ท็อย สตอรี่ 5 และสวนสนุกยูเอส: หัวใจของรายได้ประจำไตรมาส
ดิสนีย์ รายได้ประจำไตรมาสล่าสุดสะท้อนภาพธุรกิจบันเทิง การฟื้นตัวอย่างชัดเจน โดยมีภาพยนตร์ท็อย สตอรี่ 5 บ็อกซ์ออฟฟิศ และผู้เข้าชมสวนสนุก ยูเอส ผู้เข้าชมที่เพิ่มขึ้นเป็นแรงขับหลัก ทั้งหมดเกิดขึ้นท่ามกลางเศรษฐกิจที่ยังผันผวนและการท่องเที่ยวต่างประเทศที่อ่อนแรง แต่ผู้บริโภคในประเทศยังเลือกใช้จ่ายกับความบันเทิงที่ให้ประสบการณ์และความผูกพันทางอารมณ์มากกว่าสินค้าจำเป็นทั่วไป
ประเด็นสำคัญคือไตรมาสนี้ไม่ได้เป็นแค่ตัวเลขสวยงามชั่วคราว แต่เป็นสัญญาณว่าโมเดลแพลตฟอร์มบันเทิงของดิสนีย์ที่ผสานภาพยนตร์ สตรีมมิง สวนสนุก และสินค้า กำลังกลับมาทำงานเต็มกำลังอีกครั้ง การที่รายได้และกำไรจากส่วน Experiences ซึ่งรวมสวนสนุก เรือสำราญ และลิขสิทธิ์สินค้าเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ บอกเราว่าผู้คนพร้อมจ่ายเพื่อประสบการณ์หากแบรนด์ยังสร้างความต่างและคุณค่าได้ชัดเจน
ท็อย สตอรี่ 5 บ็อกซ์ออฟฟิศ: มากกว่าหนังพันล้าน แต่คือเครื่องยนต์ทั้งอีโคซิสเต็ม
ท็อย สตอรี่ 5 บ็อกซ์ออฟฟิศทำรายได้ทั่วโลกถึงระดับพันล้านดอลลาร์ และกลายเป็นตัวผลักดันหลักของไตรมาสนี้อย่างไม่ต้องสงสัย ความสำเร็จนี้สะท้อนว่าคอนเทนต์แฟรนไชส์ที่สร้างมายาวนานยังทรงพลัง เมื่อดิสนีย์ดันภาคต่อด้วยการรักษาโทนเดิมและขยายประเด็นให้เข้ากับคนดูยุคใหม่ ผลลัพธ์คือทั้งโรงภาพยนตร์แพ็กแน่นและความสนใจต่อภาคก่อน ๆ บนแพลตฟอร์มสตรีมมิงที่กลับมาพุ่งสูง
รายได้จากสินค้า Toy Story ก็เพิ่มจนกลายเป็นไตรมาสที่เติบโตดีสุดในรอบ 20 ไตรมาสสำหรับธุรกิจ Consumer Products นี่คือภาพชัดว่าหนังหนึ่งเรื่องสามารถขับทั้งห่วงโซ่ตั้งแต่จอใหญ่ไปจนถึงจอเล็กและชั้นวางสินค้า ความเห็นส่วนตัวคือ ดิสนีย์กำลังพิสูจน์ว่าการลงทุนกับแฟรนไชส์เดิมอย่างต่อเนื่องให้ผลคุ้มค่ากว่าการเสี่ยงกับแบรนด์ใหม่จำนวนมาก เพราะแฟนฐานเดิมมีความผูกพันพร้อมจ่ายซ้ำหากเรื่องเล่ายังสดและจับใจ
ผู้เข้าชมสวนสนุกยูเอส ผู้เข้าชมเพิ่มท่ามกลางเศรษฐกิจเปราะบาง
แม้ดิสนีย์จะเตือนล่วงหน้าว่าธุรกิจสวนสนุกอาจเติบโตเพียงพอประมาณจากการท่องเที่ยวต่างชาติที่ซบเซา แต่ตัวเลขจริงกลับชี้ว่าภาพไม่มืดอย่างที่คาด การที่ผู้เข้าชมสวนสนุก ยูเอส ผู้เข้าชมภาพรวมเพิ่มขึ้น 3% เมื่อเทียบกับปีก่อน ซึ่งมาจากนักท่องเที่ยวในประเทศและผู้ถือบัตรรายปีเป็นหลัก แสดงถึงความยืดหยุ่นของการใช้จ่ายด้านประสบการณ์ในภาวะเศรษฐกิจไม่แน่นอน
ซีอีโอ Josh D'Amaro ระบุชัดว่าการใช้จ่ายต่อหัวในสวนสนุกภายในประเทศยังเพิ่มขึ้นแม้มีความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ การลงทุนต่อเนื่องในเครื่องเล่นใหม่ กิจกรรมรับหน้าร้อน และการออกแบบประสบการณ์เฉพาะกลุ่มให้แฟน ๆ รู้สึกคุ้มค่าคือคำตอบว่าทำไมคนถึงยอมจ่ายราคาแพงเพื่อวันพิเศษสักวัน ข้อสังเกตคือ ในยุคที่ผู้บริโภคลดการซื้อของฟุ่มเฟือย หลายคนกลับเลือกใช้จ่ายกับประสบการณ์ที่สร้างความทรงจำและคอนเทนต์แชร์บนโซเชียล ซึ่งสวนสนุกของดิสนีย์ตอบโจทย์นั้นอย่างชัดเจน
ช่องว่างระหว่างยูเอสกับต่างประเทศ: การฟื้นตัวที่ไม่เท่ากัน
แม้ดิสนีย์ รายได้ประจำไตรมาสจะดูสวยจากสวนสนุกในยูเอส แต่ตัวเลขก็เผยรอยแผลจากตลาดต่างประเทศชัดเจน รายได้จากสวนสนุกและ Experiences ฝั่งในประเทศมีกำไรจากการดำเนินงานเพิ่มขึ้นถึง 27% ขณะที่ฝั่งต่างประเทศกลับลดลง 13% นี่คือช่องว่างที่สะท้อนว่าการฟื้นตัวของธุรกิจบันเทิง การฟื้นตัวไม่ได้เกิดพร้อมกันทุกภูมิภาค และปัจจัยการเมือง เศรษฐกิจระหว่างประเทศกำลังบิดเบือนเส้นทางการเติบโตของบริษัทบันเทิงระดับโลก
การท่องเที่ยวระหว่างประเทศไปยังสหรัฐอ่อนแรงลงด้วยเหตุผลตั้งแต่มาตรการภาษี การเข้มงวดด้านคนเข้าเมือง ไปจนถึงคำให้สัมภาษณ์เชิงปะทะกับพันธมิตรหลังการกลับมาของประธานาธิบดี Donald Trump สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่แค่ข่าวการเมือง แต่กำลังเปลี่ยนทิศทางการเดินทางของนักท่องเที่ยว ส่งผลให้สวนสนุกฝั่งต่างประเทศและส่วน Experiences ของดิสนีย์ยังไม่สามารถฟื้นตัวได้เต็มที่ มุมมองของผู้เขียนคือ ดิสนีย์จำเป็นต้องยอมรับว่า "ข้อจำกัดด้านภูมิรัฐศาสตร์" ได้กลายเป็นตัวแปรธุรกิจที่ต้องวางกลยุทธ์รับมือในระยะยาว
จากเคเบิลสู่สตรีมมิง และดีล TikTok: ดิสนีย์อ่านเกมพฤติกรรมผู้ชมหลังโควิด
ในฝั่งสื่อ ดิสนีย์เดินหน้าปรับโครงสร้างจากเคเบิลไปสู่สตรีมมิงอย่างเด็ดขาด รายได้จากธุรกิจสตรีมมิงบันเทิงที่รวม Disney+ และ Hulu เติบโต 11% จากการเพิ่มจำนวนสมาชิก ปรับราคา และรายได้โฆษณาที่สูงขึ้น การตัดสินใจขายหุ้น 50% ใน A+E Global Media ซึ่งดูแลช่อง History และ Lifetime จึงไม่ใช่แค่ดีลการเงิน แต่เป็นการประกาศชัดว่าบริษัทเลือกเดินออกจากโมเดลทีวีแบบเดิมเพื่อโฟกัสไปที่แพลตฟอร์มที่คนดูยุคใหม่ใช้เวลากับมันมากกว่า
ควบคู่กับนั้น ดิสนีย์ยังประกาศดีลแชร์คอนเทนต์สั้นกับ TikTok เพื่อดึงคอนเทนต์แฟนดิสนีย์จากแพลตฟอร์มโซเชียลมาสู่แอป Disney+ ในมุมมองของผู้เขียน นี่คือการยอมรับอย่างเป็นทางการว่าพฤติกรรมผู้ชมหลังโควิดกระจายตัวระหว่างจอสั้นแนวคลิปและจอยาวแนวสตรีมมิง การเชื่อมสองโลกนี้เข้าด้วยกันทำให้แฟรนไชส์อย่างท็อย สตอรี่ 5 มีทางขยายฐานแฟนตั้งแต่เด็กเล็กที่ดูคลิปไวรัลไปจนถึงผู้ใหญ่ที่เลือกชมแบบเต็มเรื่องบนสตรีมมิง เป็นการใช้พลังแฟนคอมมูนิตีขับรายได้แทนการโฆษณาแบบดั้งเดิม
บทสรุป: ดิสนีย์พิสูจน์ว่าความบันเทิงคุณภาพยังชนะวิกฤตเศรษฐกิจ
เมื่อมองภาพรวม ไตรมาสนี้ของดิสนีย์คือกรณีศึกษาเรื่องการฟื้นตัวของธุรกิจบันเทิง การฟื้นตัวที่วางอยู่บนสามเสาหลัก คือแฟรนไชส์ภาพยนตร์ที่ทรงพลัง สวนสนุกที่รักษาประสบการณ์ให้เหนือคู่แข่ง และแพลตฟอร์มสตรีมมิงที่ปรับตัวทันพฤติกรรมผู้ชม ขณะที่รายได้สุทธิเปลี่ยนไปตามรายการปรับหนึ่งครั้ง แต่กำไรต่อหุ้นที่ไม่รวมรายการพิเศษกลับออกมาดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ แสดงว่าตลาดทุนเห็นด้วยกับทิศทางใหม่ของบริษัท
แน่นอนว่าความเสี่ยงจากการท่องเที่ยวต่างประเทศที่ซบเซาและรายได้จากสวนสนุกต่างภูมิภาคที่ลดลงยังเป็นเงื่อนไขสำคัญ แต่ผู้เขียนเห็นว่า สิ่งที่ไตรมาสนี้บอกเราเสียงดังที่สุดคือ ผู้บริโภคยังพร้อมจ่ายเพื่อความบันเทิง หากคอนเทนต์และประสบการณ์ตอบโจทย์อารมณ์และคุณค่าทางจิตใจ ท็อย สตอรี่ 5 บ็อกซ์ออฟฟิศที่ระเบิดและสวนสนุก ยูเอส ผู้เข้าชมที่ยังแน่นคือหลักฐานว่าหลังโควิด คนไม่ได้หยุดเที่ยวหรือหยุดดูหนัง พวกเขาแค่เลือกแบรนด์ที่เชื่อมโยงกับชีวิตและความทรงจำได้มากที่สุด และในสนามนี้ ดิสนีย์ยังเป็นผู้เล่นที่ได้เปรียบอย่างชัดเจน
| Spec | A | B |
|---|---|---|
| แนวโน้มหลัก | แฟรนไชส์ภาพยนตร์ขับทั้งอีโคซิสเต็ม | สวนสนุกในประเทศและสตรีมมิงหนุนรายได้ |
| ความท้าทาย | สวนสนุกและประสบการณ์ต่างประเทศยังอ่อนตัว | การท่องเที่ยวระหว่างประเทศถูกกดดันจากการเมือง |
| โอกาส | ดีลคอนเทนต์สั้นกับแพลตฟอร์มโซเชียล | การต่อยอดแฟรนไชส์บนสตรีมมิงและสินค้า |






