ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกัน

ดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกันดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

เมื่อ VR ย้ายออกจากบ้าน เข้าสู่ศูนย์การค้าและพิพิธภัณฑ์

เมื่อ VR ย้ายออกจากบ้าน เข้าสู่ศูนย์การค้าและพิพิธภัณฑ์
ความสนใจ|VR

VR นอกบ้านคืออะไร ทำไมกำลังกลายเป็นเรื่องของทุกคน

ประสบการณ์ VR ในศูนย์การค้า และในพิพิธภัณฑ์หมายถึงการนำเทคโนโลยีโลกเสมือนจริงไปติดตั้งในพื้นที่สาธารณะ ให้ผู้คนทั่วไปสามารถทดลองเข้าไปอยู่ในสภาพแวดล้อมจำลองทั้งด้านความบันเทิงและการเรียนรู้ โดยไม่จำเป็นต้องมีอุปกรณ์ส่วนตัวหรือชุดดำน้ำหรือเครื่องมือเฉพาะทางใดๆ เป็นการเปิดโอกาสให้เด็ก ผู้สูงอายุ และครอบครัวที่ไม่ใช่สายเทคโนโลยีเข้าถึง VR ได้ในราคาจับต้องได้และในบรรยากาศที่คุ้นเคยอย่างศูนย์การค้า พิพิธภัณฑ์ และศูนย์เรียนรู้อื่นๆ ทิศทางนี้สะท้อนภาพชัดเจนว่า VR ไม่ใช่ของเล่นราคาแพงที่อยู่แค่ในห้องนั่งเล่นของคนกลุ่มเล็กอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นบริการสาธารณะที่ตอบโจทย์ทั้งความบันเทิง การศึกษา และการอนุรักษ์ธรรมชาติ เมื่อผู้คนได้ลองมีประสบการณ์ร่วมในโลกเสมือน ความเข้าใจและความผูกพันกับเรื่องรอบตัวก็ลึกขึ้นกว่าการดูภาพสองมิติบนกระดาษหรือหน้าจอแบบเดิม

Cave Fantasy ตัวอย่าง VR ศูนย์ความบันเทิงที่ศูนย์การค้า

กรณีของ Cave Fantasy คือภาพชัดของประสบการณ์ VR สำหรับครอบครัวที่เดินทางเข้าสู่ใจกลางเมือง ศูนย์การค้าได้ชวนครอบครัวมาเปิดประสบการณ์แฟนตาซีสุดล้ำผ่าน 3D Immersive Experience ในรูปแบบ 3D Naked-eye Immersive Experience ที่ไม่ต้องสวมแว่น ช่วยลดความกลัวเทคโนโลยีสำหรับผู้ใช้หน้าใหม่และเด็กเล็กได้มาก จุดแข็งของ Cave Fantasy คือการแพ็กกิจกรรมให้เป็น Family Package ส่งเสริมให้พ่อแม่ลูกออกจากบ้านมาสนุกด้วยกันในพื้นที่เดียว ทั้ง Fantasy Space ที่เหมือนก้าวเข้าสู่โลกเสมือนจริงด้วยตาเปล่า และ Fight Theater ภาพยนตร์เคลื่อนไหว 4 มิติที่ผสานแสง สี เสียง และเอฟเฟกต์ ทำให้ศูนย์การค้ากลายเป็น VR ศูนย์ความบันเทิงอย่างเต็มตัว ประโยคที่น่าจดจำคือข้อเสนอที่ว่า "Family Package September Promotion ในราคาเพียง 1,399 บาท จากปกติ 1,647 บาท ในแพ็คเกจ Combo Tickets Only สำหรับผู้ใหญ่ 2 ท่าน และ เด็ก 1 ท่าน" ที่ชัดเจนว่าตั้งใจให้ครอบครัวทั่วไปเข้าถึงได้ เมื่อประสบการณ์ VR ในศูนย์การค้าออกแบบให้เข้าถึงง่ายทั้งด้านราคาและรูปแบบการเล่น ภาพของ VR ก็ถูกดึงออกมาจากโลกเกมเฉพาะกลุ่ม กลายเป็นกิจกรรมใช้เวลาร่วมกันของครอบครัวและกลุ่มเพื่อนได้อย่างเป็นรูปธรรม

เมื่อ VR ย้ายออกจากบ้าน เข้าสู่ศูนย์การค้าและพิพิธภัณฑ์

เรียนรู้ด้วย VR ใต้ทะเลเสมือนและพิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิต

อีกด้านหนึ่งของกระแส VR นอกบ้านคือการเรียนรู้ด้วย VR ในโครงการ "ทะเลไทยในโลกเสมือน" ที่แปลงฐานข้อมูลปลาปะการังและระบบนิเวศใต้ทะเลให้เป็นโลกเสมือนที่ทุกคนดำดิ่งเข้าไปยืนกลางแนวปะการังได้โดยไม่ต้องลงน้ำแม้แต่หยดเดียว แนวคิดนี้เกิดจากข้อจำกัดของการศึกษาระบบนิเวศแบบดำน้ำที่มีค่าใช้จ่ายสูง เข้าถึงยาก และในยุคที่สิ่งมีชีวิตหลายชนิดเสี่ยงสูญพันธุ์ ทีมงานจึงใช้เทคโนโลยี VR เพื่อจำลองระบบนิเวศใต้ทะเลให้อยู่ในรูปแบบเสมือนจริงเพื่อสื่อสารความรู้ให้ทั่วถึงโดยไม่ต้องลงน้ำจริง สิ่งที่ทำให้โครงการนี้ต่างจากสื่อการเรียนรู้แบบเดิมคือการเปลี่ยนจากการดูภาพสู่การมีประสบการณ์ร่วม Immersive Experiential Learning ผู้เรียนไม่เพียงเห็นปลาการ์ตูนหรือปลาสลิดหินบนหน้ากระดาษ แต่สามารถยืนอยู่ท่ามกลางแนวปะการัง เห็นการว่ายน้ำ ตำแหน่งที่อยู่อาศัย และสัดส่วนของสัตว์ทะเลในระยะที่แม้นักดำน้ำบางครั้งยังเข้าไม่ถึง ทำให้พิพิธภัณฑ์ ห้องเรียน และพื้นที่จัดกิจกรรมสาธารณะกลายเป็นสถานที่เรียนรู้ที่มีชีวิต ด้วยการฉายภาพจากแว่น VR ออกจอขนาดใหญ่ให้คนรอบข้างเรียนรู้ไปพร้อมกัน เป้าหมายไม่ใช่แค่ให้ข้อมูลถูกต้อง แต่คือการสร้างความรู้สึกผูกพันกับทะเล เมื่อคนเห็นทั้งความงดงามและความเปราะบางด้วยตัวเอง ย่อมมีแนวโน้มเกิดจิตสำนึกในการอนุรักษ์มากกว่าแค่การอ่านบทเรียน

เมื่อ VR ย้ายออกจากบ้าน เข้าสู่ศูนย์การค้าและพิพิธภัณฑ์

VR สำหรับครอบครัวและผู้ไม่เคยมีอุปกรณ์ เปิดทางสู่การเข้าถึงที่เท่าเทียม

สิ่งที่น่าสนใจคือทั้ง Cave Fantasy และโครงการทะเลเสมือนต่างตอบโจทย์กลุ่มคนที่ไม่เคยเป็นเจ้าของอุปกรณ์ VR เลย การที่ศูนย์การค้าจัดทำประสบการณ์ VR สำหรับครอบครัวผ่านแพ็กเกจที่ชัดเจน ทำให้พ่อแม่ไม่ต้องลงทุนซื้อชุดแว่นราคาแพง แค่พาลูกมาใช้เวลาร่วมกันในศูนย์การค้า ก็สามารถสัมผัสโลกเหนือจินตนาการผ่านเทคโนโลยีอินเตอร์แอ็กทีฟสุดล้ำในพื้นที่เดียว ในฝั่งการศึกษา การกระจายซอฟต์แวร์เรียนรู้ด้วย VR ไปยังห้องแล็บของโรงเรียนและศูนย์เรียนรู้ใต้ทะเลที่เทศบาลร่วมจัด ตั้งเป้าขยายผลไปยังโรงเรียนในเครือข่ายและพื้นที่ห่างไกลทะเล เพื่อเปิดโลกทัศน์ให้เด็กที่ไม่เคยเห็นทะเลจริงได้ทดลองสัมผัสโลกใต้ทะเลเสมือน ถือเป็นการใช้ VR เป็นสะพานเชื่อมระหว่างเด็กในภาคเหนือ ภาคอีสานกับมหาสมุทรที่พวกเขาอาจไม่เคยเดินทางไปถึง เมื่อ Location-based VR ถูกติดตั้งในห้องเรียน พิพิธภัณฑ์ และ VR ศูนย์ความบันเทิง ทั้งในเมืองและต่างจังหวัด เรากำลังเห็นการทำให้การเข้าถึงคอนเทนต์เสมือนเป็นเรื่องประชาธิปไตยมากขึ้น คนไม่จำเป็นต้องมีเครื่องส่วนตัวก็มีสิทธิ์ได้เรียนรู้และสนุกกับเทคโนโลยีในระดับเดียวกัน

เมื่อ VR ย้ายออกจากบ้าน เข้าสู่ศูนย์การค้าและพิพิธภัณฑ์

ข้อคิดส่งท้าย เมื่อโลกเสมือนกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตในเมืองและการศึกษา

เมื่อพิจารณาร่วมกันทั้งประสบการณ์ VR ในศูนย์การค้าและในโครงการอนุรักษ์ เราจะเห็นว่าการใช้ VR นอกบ้านกำลังเปลี่ยนภูมิทัศน์ของทั้งเมืองและการศึกษา ศูนย์การค้ากลายจากพื้นที่ช็อปปิงเป็นสนามทดลองเทคโนโลยีสำหรับครอบครัว ส่วนพิพิธภัณฑ์และศูนย์เรียนรู้กลายเป็นประตูพาเด็กและประชาชนออกจากตำรา เข้าสู่ประสบการณ์ตรงในโลกเสมือน สิ่งที่ควรถามต่อคือ เราจะออกแบบประสบการณ์ VR อย่างไรให้สมดุลระหว่างความสนุก ความรู้ และจิตสำนึกต่อสิ่งแวดล้อม เทคโนโลยีไม่ควรหยุดอยู่ที่การแสดงภาพสวยงาม แต่ควรสร้างการมีส่วนร่วมและความเข้าใจลึกในประเด็นที่สำคัญต่อสังคม ตั้งแต่การอนุรักษ์ธรรมชาติไปจนถึงการเรียนรู้ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม ถ้าวันนี้ครอบครัวเริ่มมอง VR เป็นกิจกรรมวันหยุด และโรงเรียนมอง VR เป็นเครื่องมือในห้องเรียน การผลักดันให้ Location-based VR ขยายไปสู่ชุมชนต่างๆ อย่างต่อเนื่อง จะมีบทบาทสำคัญในการลดช่องว่างการเข้าถึงเทคโนโลยี และปั้นคนรุ่นใหม่ให้มีทั้งความรู้และจินตนาการที่เชื่อมโยงกับโลกจริงมากขึ้น

ZestBuy ได้รับค่าคอมมิชชั่นเมื่อคุณช้อปผ่านลิงก์ของเรา โดยคุณไม่ต้องจ่ายเพิ่ม

You May Also Like

Comments
พูดอะไรบางอย่าง...
ยังไม่มีความคิดเห็น มาเป็นคนแรกที่แบ่งปันความคิดเห็นของคุณ!