ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกัน

ดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกันดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

จากชุดนอนโนบรา สู่ธุรกิจชุดนอนสองร้อยล้าน

จากชุดนอนโนบรา สู่ธุรกิจชุดนอนสองร้อยล้าน
ความสนใจ|ปรับปรุงการนอนหลับ

ชุดนอนโนบราไม่ใช่แฟชั่น แต่คือการนิยามความสบายใหม่

ชุดนอนโนบราคือแนวคิดการออกแบบชุดนอนที่ตัดภาระการใส่บราช่วงเวลาพักผ่อน โดยผสานฟังก์ชันรองรับทรงอกเข้าไปในชุดนอนเอง เพื่อให้ผู้หญิงรู้สึกสบายกาย สบายตา และสบายใจในชุดเดียว เป้าหมายไม่ใช่เพียงความน่ารักของชุดนอน แต่คือการแก้ปัญหาความอึดอัดจากบราที่รบกวนการนอน เพื่อเปลี่ยนชุดนอนจากของที่มีหรือไม่มีก็ได้ให้กลายเป็นไอเทมจำเป็นในชีวิตประจำวัน

Sliptosleep คือสตาร์ทอัพแบรนด์ชุดนอนที่เลือกบุกธุรกิจชุดนอนด้วยการสร้างนิยามชัดเจนว่าแบรนด์ตัวเองทำ “ชุดนอนโนบรา” ให้กลายเป็นคำที่คนจดจำได้ จนวันนี้กลายเป็นแบรนด์ชุดนอนที่อยู่ในใจผู้หญิงและดันยอดธุรกิจแตะระดับ 200 ล้านบาท พร้อมตั้งเป้าขยับไปสู่ 300 ล้านบาท หากจะสรุปแบบสั้นตรงคือ Sliptosleep ไม่ได้ชนะด้วยแฟชั่น แต่ชนะด้วยการยืนข้างผู้หญิงในช่วงเวลาที่คนส่วนใหญ่มองว่า “ใส่อะไรก็นอนได้” แล้วกล้าบอกว่าไม่ใช่ ทุกดีเทลของชุดนอนต้องตอบโจทย์การนอน

จากชุดนอนโนบรา สู่ธุรกิจชุดนอนสองร้อยล้าน

จาก Pain Point สู่ Need กลยุทธ์แรกคือการตั้งคำถามให้ต่างจากตลาด

หัวใจของ Sliptosleep คือการมอง Pain Point เล็กๆ ของผู้หญิงอย่างซีเรียส ในวันที่ตลาดชุดนอนไทยเต็มไปด้วยลายการ์ตูน ผ้าบาง หรือผ้าไหมสังเคราะห์ พวกเขากลับตั้งคำถามใหม่ว่า ทำไมชุดนอนจึงไม่ถูกออกแบบเพื่อให้ผู้หญิงนอนได้โดยไม่ต้องใส่บรา การหยิบปัญหาเล็กที่คนส่วนใหญ่เมินมาเป็นจุดขายหลัก ทำให้แบรนด์สื่อสารได้ชัดเจนว่าตัวเองกำลังแก้อะไร ไม่ใช่แค่ขายความน่ารักผิวเผิน

แบรนด์จึงออกแบบโครงสร้าง “กระเป๋าผ้า 3 ชั้น” ในตัวชุดนอนเพื่อให้ผู้สวมใส่รู้สึกมั่นใจในช่วงเวลาที่อยากปลดบราแต่ไม่อยากเสียทรงหรือรู้สึกโป๊ พร้อมวาง Core Value ว่า “3 สบาย” คือสบายตา ด้วยโทนสีและลายที่เอื้อต่อการพักผ่อน สบายกาย ด้วยเส้นใยธรรมชาติ 100% และสบายใจ ด้วยดีไซน์ที่เข้าใจร่างกายและความรู้สึกของผู้หญิง นี่คือจุดพลิกเกม เพราะเมื่อ Pain Point ถูกเล่าออกไปอย่างเฉพาะเจาะจง ชุดนอนกลายเป็น Need ที่ต้องมี ไม่ใช่ของแถมในตู้เสื้อผ้า

คิดใหญ่ตั้งแต่วันแรก สี่วิธีคิดที่ดันยอดแตะ 200 ล้าน

สิ่งที่ทำให้ Sliptosleep น่าสนใจคือการไม่ยอมให้คำว่า “ชุดนอน” จำกัดจินตนาการ แม้เริ่มจากธุรกิจหลักหมื่น แบรนด์กลับตั้งเป้าไปไกลกว่าแค่ตลาดภายในประเทศตั้งแต่วันแรก เลือกเริ่มจากช่องทางออนไลน์เพื่อทดสอบความต้องการ แล้วขยับไปเปิด Pop up ในโลเคชันที่มีลูกค้าต่างชาติเดิน เช่นสยามพารากอน เพื่อดูว่าคอนเซ็ปต์ชุดนอนโนบราไปได้ไกลแค่ไหน เมื่อเห็นสัญญาณตอบรับดีจึงต่อยอดสู่ห้างยอดนิยมของนักท่องเที่ยวอย่างเซ็นทรัลเวิลด์และเทอร์มินอล 21 อโศก

บนเวที Young Entrepreneur Stage ผู้บริหารสองคนของ Sliptosleep ถอดบทเรียนสี่วิธีคิดที่ขับเคลื่อนยอดขายไปแตะ 200 ล้านบาท หนึ่ง เปลี่ยน Pain Point ให้เป็น Need อย่างชัดเจน สอง คิดภาพแบรนด์ระดับโลกตั้งแต่ยังเล็ก สาม ใช้หน้าร้านเป็นสถานีเก็บ Data ให้พนักงานคุยและสังเกตว่าลูกค้าชอบสี เนื้อผ้า ลายแบบไหน แล้วนำกลับไปออกแบบสินค้าให้ตรงใจแต่ละประเทศ และสี่ ไม่ปล่อยให้หมวดสินค้าเดิมจำกัดการเติบโต แต่ยึดแกนคำว่า “สบาย” เป็นใบอนุญาตขยายไปสินค้า Wellness และ Lifestyle เพื่อเป้าหมายยอด 500 ล้านบาทในปีถัดไป

ตลาดเครื่องนอนหมื่นล้าน ทำไมชุดนอนยังมีช่องให้เติบโต

หากมองวงกว้าง ตลาดที่นอนและตลาดเครื่องนอนรวมกันมีมูลค่าหลักหมื่นล้านและยังขยายตัวต่อเนื่อง โดยการสำรวจหนึ่งระบุว่าตลาดที่นอนมีมูลค่า 15,720 ล้านบาทในปี 2024 และคาดว่าจะขยับเป็น 18,548 ล้านบาทในปี 2028 ขณะที่ตลาดเครื่องนอนอยู่ที่ 13,834 ล้านบาทและคาดว่าจะเพิ่มเป็น 16,322 ล้านบาทในช่วงเวลาเดียวกันหน่วย: ล้านบาท ตัวเลขเหล่านี้บอกชัดว่า “เวลานอน” กลายเป็นสมรภูมิธุรกิจขนาดใหญ่ ไม่ใช่แค่เรื่องหมอน ผ้าห่ม หรือที่นอน แต่คือทุกอย่างที่ทำให้หลับสบาย

ในตลาดเดียวกันมีผู้เล่นระดับโลกอย่างแบรนด์ที่นอนพรีเมียมที่เข้ามาเปิดบริษัทและโชว์รูมตั้งแต่ปี 2009 และตั้งเป้าเป็นหนึ่งในสามผู้นำตลาด โดยมียอดขายกว่า 1,030 ล้านบาทในปี 2024 พวกเขาเน้นที่นอนระดับคิงและควีนไซส์ วางตัวในกลุ่มลักชัวรี ใช้โชว์รูมเป็นหัวใจหลักของการขายและสร้างการรับรู้ แถมยังย้ายฐานการผลิตมาในประเทศเพื่อควบคุมคุณภาพและเข้าถึงลูกค้าได้กว้างขึ้น เมื่อผู้เล่นรายใหญ่ลงทุนขนาดนี้ แปลว่าตลาดเครื่องนอนรวมถึงชุดนอนยังมีที่ว่างให้แบรนด์ใหม่เข้าไปเจาะถ้ากล้าเสนอคำตอบที่ต่างพอ

บทสรุปสำหรับผู้ประกอบการ ชุดนอนคือสนามสอบทักษะฟังลูกค้า

Sliptosleep แสดงให้เห็นว่าธุรกิจชุดนอนไม่ได้โตจากการออกแบบลายผ้าสวยกว่าเจ้าอื่น แต่โตจากการฟังลูกค้าเป็นงานหลัก เอาหน้าร้านมาเก็บข้อมูลเชิงลึก ทั้งสี เนื้อผ้า ความยาว และรูปแบบที่ลูกค้าหยิบจับ แล้วกลับไปออกแบบเฉดสีและแพตเทิร์นที่ตรงใจลูกค้าแต่ละประเทศอย่างเฉพาะเจาะจง นี่คือบทเรียนสำคัญสำหรับทุกสตาร์ทอัพแบรนด์ ถ้าอยากอยู่ในตลาดเครื่องนอนหมื่นล้าน การฟังให้ดีสำคัญไม่แพ้การผลิตให้ดี

อีกบทเรียนที่น่าสนใจคือการไม่ปล่อยให้หมวดสินค้าจำกัดโอกาส เมื่อแบรนด์ตั้งเป้ารายได้ 500 ล้านบาทในปีถัดไป พวกเขาไม่ได้ตอบด้วยการเปิดสาขาเพิ่มอย่างเดียว แต่เตรียมต่อยอดไปสินค้าในกลุ่ม Wellness และ Lifestyle โดยยังรักษาแกนคำว่า “สบาย” เป็นหัวใจ สำหรับผู้ประกอบการในตลาดชุดนอนหรือชุดนอนไทย บทสรุปชัดเจนว่าคุณไม่จำเป็นต้องเริ่มจากของใหญ่ แค่เจอ Pain Point ที่ใช่ กล้าคิดใหญ่ ฟังลูกค้า และไม่ลืมสนุกกับการทดลอง ธุรกิจเล็กๆ ก็มีสิทธิ์ไต่ไปถึงระดับร้อยล้านได้

ZestBuy ได้รับค่าคอมมิชชั่นเมื่อคุณช้อปผ่านลิงก์ของเรา โดยคุณไม่ต้องจ่ายเพิ่ม

You May Also Like

Comments
พูดอะไรบางอย่าง...
ยังไม่มีความคิดเห็น มาเป็นคนแรกที่แบ่งปันความคิดเห็นของคุณ!