Pass-ta-key คืออะไร และทำไม Passkey ถึงไม่กันเครื่องที่ถูกเจาะแล้ว
การโจมตี Pass-ta-key คือชุดเทคนิคที่มัลแวร์บน Windows ใช้ช่องโหว่ในการจัดเก็บและซิงค์ Passkey ของ Google Password Manager เพื่อขโมยหรือควบคุมข้อมูลยืนยันตัวตนที่ซิงค์ผ่านคลาวด์ ทำให้สามารถล็อกอินแทนเหยื่อหรือดึงกุญแจลับไปใช้งานต่อได้ โดยไม่ต้องรู้รหัสผ่านหรือผ่านการยืนยันตัวตนของผู้ใช้อย่างถูกต้องนักวิจัยกลุ่มหนึ่งพบว่า Google Password Manager มีข้อบกพร่องที่ซ่อนอยู่ ซึ่งสามารถใช้เพื่อเลี่ยงทุกสิ่งที่ทำให้ Passkey ปลอดภัยจากการโจมตีได้ ความจริงที่หลายคนไม่อยากได้ยินคือ Passkey แม้จะปลอดภัยกว่ารหัสผ่านแบบเดิมอย่างชัดเจน แต่ถ้าเครื่อง Windows ถูกมัลแวร์ยึดไปแล้ว ระบบยืนยันตัวตนแบบใดก็แทบหมดความหมาย Pass-ta-key จึงไม่ใช่ช่องโหว่เล็ก ๆ ของเบราว์เซอร์ แต่เป็นสัญญาณเตือนว่าเรา “ฝากชีวิตดิจิทัลทั้งก้อน” ไว้กับความปลอดภัยของอุปกรณ์ปลายทางมากเกินไป

ทำไม Windows และ Google Password Manager จึงกลายเป็นจุดอ่อน
Passkey ถูกออกแบบมาให้เก็บกุญแจลับบนอุปกรณ์ของผู้ใช้ และใช้คู่กุญแจเข้ารหัสสำหรับการล็อกอินแทนรหัสผ่านแบบเดิม ทำให้เดาไม่ได้ ฟิชชิงได้ยาก และแชร์ต่อไม่สะดวก จึงปลอดภัยกว่าอย่างเห็นได้ชัด แต่การจะให้ผู้ใช้สะดวก จำเป็นต้องซิงค์ Passkey ระหว่างอุปกรณ์ผ่านตัวจัดการรหัสอย่าง Google Password Manager ซึ่งคือจุดที่โครงสร้างเริ่มเปราะนักวิจัยระบุว่า การโจมตี Pass-ta-key มุ่งเป้าไปที่ Google Password Manager บนเบราว์เซอร์ Chrome บนอุปกรณ์ Windows ที่มี Trusted Platform Module (TPM) และมีมัลแวร์รันอยู่ก่อนแล้ว ปัญหาใหญ่คือ Windows มักรันโปรเซสต่าง ๆ ด้วยสิทธิ์ระดับเดียวกับผู้ใช้ที่ล็อกอิน ในขณะที่ระบบปฏิบัติการอื่นพยายามจำกัดสิทธิ์แบบ least access ทำให้ถ้าเครื่อง Windows ถูกมัลแวร์ยึดได้ มัลแวร์ก็จะได้สิทธิ์ระดับใกล้เคียงกับผู้ใช้ และสามารถขโมย Passkey ทั้งหมดที่เก็บใน Google Password Manager ได้ นี่คือช่องโหว่เชิง “สมมติฐาน” ไม่ใช่แค่บั๊กโค้ด

สามเวกเตอร์การโจมตี: Pass-ta-key, Silver และ Golden
รายงานจาก Unit 42 ของ Palo Alto Networks แสดงให้เห็นการโจมตีใหม่ 3 รูปแบบภายใต้ชื่อรวมว่า “Pass-ta-key” ซึ่งโจมตีโครงสร้างการซิงค์ Passkey บนคลาวด์ของ Google ผ่าน Chrome บน Windows ที่มี TPM เวกเตอร์แรก Pass-ta-key แบบพื้นฐาน อาศัยมัลแวร์สวมรอยอุปกรณ์ที่เชื่อถือได้ ส่งคำขอเพื่อรับการตอบกลับการยืนยันตัวตนสำหรับหนึ่งใน Passkey ของเหยื่อ โดยใช้ identity key ของ Chrome ที่ได้รับการปกป้องด้วย TPM เพื่อเซ็นคำขอ แม้จะไม่ต้องใช้สิทธิ์ผู้ดูแลระบบหรือการโต้ตอบจากผู้ใช้ใด ๆ หากบริการนั้นไม่ตรวจสอบสถานะ “User Verified” อย่างเคร่งครัด การล็อกอินก็สำเร็จ นักวิจัยพบว่าการโจมตีล้มเหลวกับบางบริการที่ตรวจสอบ flag นี้ถูกต้อง แต่สามารถใช้กับบริการรายหนึ่งได้สำเร็จ ก่อนที่ผู้ให้บริการจะอุดช่องโหว่ในภายหลัง
Silver Pass-ta-key: ลงทะเบียนกุญแจของคนร้าย และ Golden Pass-ta-key: หลุดถึง master key
Silver Pass-ta-key ขยายความเสียหายจาก “สวมรอยชั่วคราว” เป็น “ยึดถาวร” โดยมัลแวร์สามารถบังคับให้ Chrome ทำกระบวนการลงทะเบียนอุปกรณ์ใหม่ เช่น ยกเลิก key เดิมหรือลบไฟล์สถานะ Passkey ทิ้ง แล้วลงทะเบียน key การยืนยันตัวตนที่ผู้โจมตีควบคุมเองได้ เพราะระบบคลาวด์ไม่ได้ตรวจว่า key ใหม่นั้นมาจากฮาร์ดแวร์ที่เชื่อถือได้หรือไม่ จากนั้นทุกคำขอที่เซ็นด้วย key มัลแวร์จะถูกมองว่าเป็นผู้ใช้ที่ปลดล็อกด้วย PIN หรือ biometrics แล้ว ทำให้ผู้โจมตีสามารถยืนยันตัวตนจากระบบอื่นได้โดยไม่ต้องแตะเครื่องเหยื่ออีกGolden Pass-ta-key รุนแรงยิ่งกว่า เพราะอาจทำให้มัลแวร์ดึง master key ที่ใช้เข้ารหัส Passkey ทั้งหมดที่ซิงค์ในบัญชี Google Password Manager ได้ ในตอนแรก Chrome เคยเผย secret นี้แบบ plaintext ผ่าน log ภายในของระบบ FIDO ก่อนที่ Google จะลบออก แต่ข้อมูลยังคงอยู่ชั่วคราวในหน่วยความจำของเบราว์เซอร์ ทำให้มัลแวร์ที่อยู่ในเครื่องสามารถแอบอ่านได้ และที่น่ากังวลที่สุดคือ ระบบที่ใช้งานอยู่ยังไม่มีวิธีหมุนหรือเพิกถอน key นี้ หมายความว่าทั้ง Passkey ที่ซิงค์อยู่ตอนนี้และในอนาคตยังคงพึ่งพา secret เดียวกันหากเคยหลุดไปแล้ว
ผู้ใช้ควรทำอย่างไร: เสริมเกราะให้เครื่อง ไม่ใช่หวังพึ่ง Passkey เพียงอย่างเดียว
แม้ผลการวิจัยนี้จะดูน่ากังวล แต่ไม่ได้หมายความว่าความปลอดภัย Passkey ต่ำกว่ารหัสผ่านแบบเดิม นักวิจัยระบุชัดว่า Passkey ยังตัดช่องโหว่จำนวนมากที่รหัสผ่านทิ้งไว้ เช่น การเดา การ reuse และฟิชชิง ปัญหาของ Pass-ta-key อยู่ที่อุปกรณ์ปลายทางและกระบวนการ onboard/recovery ที่ปล่อยให้มัลแวร์บน Windows ใช้ประโยชน์ได้ เมื่อเครื่องถูกมัลแวร์ครองแล้ว “ทุกอย่างบนเครื่องนั้น” อยู่ในความเสี่ยง ผู้ใช้จึงควรโฟกัสไปที่การทำให้เครื่องปลอดภัยที่สุดเท่าที่จะทำได้ในเชิงปฏิบัติ คุณควรทำอย่างน้อยสามอย่าง หนึ่ง รักษาความสะอาดของ Windows ด้วยการอัปเดตแพตช์และใช้โซลูชันป้องกันมัลแวร์เพื่อลดโอกาสที่มัลแวร์จะเข้ามา สอง เฝ้าระวังการใช้งาน Passkey ที่ผิดปกติ เช่น การแจ้งเตือนล็อกอินจากอุปกรณ์ที่ไม่รู้จัก และสาม ใช้บัญชีผู้ใช้ที่มีสิทธิ์จำกัดบน Windows เพื่อลดผลของการที่ระบบรันโปรเซสด้วยสิทธิ์เดียวกับผู้ใช้ที่ล็อกอิน ในระดับระบบ Unit 42 แนะนำให้บริการออนไลน์บังคับและตรวจสอบการยืนยันตัวตนของผู้ใช้ให้รัดกุม และให้ตัวจัดการ credential ตรวจสอบ key ของอุปกรณ์ที่ลงทะเบียนใหม่ เสริมความแข็งแรงของกระบวนการ recovery/onboarding และป้องกันไม่ให้ master key ถูกเข้าถึงในหน่วยความจำของเบราว์เซอร์






