เมื่อแบรนด์ 34 ปีไม่อยาก “แก่” ในตลาดสกินแคร์ชะลอตัว
การทรานส์ฟอร์มของแบรนด์สมูทอีคือการปรับยุทธศาสตร์ของแบรนด์สกินแคร์ที่อยู่ในตลาดมากว่า 34 ปี ให้ตอบรับการเปลี่ยนแปลงของตลาดเวชสำอางมูลค่ากว่า 20,000 ล้านบาทที่เติบโตเพียง 0.6% ท่ามกลางการแข่งขันจากแบรนด์ออนไลน์และผู้เล่นรายใหม่ โดยมุ่ง reposition จากภาพจำโฟมไม่มีฟองและครีมลดรอยแผลเป็น ไปสู่ภาพของแบรนด์เวชสำอางที่ดูแลปัญหาผิวครบวงจรสำหรับคนรุ่นใหม่ผ่านนวัตกรรมครีมซอง สกินแคร์ และการสื่อสารเชิงคอนเทนต์แนวตั้งบนแพลตฟอร์มดิจิทัล
หัวใจของการเปลี่ยนภาพครั้งนี้ คือการยอมรับว่าความคุ้นเคยจากคนรุ่นแม่ไม่เพียงพออีกต่อไปในตลาดที่โตช้าลง แต่คู่แข่งกลับโตเร็วขึ้นจากคอนเทนต์และราคาที่ดึงดูดกว่า สมูทอีเลือกไม่แข่งด้วยการใช้สารแรงหรือราคาสูงในกลุ่ม Medical Grade แต่หันไปวางตัวในฐานะแบรนด์เวชสำอางที่เน้นความอ่อนโยนระยะยาวกับผิวบอบบาง ซึ่งสอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่ว่าผิวคนในตลาดนี้ส่วนใหญ่มีแนวโน้มแพ้ง่าย

ครีมซอง สกินแคร์: ฟอร์แมตเล็กที่กลายเป็นอาวุธใหญ่
การหันมาโฟกัสครีมซอง สกินแคร์ไม่ใช่เพียงการตามเทรนด์ แต่เป็นการอ่านพฤติกรรมผู้บริโภคยุคเศรษฐกิจชะลอได้คมมาก จากเมื่อสิบปีก่อนที่ครีมซองมีสัดส่วนราว 20% วันนี้ตัวเลขขยับขึ้นเป็นประมาณ 50% เพราะคนรุ่นใหม่ต้องการทดลองสินค้าขนาดเล็ก ราคาจับต้องได้ ก่อนซื้อขนาดจริง และเปิดพื้นที่ให้สลับแบรนด์ตามกระแสได้รวดเร็ว การที่ครีมซองของแบรนด์สมูทอีสร้างยอดขายราว 20% ของทั้งแบรนด์ จึงไม่ใช่ธุรกิจเสริม แต่คือ “ประตู” ให้วัยรุ่นที่ไม่เคยใช้มาก่อนลองเข้ามาสัมผัสแบรนด์ด้วยความเสี่ยงต่ำที่สุด
มุมมองเชิงกลยุทธ์คือ สมูทอีใช้ครีมซองเป็นเลเยอร์แรกในการ convert ผู้ใช้ใหม่ในตลาดเวชสำอาง จากคนที่เคยเห็นชื่อ แต่ไม่เคยลงทุนซื้อไซซ์ใหญ่ ให้กลายเป็นผู้ทดลองใช้ที่พร้อมขยับต่อไปยังไลน์อื่นเมื่อเห็นผลลัพธ์ แนวทางนี้สอดคล้องกับบริบทตลาดสกินแคร์ที่โตเฉลี่ย 3-4% ในช่วง 2–3 ปีที่ผ่านมา แต่ลดเหลือ 0.6% ในปีล่าสุด ในวันที่ปริมาณผู้ใช้ใหม่ไม่เพิ่มมาก การเพิ่ม “ความถี่การทดลอง” ผ่านครีมซองจึงอาจสำคัญกว่าการลดราคาแข่งตรง ๆ
จากโฆษณาทีวีสู่ซีรีส์แนวตั้ง และพรีเซ็นเตอร์บิวตี้ยุคดิจิทัล
สมูทอีตัดสินใจพลิกแนวทางสื่อสารจากสูตรเดิมที่เน้นโฆษณาทีวี ไปสู่การสร้างคอนเทนต์ซีรีส์แนวตั้งบนแพลตฟอร์มออนไลน์เพื่อคุยกับสกินแคร์เจน Z แบบภาษาที่เขาใช้จริง หนึ่งในตัวอย่างคือซีรีส์แนวตั้ง 3 ตอนบน TikTok ที่หยิบเรื่อง “โฟมรุ่นแม่” มาสร้างเรื่องเล่าใกล้ตัว แทรกความรู้ดูแลผิว โดยไม่พูดขายสินค้าแบบตรงไปตรงมา ผลคือยอดชมแรงทะลุหลักล้านวิวภายใน 2–3 วันในแต่ละตอน ซึ่งพิสูจน์ว่าคอนเทนต์เล่าเรื่องเข้าถึงวัยรุ่นได้ดีกว่าสปอตโฆษณาท่องสรรพคุณ
จุดสำคัญอีกข้อคือการเลือกใช้พรีเซ็นเตอร์บิวตี้อย่างหลิงและออมมาช่วยส่งภาพลักษณ์ใหม่ของแบรนด์ในสายตาวัยรุ่น แทนการพึ่งบุคลิก “แบรนด์ที่แม่เลือก” เพียงอย่างเดียว พร้อมกับการทำงานร่วมกับคอนเทนต์ครีเอเตอร์ การไลฟ์ขาย และการปล่อยเรื่องเล่าแนว vertical series อย่างต่อเนื่อง แนวทางนี้สะท้อนการขยับไปสู่ mindset ดิจิทัลเฟิร์สต์ ที่ให้ความสำคัญกับความน่าเชื่อถือจากรีวิวและการเล่าประสบการณ์จริงมากกว่าการโฆษณาเสียงเดียวจากแบรนด์

การขยายไลน์เวชสำอางและเป้าหมายเติบโตท่ามกลางการแข่งขันดุเดือด
ในเชิงสินค้า สมูทอีไม่ได้หยุดอยู่แค่โฟมล้างหน้าและครีมลดรอยแผลเป็น แต่ขยายเข้าสู่กลุ่มรักษาสิวและการดูแลผิวระยะยาว ภายใต้แนวคิดแบรนด์เวชสำอางที่คนจะนึกถึงเมื่อมีปัญหาผิว ไม่ใช่แค่เมื่ออยากล้างหน้า บริษัทเตรียมเปิดตัวนวัตกรรมใหม่ในครึ่งปีหลัง โดยวางตำแหน่งในกลุ่ม Medical Grade ที่เข้าถึงได้ในราคาที่จับต้องได้ แตกต่างจากกลุ่ม Medical Grade ทั่วไปที่มักตั้งราคาสูงจนคนส่วนใหญ่เอื้อมไม่ถึง มุมนี้ทำให้แบรนด์มีโอกาสเป็นสะพานเชื่อมระหว่างสกินแคร์แมสกับเวชสำอางคุณภาพสูงในตลาดเวชสำอางที่กำลังร้อนแรง
แผนธุรกิจสะท้อนความมั่นใจพอตัว เพราะสมูทอีตั้งเป้าเติบโตเฉลี่ย 20–30% ต่อปี ต่อจากปีล่าสุดที่เติบโตได้ราว 30% โดยหวังพึ่งการเจาะคนรุ่นใหม่ นวัตกรรมสินค้า และช่องทางออนไลน์เป็นแรงขับหลัก ท่ามกลางตลาดสกินแคร์มูลค่ากว่า 20,000 ล้านบาทที่โตช้าลง แข่งขันสูง และแบรนด์ใหม่ไหลเข้าตลาดต่อเนื่อง การยืนระยะจึงไม่ใช่แค่เรื่องงบโฆษณา แต่คือการวางตัวให้ชัดว่าตนเองคือใครในหมวดเวชสำอาง และตอบโจทย์ผิวบอบบางได้ดีกว่าคู่แข่งที่เน้นสารแรงเพียงเพื่อให้ผลลัพธ์เร็ว
บทสรุป: แบรนด์รุ่นเก๋าที่เลือกเติบโตไปพร้อมเจน Z ไม่ใช่ยึดอดีต
เมื่อภาพรวมตลาดสกินแคร์เติบโตลดลงเหลือเพียง 0.6% แต่แบรนด์ใหม่และครีมซองกลับโตแรง สมูทอีแสดงให้เห็นว่าแบรนด์รุ่นเก๋าไม่จำเป็นต้อง “แก่” ไปตามอายุ การลงทุนในครีมซอง สกินแคร์ การเล่าเรื่องผ่าน vertical series การดึงพรีเซ็นเตอร์บิวตี้ และการขยายไลน์ตลาดเวชสำอาง ล้วนสะท้อนการยอมรับเกมใหม่ของสกินแคร์เจน Z ที่ให้ความสำคัญกับคอนเทนต์ รีวิว และฟอร์แมตทดลองใช้มากกว่าชื่อเสียงในอดีต
ในมุมมองเชิงกลยุทธ์ การเคลื่อนตัวจาก “แบรนด์ที่แม่เลือก” ไปสู่ “แบรนด์ที่วัยรุ่นหยิบเองจากชั้นครีมซอง” อาจเป็นจุดหักเหสำคัญที่ตัดสินว่าแบรนด์จะอยู่ในความทรงจำแค่รุ่นเดิม หรือจะฝังตัวอยู่ในชีวิตประจำวันของคนรุ่นใหม่ด้วย หากสมูทอีรักษาสมดุลระหว่างความอ่อนโยนแบบเวชสำอาง กับการสื่อสารดิจิทัลที่สดใหม่ได้ต่อเนื่อง เป้าหมายเติบโตระดับดับเบิลดิจิทัลต่อปีจะไม่ใช่เรื่องไกลเกินฝัน แต่เป็นผลลัพธ์จากการกล้าปรับตัวทันเวลามากกว่า






