสภาพผิว และอ้างว่าพัฒนาตาม insight ของกลุ่มเป้าหมาย ทำให้สามารถส่งมอบสินค้าที่มีคุณภาพในราคาที่เข้าถึงได้และตั้งเป้าให้ทัดเทียมระดับสากล ผลลัพธ์ที่ชัดเจนคือ SRICHAND Skin Moisture Burst Gel Cream ที่ขึ้นเป็น No.1 of Market Share ในหมวดมอยส์เจอร์ และเติบโตถึง 123% ในขณะที่ตลาดสกินแคร์โดยรวมเติบโตราว 15% เท่านั้น ข้อมูลนี้สะท้อนว่าการยึดอินไซต์ผู้บริโภคเป็นแกนหลัก สามารถเปลี่ยนผลิตภัณฑ์ให้กลายเป็นคีย์โพรดักส์ของแบรนด์ได้จริง.

พรีเซนเตอร์ระดับแม่เหล็ก: กลยุทธ์สร้างภาพจำและเร่งการเติบโต
ในตลาดสกินแคร์ประเทศไทยที่มีมูลค่ากว่า 5,000 ล้านบาทจากช่องทางโมเดิร์นเทรดและเติบโตเฉลี่ย 5–10% ต่อปี การสื่อสารให้ดังและต่างจึงกลายเป็นเรื่องชีวิตและความตายของแบรนด์ บทบาทของพรีเซนเตอร์ไม่ใช่เพียงการถือขวดครีมบนป้ายโฆษณา แต่คือการส่งต่อบุคลิกและคุณค่าที่แบรนด์ต้องการให้ผู้บริโภครับรู้ ศรีจันทร์ใช้กลยุทธ์นี้อย่างหนัก ทั้งในตลาดกันแดดและสกินแคร์ เพื่อผลักดันการเติบโตเชิงตัวเลขที่สูงกว่าตลาดรวม และตั้งเป้าเติบโต 50% ในปีถัดไปบนฐานการขยายสกินแคร์และความเข้าใจผู้บริโภค.
ในฝั่งกันแดด แบรนด์เปิดแคมเปญ “SRICHAND #กล้าท้าแสง” พร้อมส่งพรีเซนเตอร์ใหม่ โบ เมลดา สุศรี เพื่อสื่อสารคาแรกเตอร์ผู้หญิงยุคใหม่ที่กล้าทำ กล้าลอง และไม่กลัวแสงแดดเมื่อมีซันสกรีนที่เหมาะกับผิว ผลิตภัณฑ์หลักคือศรีจันทร์ ซันลูชั่น 2 สูตร ซันสกรีนที่เป็นมากกว่าการกันรังสี UVA/UVB และแสงสีฟ้า แต่ยังช่วยดูแลปัญหาผิวอื่น ทั้งสูตร Acne Care สำหรับผิวมันเป็นสิว และสูตร Whitening เพื่อผิวกระจ่างใส โดยพัฒนาสัมผัสบางเบา ซึมเร็ว ไม่เหนียว และควบคุมความมันให้สอดคล้องกับสภาพอากาศและไลฟ์สไตล์ผู้บริโภค ข้อมูลจากผู้บริหารระบุว่ากลุ่มสินค้ากันแดดของศรีจันทร์เติบโตมากกว่า 200% ติดต่อกัน 2 ปีนับตั้งแต่ปี 2022 ซึ่งเป็นคำยืนยันว่าการจับคู่พรีเซนเตอร์กับนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ที่ตอบอินไซต์ มีผลโดยตรงต่อยอดขาย.

จากแบมแบมถึงอากง อาม่า: การเจาะเซกเมนต์ใหม่คือคำตอบของการเติบโต
ศรีจันทร์ใช้พรีเซนเตอร์ระดับโกลบอลอย่าง แบมแบม กันต์พิมุกต์ ภูวกุล เพื่อยกระดับภาพลักษณ์ไลน์ศรีจันทร์ IN-SKIN ให้เชื่อมโยงกับความมุ่งมั่นและการก้าวสู่เวทีโลก ศิลปินเกาหลีสัญชาติไทยคนนี้ถูกวางบทบาทเป็นตัวแทนของคนที่ทำตามฝันจนประสบความสำเร็จ ซึ่งสะท้อนกับแบรนด์ที่ตั้งใจพัฒนาสินค้าและไม่ถอยจากเป้าหมาย งานเปิดตัวที่จัดอย่างใหญ่ในพื้นที่ใจกลางเมือง พร้อมดารา เซเลบ อินฟลูเอนเซอร์ และแฟนคลับ ตอกย้ำว่าแบรนด์ไม่ได้มองสกินแคร์เป็นแค่สินค้า แต่เป็นประสบการณ์ที่ต้องสร้างร่วมกับชุมชนผู้ใช้ และถูกขยายต่อผ่านกิจกรรมออนไลน์-ออฟไลน์ครบวงจร.
อีกด้านหนึ่ง บวรเวชสมุนไพรแสดงให้เห็นว่ากลยุทธ์ขยายแบรนด์บิวตี้ไม่จำเป็นต้องยึดติดกับคนรุ่นใหม่เท่านั้น การเปิดตัวแบรนด์ Agong Ama (อากง อาม่า) เพื่อดูแลผิวผู้สูงอายุเป็นตัวอย่างของการเจาะเซกเมนต์ที่ยังถูกละเลยในตลาดสกินแคร์ไทย เจ้าของกิจการเล่าชัดว่าจุดเริ่มต้นมาจากการดูแลสมาชิกครอบครัวที่เป็นผู้สูงอายุและมีปัญหาผิวแห้ง คัน นอนหลับไม่สบาย จึงศึกษาเพิ่มว่าผิววัยนี้สูญเสียความชุ่มชื้นมากกว่าวัยอื่น และพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างครีมอาบน้ำ ครีมบำรุงผิว สบู่ และครีมกันแดดโดยใช้สารสกัดและน้ำมันธรรมชาติกว่า 15 ชนิด เช่น น้ำมันรำข้าว น้ำมันเมล็ดองุ่น และเซราไมด์ แนวคิดนี้ตอกย้ำว่าแบรนด์ที่กล้าโฟกัสเซกเมนต์เฉพาะทาง สามารถสร้างความชัดเจนและคุณค่าเชิงอารมณ์ที่แบรนด์ใหญ่ยังเข้าไม่ถึง.

กลยุทธ์ขยายแบรนด์บิวตี้สู่อนาคต: ใครจะรอดในสนามสกินแคร์
เมื่อมูลค่าตลาดความงามสูงขึ้นและการแข่งขันดุเดือด แบรนด์สกินแคร์ไทยที่เน้นการทำความเข้าใจอินไซต์ผู้บริโภคอย่างจริงจังมีโอกาสเติบโตเหนือคู่แข่งอย่างชัดเจน ศรีจันทร์แสดงให้เห็นแล้วจากการเติบโตของกันแดดที่มากกว่า 200% สองปีติด และผลิตภัณฑ์มอยส์เจอร์ที่เติบโต 123% เมื่อเทียบกับตลาดสกินแคร์รวมที่โตราว 15% เท่านั้น การตั้งเป้าเติบโต 50% ในปีหน้าไม่ใช่เรื่องฝันกลางวัน แต่เป็นเป้าหมายที่วางบนฐานข้อมูลและทิศทางตลาดจริง จุดแข็งของแบรนด์อยู่ที่การไม่มองผู้ใช้เป็นแค่ “ผู้ซื้อครีม” แต่เป็นคนที่มีไลฟ์สไตล์ สภาพผิว และความกังวลเฉพาะตัวที่ต้องได้รับการรับฟัง.
ในมุมมองเชิงกลยุทธ์ ผู้เล่นที่ต้องการอยู่รอดในตลาดสกินแคร์ประเทศไทยจำเป็นต้องคิดเกินกว่าการออกสูตรใหม่ทุกปี ต้องกล้าตอบคำถามว่าแบรนด์มีจุดยืนอย่างไรต่อสุขภาพผิวในระยะยาว สนใจเซกเมนต์ใดที่ยังไม่ถูกดูแล และจะสร้างความแตกต่างผ่านพรีเซนเตอร์หรือเรื่องเล่าที่สะท้อนตัวตนของผู้บริโภคได้อย่างไร กรณีศรีจันทร์และ Agong Ama สอนบทเรียนชัดเจนว่า การผสมผสานนวัตกรรมสกินแคร์ที่เข้าใจผิวกับการสื่อสารที่ยึดโยงชีวิตจริงของคน ไม่ว่าจะเป็นแฟนคลับไอดอลระดับโลกหรือผู้สูงอายุในบ้าน คือหัวใจของกลยุทธ์ขยายแบรนด์บิวตี้ในยุคที่ทุกแบรนด์แย่งพื้นที่บนผิวหน้าและผิวกายของผู้บริโภคเดียวกัน.










