BDI Hackathon 2026: เวทีที่พิสูจน์ว่าเมืองฉลาดต้องเริ่มจากข้อมูลจริง
BDI Hackathon 2026 คือเวทีการแข่งขันสร้างสรรค์นวัตกรรมจาก Big Data และ AI ที่เปิดให้ทีมจากหลากหลายสาขาใช้ข้อมูลเมืองจริงออกแบบโซลูชันเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ โดยเน้นการนำข้อมูลจำนวนมากมาวิเคราะห์และแปลงเป็นบริการที่คนเมืองใช้ได้ในชีวิตประจำวัน ซึ่งสะท้อนแนวคิดเมืองขับเคลื่อนด้วยข้อมูลอย่างเป็นรูปธรรม.
สิ่งที่สำคัญที่สุดของเวทีนี้ไม่ใช่จำนวนทีมที่สมัครกว่า 213 ทีมหรือการเฟ้นหา 21 ทีมสุดท้ายเพื่อนำเสนอในรอบ Demo Day เท่านั้น แต่คือการยืนยันว่าการสร้าง AI นวัตกรรมเมืองอัจฉริยะต้องยึดปัญหาคนเมืองเป็นศูนย์กลาง งานนี้ตั้งโจทย์ชัดเจน 3 ด้าน ได้แก่ Data for Better Journey, Data for Better Lifestyle และ Data for Better Safety เพื่อลงมือแก้ทั้งการเดินทาง ไลฟ์สไตล์ และความปลอดภัยในเมืองในคราวเดียวกัน. การตั้งกรอบแบบนี้บังคับให้ทุกทีมคิดไกลกว่าการทำ “เดโมสวยๆ” ไปสู่ไอเดียที่มีโอกาสใช้งานจริงในระบบเมือง.

WalkWise: เปลี่ยนข้อมูลร้องเรียนและสภาพแวดล้อมให้กลายเป็นเมืองที่เดินได้จริง
การที่ WalkWise คว้ารางวัลชนะเลิศพร้อมถ้วยเกียรติยศและเงินรางวัล 100,000 บาท ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เพราะทีม Power Up Consulting กล้าตั้งคำถามกับเมืองว่าทำไมการเดินเท้าจึงยังเสี่ยงและไม่สนุกสำหรับคนส่วนใหญ่. แพลตฟอร์มนี้ใช้ ThaiLLM ผสานกับข้อมูลเมืองหลายมิติ ทั้งข้อมูลร้องเรียนจาก Traffy Fondue ข้อมูลสิ่งแวดล้อม กิจกรรม รวมถึงข้อมูลจากภาคประชาชน หรือ Citizen-generated Data เพื่อแนะนำเส้นทางที่ปลอดภัยและเหมาะกับผู้ใช้แต่ละคน พร้อมแนะนำจุดแวะและกิจกรรมระหว่างทาง.
ในมุมมองเมืองขับเคลื่อนด้วยข้อมูล WalkWise แสดงให้เห็นภาพชัดว่าการใช้ Big Data วิเคราะห์ข้อมูลไม่ควรหยุดอยู่ที่แผนที่สวยๆ แต่ต้องเปลี่ยนพฤติกรรมคนได้จริง ระบบสะสมคะแนนและการมีส่วนร่วมของชุมชนที่ทีมออกแบบ คือแรงจูงใจให้คนหันมาเดินมากขึ้น ขณะเดียวกันก็ช่วยสร้างฐานข้อมูลใหม่ให้เมืองเรียนรู้พฤติกรรมการเดินในแต่ละย่านต่อไป การออกแบบที่วนกลับมาเติมข้อมูลเมืองแบบนี้คือหัวใจของ AI นวัตกรรมเมืองอัจฉริยะที่ยั่งยืน.

PA-TUEAN และ PAIMOO: เมื่อความปลอดภัยและเศรษฐกิจชุมชนขึ้นกับ AI ที่เข้าใจบริบทท้องถิ่น
สองผลงานรองชนะเลิศพิสูจน์ว่าการใช้ Big Data วิเคราะห์ข้อมูลไม่ได้มีไว้เพื่อระบบโครงสร้างใหญ่เท่านั้น แต่ลงลึกถึงความเสี่ยงรายวันและเศรษฐกิจฐานรากของเมืองด้วย. PA-TUEAN (ป้าเตือน) จากทีม Man-Khak คือแอปตรวจจับและเตือนการปลอมแปลงเสียงด้วย AI แบบ Real-time ที่อ้างว่ามีความแม่นยำถึง 99.1% และใช้การประมวลผลแบบ On-Device AI เพื่อปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้. การเริ่มจากภาษาอีสานและเตรียมขยายสู่ภาษาเหนือและใต้ แสดงให้เห็นว่าความปลอดภัยดิจิทัลในเมืองต้องเข้าใจสำเนียงและบริบทท้องถิ่น ไม่ใช่แค่ภาษาเดียวในห้องแล็บ.
ด้าน PAIMOO (ไปมู) จากทีม PAIMOO ซึ่งคว้ารางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 พร้อมถ้วยเกียรติยศและเงินรางวัล 40,000 บาท เลือกจับจุดแข็งการท่องเที่ยวสายมูในเมืองและชุมชน แพลตฟอร์มนี้ใช้ Data & AI พร้อมผู้ช่วย AI “น้องบัว” ช่วยวางแผนการเดินทาง แนะนำขั้นตอนการสักการะ และรวบรวมรีวิวจากผู้ใช้ โดยผูกกับข้อมูลที่ผ่านการตรวจสอบจากหน่วยงานภาครัฐหลายแห่ง เพื่อสร้างฐานข้อมูลด้านความเชื่อและการท่องเที่ยวที่เชื่อถือได้. แนวคิดการใช้ข้อมูลหนุนการท่องเที่ยวชุมชนและกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น ทำให้เห็นว่า AI นวัตกรรมเมืองอัจฉริยะไม่จำเป็นต้องมีภาพเทคโนโลยีแข็งๆ แต่อาจเริ่มจากศรัทธา วัฒนธรรม และเศรษฐกิจชุมชน.
ทำไม BDI Hackathon จึงสำคัญต่ออนาคตเมืองขับเคลื่อนด้วยข้อมูล
หัวใจของ BDI Hackathon 2026 คือการพิสูจน์ว่าการสร้างเมืองขับเคลื่อนด้วยข้อมูลต้องมีทั้งข้อมูล โครงสร้างพื้นฐาน และคนที่กล้าทดลองพร้อมกัน. การแข่งขันครั้งนี้ถูกออกแบบให้เป็นพื้นที่เรียนรู้ พัฒนาทักษะ และสร้างเครือข่ายให้ผู้สนใจด้าน Big Data และ AI จากหลากหลายสาขาได้ทำงานกับข้อมูลจริงเพื่อแก้ปัญหาเมือง. คณะกรรมการจากหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และสถาบันการเงินช่วยประเมินทั้งความคิดสร้างสรรค์ ศักยภาพนวัตกรรม ความเป็นไปได้ในการใช้งานจริง และผลกระทบต่อการพัฒนาเมือง ทำให้ผลงานที่ผ่านการคัดเลือกไม่ได้ดีแค่เชิงเทคนิค แต่มีมุมมองเชิงระบบเมืองประกอบอยู่ด้วย.
ข้อสังเกตสำคัญจากเวทีนี้คือ AI นวัตกรรมเมืองอัจฉริยะที่น่าสนใจมักยืนอยู่บนสามขาเดียวกัน คือใช้ Big Data วิเคราะห์ข้อมูลจากหลายแหล่ง, เชื่อมต่อเข้ากับบริการหรือพฤติกรรมของประชาชน และคิดถึงการขยายผลตั้งแต่วันแรก. จากมุมมองของผู้สังเกตการณ์ เมืองที่ต้องการเดินสู่ Smart City จึงควรมองเวทีลักษณะนี้เป็นมากกว่าการแข่งขัน แต่คือสนามทดลองนโยบายและต้นแบบบริการใหม่ ที่เปิดให้คนทำงานข้อมูล คนทำธุรกิจ และภาครัฐเรียนรู้ร่วมกันบนปัญหาจริงมากกว่าบนสไลด์.






