ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกัน

ดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกันดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

จาก AI Fatigue สู่ยุคที่มนุษย์กลายเป็นจุดขายใหม่ของคอนเทนต์

จาก AI Fatigue สู่ยุคที่มนุษย์กลายเป็นจุดขายใหม่ของคอนเทนต์
ความสนใจ|เพิ่มประสิทธิภาพงานด้วย AI

AI Fatigue คืออะไร และทำไมกระแสว้าวถึงกลายเป็นความเบื่อ

AI Fatigue ความเบื่อ คือภาวะที่ผู้ใช้งานเริ่มเหนื่อยหน่ายและไม่ตื่นเต้นกับคอนเทนต์ที่สร้างด้วย AI อีกต่อไป แม้คอนเทนต์เหล่านั้นจะผลิตได้เร็ว ใช้ภาษาได้ลื่นไหล และดูเป็นมืออาชีพ แต่กลับรู้สึกซ้ำ จำเจ ไม่เกี่ยวข้องกับชีวิต และขาดความเป็นมนุษย์ ส่งผลให้ความเชื่อมั่นต่อข้อมูลออนไลน์ลดลง และผู้คนเริ่มมองหาเนื้อหาที่มีมุมมองและประสบการณ์จากมนุษย์จริงมากขึ้น หากย้อนกลับไปตอนปลายปี 2022 เมื่อ ChatGPT เปิดตัว โลกธุรกิจและวงการคอนเทนต์แทบทุกวงการมองว่า AI คือเครื่องมือวิเศษที่ช่วยเขียนบทความ สร้างภาพ วางแผนการตลาด และตอบคำถามลูกค้าได้ภายในไม่กี่วินาที แต่เมื่อทุกคนแห่ใช้ AI ผลที่ตามมาคืออินเทอร์เน็ตถูกถมด้วยงานที่เหมือนกันไปหมด เกิดสิ่งที่นักวิเคราะห์เรียกว่า Sea of Sameness หรือมหาสมุทรแห่งความเหมือนกัน ซึ่งทำให้เสน่ห์ของบทสนทนาออนไลน์หายไปและเรารู้สึกว่าไม่รู้แล้วว่าข้อความไหนมาจากคนจริงและข้อไหนมาจากเครื่องมือ

ตัวเลขที่ไม่โกหก: คนรุ่นใหม่เอียนคอนเทนต์ AI มากกว่าที่แบรนด์คิด

ความตื่นเต้นต่อ AI ไม่ได้ลดลงแบบรู้สึกไปเอง แต่มีตัวเลขชัดเจนรองรับ ในปี 2026 มีเพียง 19% ของผู้ใช้ที่ยอมรับว่ายัง “ตื่นเต้นกับ AI” ลดลงจาก 50% ในปี 2024 นี่คือการหดตัวของกระแสในเวลาแค่สองปี ซึ่งสะท้อนว่า AI Fatigue ความเบื่อ ไม่ใช่กระแสเล็ก ๆ แต่เป็นการเปลี่ยนทัศนคติของผู้ใช้ทั่วโลก งานวิจัยจาก Gartner ยังชี้ว่าผู้บริโภค 49% มองว่า Generative AI ทำให้คุณภาพของคอนเทนต์และสื่อรอบตัวแย่ลง และที่น่าจับตาสุดคือกลุ่มคนรุ่นใหม่กว่า 57% ใน Gen Z และ Millennials เชื่อว่าคอนเทนต์ยุคนี้ด้อยลงเพราะ AI ประโยคนี้ควรกลายเป็นสัญญาณเตือนบนโต๊ะประชุมของทุก CMO เพราะมันหมายความว่า กลุ่มผู้บริโภคที่แบรนด์อยากได้มากที่สุดกำลังมองคอนเทนต์ AI เป็นสิ่งที่ลดคุณค่า ไม่ใช่เพิ่มคุณค่าอีกต่อไป

จาก AI Slop ถึงปุ่มรายงาน: เมื่อแพลตฟอร์มเองก็เบื่อคอนเทนต์โหล

เมื่อคอนเทนต์ AI ปั๊มออกมาจนล้นฟีด คนดูไม่ใช่แค่เบื่อ แต่แพลตฟอร์มก็เริ่มลงมือจัดระเบียบ หนึ่งในคำสำคัญของยุคนี้คือ AI Slop คำใหม่ที่ใช้เรียกคอนเทนต์ที่ผลิตจาก AI แบบโหล ๆ ใช้ภาษาเนียนแต่เต็มไปด้วยจุดไม่สมเหตุสมผลและไร้ความเป็นมนุษย์ ผู้ใช้เริ่มพัฒนาสัญชาตญาณในการดมกลิ่น AI Slop แม้จะบอกไม่ได้ชัดว่าบรรทัดไหนมาจากคนหรือจากเครื่อง แพลตฟอร์มอาชีพออนไลน์รายใหญ่ถึงขั้นสร้างปุ่ม Seems Like AI Slop ให้ผู้ใช้กดรายงานโพสต์ที่ดูเหมือนสร้างด้วย AI Hari Srinivasan ผู้บริหารฝ่ายผลิตภัณฑ์ยอมรับว่า AI Slop กลายเป็นปัญหาสำคัญ เพราะคนเข้าแพลตฟอร์มนี้เพื่อฟังมุมมอง ประสบการณ์ และความเชี่ยวชาญจากคนจริงไม่ใช่ข้อความที่ผลิตซ้ำจากโมเดล AI เพียงไม่กี่สัปดาห์หลังเปิดใช้ปุ่ม มีการรายงานมากกว่า 1 ล้านครั้ง และคอนเทนต์ที่ถูกจัดว่าเป็น AI Slop มียอดการมองเห็นลดลงราว 40% เมื่อเทียบกับก่อนหน้า นั่นคือบทลงโทษทางอัลกอริทึมต่อคอนเทนต์ที่ไม่ใส่ความเป็นมนุษย์

AI-generated quality ปัญหาใหญ่ไม่ใช่แค่คุณภาพ แต่คือความน่าเชื่อถือที่รั่วไหล

ปัญหาของ AI-generated quality ไม่ได้อยู่แค่คำว่าแป้กหรือเนื้อหาไม่ลึก แต่ลุกลามไปถึงความน่าเชื่อถือ ผู้ใช้จำนวนมากเริ่มเผชิญ AI Credibility Fatigue หรืออาการเหนื่อยล้าจากการไม่แน่ใจว่าอะไรจริงอะไรถูกสร้างขึ้นมาบนหน้าอินเทอร์เน็ต ส่งผลให้ความเชื่อมั่นต่อข้อมูลออนไลน์โดยรวมลดลง รายงานหนึ่งถึงขั้นเล่าว่าผู้คนเริ่มไม่กล้าเชื่อแม้กระทั่งภาพสัตว์น่ารักหรือคลิปช่วยเหลือสัตว์ เพราะสงสัยว่าถูกสร้างด้วย AI หรือไม่ ความไว้ใจสื่อออนไลน์ถูกเซาะกร่อนทีละนิด ฟีดในแพลตฟอร์มยอดนิยมอย่าง Instagram Pinterest และ YouTube เต็มไปด้วยภาพและเนื้อหาที่สร้างจาก AI มากขึ้นเรื่อย ๆ Kate Muhl จาก Gartner อธิบายว่า AI เพิ่ม “ปริมาณ” สื่อรอบตัวแต่ไม่ได้เพิ่ม “คุณค่า” ให้กับผู้บริโภค สิ่งที่เกิดขึ้นจริงคือดิจิทัลโฆษณาขยะที่ยัดเยียดเต็มฟีดในขณะที่สมาธิของคนมีจำกัด ผลลัพธ์คือผู้บริโภคเลิกสนใจ มองแบรนด์ว่ากวนใจมากกว่าน่าดึงดูด และเริ่มเปลี่ยนพฤติกรรมค้นหาข้อมูลไปใช้การถามคำถามแบบคุยกับคนหรืออ่านสรุปจาก AI แค่หน้าเดียวแทนการไล่คลิกทีละเว็บไซต์

เมื่อความเป็นมนุษย์และ human creativity กลายเป็นข้อได้เปรียบใหม่

ในโลกที่ทุกคนเข้าถึงเครื่องมือ AI แบบเดียวกัน แข่งกันปั๊มงานได้ไม่จำกัด สิ่งที่เริ่มหายากไม่ใช่คอนเทนต์ แต่คือ authentic content มนุษย์ ที่มีมุมมอง ประสบการณ์ และความรู้สึกจริง ปรากฏการณ์นี้ทำให้ความเป็นมนุษย์และ human creativity ความสำคัญ กลายเป็นตัวแยกแยะว่าแบรนด์ไหนน่าฟังและแบรนด์ไหนถูกมองว่าเป็นสแปม ปี 2023–2025 คือยุคแข่งขันกันว่าใครใช้ AI ได้มากกว่า แต่ปี 2026 กำลังกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการแข่งขันอีกแบบ คือใครรักษาความเป็นมนุษย์ได้ดีกว่า ผู้บริหารด้านการตลาดบางคนเสนอแนวคิด Restraint หรือ “ความยับยั้งชั่งใจ” เป็นปัจจัยใหม่ที่จะสร้างความแตกต่างให้แบรนด์ ในยุคที่สามารถผลิตงานได้มหาศาล สิ่งที่ควรทำไม่ใช่ส่งข้อความถี่ขึ้นแต่กลับต้องส่งเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวข้องกับชีวิตลูกค้าจริงเน้นหนึ่งข้อความคุณภาพ ดีกว่า 10 ข้อความขยะจาก AI ขณะเดียวกันผู้บริหารระดับสูงจากทั้งแพลตฟอร์มและบริษัทเทคโนโลยีเตือนว่าการส่งงานที่สร้างจาก AI ซ้ำ ๆ คือ Doom Loop ที่ทำให้พนักงานสูญเสียความคิดสร้างสรรค์ทีละน้อย ถ้าทุกอย่างมอบให้ AI ตัดสินใจ เรากำลังลดมูลค่าทรัพย์สินที่สำคัญที่สุดขององค์กร นั่นคือคน สิ่งที่แบรนด์และครีเอเตอร์ควรยอมรับคือ AI ยังมีประโยชน์ด้านประสิทธิภาพ แต่ต้องมีมนุษย์คอยตรวจสอบความถูกต้อง ใส่ความใส่ใจ และกลั่นกรองให้เนื้อหามีคุณค่าแท้ต่อผู้ชม เมื่อ AI Fatigue ความเบื่อ กำลังขยายวงไปทั่ว การกลับมาลงทุนกับความเป็นมนุษย์ไม่ใช่เรื่องโรแมนติก แต่เป็นกลยุทธ์ธุรกิจที่มีเหตุผลที่สุดในตอนนี้

ZestBuy ได้รับค่าคอมมิชชั่นเมื่อคุณช้อปผ่านลิงก์ของเรา โดยคุณไม่ต้องจ่ายเพิ่ม

You May Also Like

Comments
พูดอะไรบางอย่าง...
ยังไม่มีความคิดเห็น มาเป็นคนแรกที่แบ่งปันความคิดเห็นของคุณ!